
กสทช. ปรับแผน USO ฉบับที่ 4 งบ 4 หมื่นล้าน ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วประเทศ
สรุปประเด็น
-
กสทช. ขยายแผน USO เป็น 5 ปี: เพิ่มงบจาก 8,000 ล้านบาท เป็น 40,000 ล้านบาท เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วประเทศ
-
เน้นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง: ให้สถานศึกษาและ รพ.สต. ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 90% พร้อมพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ประชาชนกว่า 500,000 คน
-
เปิดโอกาสเอกชนลงทุนมากขึ้น: ผู้รับใบอนุญาตโทรคมนาคมสามารถรับภารกิจ USO เพื่อนำไปหักลดหย่อนเงินส่งเข้ากองทุน ช่วยกระตุ้นการลงทุนและธุรกิจ ICT ระยะยาวทั่วประเทศ
กสทช. ปรับแผน USO ฉบับที่ 4 จากกรอบเดิม 1 ปี สู่แผนระยะ 5 ปี พร้อมวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท มุ่งขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังเปิดกลไกให้ผู้รับใบอนุญาตโทรคมนาคมสามารถเข้ามาดำเนินภาระ USO ด้วยตนเองได้มากขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ ICT ในระยะยาว
จากแผน 1 ปี สู่กรอบลงทุน 5 ปี วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. อนุมัติปรับปรุงแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO ฉบับที่ 4 จากเดิมที่มีกรอบระยะเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2566–29 พฤษภาคม 2567 และมีวงเงิน 8,000 ล้านบาท สู่กรอบแผนระยะ 5 ปี ครอบคลุมถึงปี 2570/2571 ด้วยวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท
การเปลี่ยนจากกรอบรายปีเป็นแผนระยะยาวทำให้การดำเนินงานมีกรอบงบประมาณและเป้าหมายที่ต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงข่าย ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนทั้งด้านพื้นที่ อุปกรณ์ บุคลากร และการบำรุงรักษาในระยะยาว
5 ยุทธศาสตร์ USO กระจายงบสู่การศึกษา–สาธารณสุข–บริการสาธารณะ
วงเงิน 40,000 ล้านบาทถูกจัดสรรภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
-
ด้านการศึกษา 11,353 ล้านบาท
-
ด้านสาธารณสุข 5,270 ล้านบาท
-
ด้านคนพิการและผู้ด้อยโอกาส 5,270 ล้านบาท
-
ด้านประโยชน์สาธารณะ 11,353 ล้านบาท
-
ด้านความมั่นคง 6,754 ล้านบาท
เป้าหมายสำคัญคือการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุม สถานศึกษาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ขาดแคลนไม่น้อยกว่า 90% ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียนและประชาชนไม่น้อยกว่า 500,000 คน
โครงสร้างดังกล่าวทำให้ USO ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการขยายโครงข่าย แต่ยังครอบคลุมการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่การเรียนการสอน การสาธารณสุข ไปจนถึงบริการสาธารณะ
กลไกใหม่ เปิดทางผู้ให้บริการโทรคมนาคมลงทุน USO โดยตรง
หนึ่งในประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องติดตามคือการเปิดให้ ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมสามารถยื่นขอรับภาระจัดทำบริการ USO บางส่วนด้วยตนเอง และนำไปหักลดหย่อนการนำส่งรายได้เข้ากองทุน USO ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กลไกดังกล่าวอาจทำให้รูปแบบการดำเนินงานเปลี่ยนจากการที่ผู้ประกอบการนำส่งเงินสมทบเป็นหลัก ไปสู่การมีส่วนร่วมในการลงทุนและจัดทำโครงข่ายในพื้นที่เป้าหมายโดยตรงมากขึ้น
ในเชิงธุรกิจจึงต้องติดตามว่า ผู้ให้บริการแต่ละรายจะเลือกลงทุนในพื้นที่ใด เทคโนโลยีประเภทใด และมีรูปแบบการบริหารโครงข่ายอย่างไร เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุนการลงทุนและประสิทธิภาพของการขยายโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละพื้นที่
งบ USO 4 หมื่นล้าน เปิดโอกาสให้ห่วงโซ่ธุรกิจ ICT
เม็ดเงินลงทุนระยะ 5 ปีมีโอกาสเชื่อมโยงกับธุรกิจหลายระดับในอุตสาหกรรม ICT ตั้งแต่ผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่าย ไปจนถึงผู้ให้บริการระบบและโซลูชันดิจิทัล
โดยเฉพาะการลงทุนในสถานศึกษาและหน่วยบริการสาธารณสุข อาจสร้างความต้องการต่อเนื่องในด้าน Network Infrastructure, Cloud Services, Cybersecurity, Digital Learning และ Telemedicine ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง
นอกจากนี้ การขยายโครงข่ายไปยังพื้นที่ภูมิภาคยังสามารถสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านติดตั้งระบบ เดินสาย วางโครงข่าย และบำรุงรักษา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ผ่านรูปแบบการจ้างงานหรือการเป็นคู่ค้าของโครงการขนาดใหญ่
รพ.สต. และโครงข่ายดิจิทัล กับโอกาสของ HealthTech
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ รพ.สต. เป็นอีกส่วนที่มีนัยสำคัญ เพราะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริการสุขภาพดิจิทัลได้หลากหลายรูปแบบ
เมื่อโครงข่ายมีความพร้อมมากขึ้น ระบบอย่าง Telemedicine, Teleconsultation, Digital Health Records และบริการสุขภาพทางไกลอื่น ๆ สามารถเข้าถึงพื้นที่นอกเขตเมืองได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายโครงข่ายเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าบริการ HealthTech จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ยังต้องพิจารณาความพร้อมของบุคลากร ระบบข้อมูล อุปกรณ์ปลายทาง รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลควบคู่กันไป
สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องติดตาม ไม่ใช่แค่วงเงิน แต่คือ “การเบิกจ่าย”
สำหรับภาคเอกชน ประเด็นสำคัญหลังจากการประกาศกรอบวงเงินคือ การแปลงงบประมาณให้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ต้องติดตามตลอดกรอบเวลา 5 ปี ได้แก่ แผนการจัดสรรงบประมาณรายปี พื้นที่เป้าหมาย รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการของผู้รับใบอนุญาต รวมถึงความคืบหน้าของการติดตั้งและการใช้งานจริง
เพราะวงเงิน 40,000 ล้านบาท จะสร้างผลต่ออุตสาหกรรม ICT ได้มากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเบิกจ่าย ประสิทธิภาพของการลงทุน และความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดการใช้งานจริง
USO ฉบับที่ 4 กับการสร้าง Digital Infrastructure ระยะยาวของไทย
การปรับแผน USO ฉบับที่ 4 จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มงบประมาณจาก 8,000 ล้านบาทเป็น 40,000 ล้านบาท แต่เป็นการวางกรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว เพื่อให้การขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเชื่อมโยงกับการศึกษา สาธารณสุข บริการสาธารณะ และการพัฒนาทักษะดิจิทัล
สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนบทบาทของผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากผู้สนับสนุนกองทุนไปสู่การมีส่วนร่วมในการจัดทำ USO โดยตรง รวมถึงเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจ ICT และ Digital Services ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแผน USO ไม่ได้วัดเพียงจำนวนงบประมาณที่จัดสรร แต่ต้องวัดจากจำนวนพื้นที่ที่เข้าถึงโครงข่าย คุณภาพการให้บริการ และการนำโครงสร้างพื้นฐานไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการลงทุน Digital Infrastructure รอบใหม่นี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงมหาดไทยเตรียมดันร่างผังเมืองและเกณฑ์คุมอาคารใหม่ รองรับ Data Center
กระทรวงมหาดไทยเตรียมดันร่างกฎกระทรวงผังเมืองใหม่และเกณฑ์ควบคุมอาคาร รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center ในไทย พร้อมชะลอโครงการใหม่ 1 เดือนเพื่อวางมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผังเมืองให้ชัดเจน สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ

ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างด้วยใบอนุญาต "โกดังสินค้า": ช่องว่างกฎหมายที่กำลังสะสมเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเอง
เจาะลึกวิเคราะห์โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่มีคำขอลงทุนเฉียด 8 แสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เลี่ยงจัดทำ EIA ผ่านใบอนุญาตคลังสินค้า สะท้อนความเสี่ยงเชิงกฎหมายที่อาจกระทบทั้งชุมชนและนักลงทุน พร้อมเปิดบทเรียนจากต่างประเทศและทิศทางการปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐ
