
ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างด้วยใบอนุญาต "โกดังสินค้า": ช่องว่างกฎหมายที่กำลังสะสมเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเอง
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
-
ช่องว่างทางกฎหมายสร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โครงการดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าแสนล้านถูกอนุมัติด้วยใบอนุญาตอาคารพาณิชย์/คลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องจัดทำ EIA หรือขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งชุมชนและนักลงทุน
-
การเติบโตระดับอุตสาหกรรมหนักเกินศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน คำขอเชื่อมต่อไฟฟ้าสะสมสูงถึง 26,045 เมกะวัตต์ แต่ระบบรองรับได้จริงเพียง 4,482.7 เมกะวัตต์ (<20%) ขณะที่ภาระการใช้น้ำทางอ้อมสูงกว่าการใช้น้ำทางตรง 12–20 เท่า
-
ผลกระทบที่ไม่ถูกประเมินและต้นทุนแฝง ขาดการประเมินผลกระทบสะสมรายพื้นที่ การประเมินความร้อนสะสม และเวทีรับฟังความเห็นชุมชน นอกจากนี้ต้นทุนไฟฟ้า 24 ชม. ยังถูกแชร์ไปยังผู้ใช้ไฟครัวเรือน
-
รัฐบาลเร่งปรับกติกาและโครงสร้างราคา กระทรวงพลังงานเสนอแยกดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟประเภท 9 (อัตรา 5–6 บาท/หน่วย) และ BOI ปรับเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนโดยเน้นประเมินศักยภาพไฟ น้ำ สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ในประเทศ
-
บทเรียนต่างประเทศและใบอนุญาตทางสังคม (Social License) สหรัฐฯ มีคำสั่งระงับก่อสร้างกว่า 200 แห่งจากกระแสต้าน ชี้ให้เห็นว่าการสร้างโดยไม่มีกติกาชัดเจนตั้งแต่แรก เสี่ยงต่อการถูกระงับโครงการและกลายเป็นสินทรัพย์ติดค้าง (Stranded Asset)
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 มีหนังสือฉบับหนึ่งถูกยื่นถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้ออกข้อบัญญัติควบคุมและจัดโซนนิ่งดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตเมือง โดยระบุประเด็นที่ตรงจุดที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ในไทย นั่นคือ โครงการจำนวนหนึ่งขออนุญาตก่อสร้างในหมวด "คลังสินค้า" ซึ่งทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และในบางกรณีมีการควบคุมปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองไว้ที่ราว 400,000 ลิตร ต่ำกว่าเกณฑ์ 500,000 ลิตรที่จะเข้าข่ายต้องทำ EIA ของคลังน้ำมัน [1]
สามสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง นายอำเภอต้องเรียกประชุมด่วนกรณีดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ โดยชาวบ้านตั้งคำถามเรื่องการใช้น้ำ ใช้ไฟ ฝุ่น เสียง การจราจร และการไม่มีเวทีรับฟังความเห็นก่อนเริ่มโครงการ ฝ่ายบริษัทชี้แจงว่ามีใบอนุญาตก่อสร้างจากเทศบาล มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และยืนยันว่าเป็นศูนย์ข้อมูลดิจิทัล ไม่ใช่โรงงาน จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) [2] ต่อมาในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่าโครงการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ขณะที่เวทีชี้แจงโครงการที่ชาวบ้านร้องขอถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด [3]
ทั้งสองกรณีถูกต้องตามกฎหมายในทางเทคนิค และนั่นคือประเด็นสำคัญของบทความนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ประกอบการฝ่าฝืนกติกา แต่อยู่ที่ประเทศไทยกำลังอนุมัติสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ทรัพยากรระดับอุตสาหกรรมหนัก ด้วยกรอบกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับอาคารพาณิชย์ และช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นความเสี่ยงเฉพาะของชุมชนเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของนักลงทุน ที่ทุ่มเงินหลักแสนล้านบาทลงไปแล้ว
บทความนี้จะสำรวจสามชั้นของปัญหา ได้แก่ ขนาดที่แท้จริงของคลื่นการลงทุนที่ไทยกำลังรับ ช่องว่างเชิงกฎหมายและเชิงต้นทุนที่ทำให้ผลกระทบไม่ถูกประเมินและไม่ถูกส่งกลับไปยังผู้ก่อ และบทเรียนจากต่างประเทศที่บอกราคาของการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนต้องแก้ทีหลัง
ขนาดของคลื่นการลงทุนที่ไทยกำลังรับ
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ว่าระหว่างปี 2567–2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 750,000 ล้านบาท คิดเป็นกำลังประมวลผลราว 3,400 เมกะวัตต์ โดยผู้ลงทุนสัญชาติไทย 15 โครงการ จีน 10 โครงการ และสหรัฐฯ 5 โครงการ ขณะที่ข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่ามีคำขอรับการส่งเสริมสะสม 57 โครงการ มูลค่า 811,366 ล้านบาท [4]
ในเชิงตลาด มูลค่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยถูกประเมินไว้ที่ราว 1.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 17% ต่อปี ไปแตะ 4.23 พันล้านดอลลาร์ในปี 2573 [5]
ตัวเลขที่สะท้อนความตึงตัวที่สุดคือด้านไฟฟ้า มีรายงานว่าคำขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงการกลุ่มนี้รวมกันสูงถึง 26,045 เมกะวัตต์ จาก 95 โครงการ ขณะที่ระบบสามารถรองรับได้จริงในระยะนี้เพียง 4,482.7 เมกะวัตต์ [4]
คำขอเชื่อมต่อไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยรวมกัน 26,045 เมกะวัตต์ แต่โครงข่ายรองรับได้จริงเพียง 4,482.7 เมกะวัตต์ หรือไม่ถึง 20% ของคำขอทั้งหมด
ตัวเลขนี้บอกสองอย่างพร้อมกัน คือ อุปสงค์ล้นเกินศักยภาพโครงข่ายอย่างมีนัยสำคัญ และการแข่งขันแย่งชิงโควตาไฟฟ้าจะเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าโครงการใดได้ไปต่อ
ช่องว่างที่หนึ่ง: ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ "ประเภทโครงการ" ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย
กฎหมาย EIA ของไทยกำหนดประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานไว้เป็นรายการเฉพาะ และดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ถูกระบุเป็นประเภทโครงการโดยตรง โครงการจะเข้าข่ายก็ต่อเมื่อไปเข้าเงื่อนไขทางอ้อม เช่น เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่ที่กำหนด หรือตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม [6]
ผลคือเกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่าง "ขนาดของผลกระทบ" กับ "ระดับการกำกับดูแล" อาคารที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในระดับเทียบเท่าอุตสาหกรรมหนัก กลับผ่านกระบวนการอนุญาตแบบเดียวกับอาคารทั่วไป สิ่งที่หายไปจากกระบวนการมีอย่างน้อยสามอย่าง
- การประเมินผลกระทบสะสม (cumulative impact) ในพื้นที่ที่มีหลายโครงการกระจุกตัว
- การประเมินการใช้น้ำทางอ้อม ซึ่งเป็นภาระหลักที่ไม่เคยปรากฏในเอกสารขออนุญาต
- เวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ ที่เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย
น้ำที่มองไม่เห็น: ตัวเลขที่ยื่นต่อรัฐต่ำกว่าภาระจริง
ประเด็นการใช้น้ำทางอ้อมมีนัยสำคัญกว่าที่มักถูกพูดถึง งานศึกษาที่อ้างถึงในรายงานของ London School of Economics (LSE) ระบุว่าการใช้น้ำทางอ้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่คือน้ำที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่ป้อนให้ศูนย์ข้อมูล มักสูงกว่าการใช้น้ำทางตรงราว 12 เท่า และในกรณีของ Meta มีรายงานความต่างสูงถึงราว 20 เท่า ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่รายงานเฉพาะตัวเลขการใช้น้ำทางตรง [5]
หากไทยประเมินเฉพาะน้ำหน้าโรงงาน ตัวเลขที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐจะต่ำกว่าภาระจริงที่ระบบทรัพยากรของประเทศต้องแบกอย่างมีนัยสำคัญ
ความร้อนที่ยังไม่มีแบบประเมินใดในไทยรองรับ
อีกประเด็นที่เพิ่งเริ่มมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือความร้อน งานศึกษาจาก University of Cambridge ที่ถูกอ้างถึงในรายงานของ The Active พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวบริเวณรอบดาต้าเซ็นเตอร์ AI เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 2.07 องศาเซลเซียส และในบางจุดสูงถึง 9.1 องศาเซลเซียส [6] ซึ่งเป็นผลกระทบที่ปัจจุบันไม่ปรากฏในแบบประเมินใดของไทย
ช่องว่างที่สอง: ต้นทุนที่ยังไม่ถูกส่งไปยังผู้ก่อ
โครงสร้างค่าไฟฟ้าไทยในปัจจุบันยังไม่มีอัตราเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับโหลดที่เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ถูกเฉลี่ยไปยังผู้ใช้ไฟทุกกลุ่ม กระทรวงพลังงานจึงเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้แยกดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 ในอัตราราว 5–6 บาทต่อหน่วย พร้อมกับแยก "ค่าไฟสาธารณะ" ที่มีมูลค่าราว 17,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 10–15 สตางค์ต่อหน่วยในบิลครัวเรือน ออกมาเป็นประเภทที่ 10 [7]
ในทิศทางเดียวกัน BOI ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเปลี่ยนเกณฑ์พิจารณาจาก "ขนาดเม็ดเงินลงทุน" ไปสู่การประเมินสี่ด้าน ได้แก่ [8]
- ประโยชน์ต่อประเทศ — การจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และซัพพลายเชนในประเทศ
- ศักยภาพโครงข่ายไฟฟ้า ที่จะรองรับโครงการได้จริง
- ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่ตั้งโครงการ
- การจัดการสิ่งแวดล้อม ของโครงการ
พร้อมกันนั้นยังมีการส่งสัญญาณว่าจะมีการเก็บค่าไฟและค่าน้ำในอัตราพิเศษ [8] และมีข้อเสนอเรื่องการวางหลักประกันราว 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ [6]
ตัวเลขการจ้างงานที่ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง
ในแง่การจ้างงาน BOI ระบุว่าโครงการกลุ่มนี้จะสร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง แต่ต้องอ่านตัวเลขนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะการจ้างงานส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในช่วงก่อสร้าง ขณะที่การเดินระบบเป็นงานอัตโนมัติที่ใช้คนน้อย และฮาร์ดแวร์เกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้า ทำให้ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในประเทศต่ำกว่าที่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนบ่งชี้ [4]
บทเรียนต่างประเทศ: ราคาของการปล่อยให้ปัญหาสะสม
สหรัฐฯ คือกรณีศึกษาที่ชัดที่สุดว่าการไม่มีกรอบกำกับล่วงหน้านำไปสู่อะไร รายงานของ Governing ระบุว่ามีคำสั่งระงับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (moratorium) ในระดับท้องถิ่นมากกว่า 200 แห่ง ทั่วประเทศ มีอย่างน้อย 15 รัฐที่มีการเสนอมาตรการลักษณะนี้ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐนิวยอร์กกลายเป็นรัฐแรกที่ผ่านมาตรการระดับรัฐในช่วงกลางปี 2569 และในรัฐแมริแลนด์มีถึง 13 เคาน์ตีที่ประกาศระงับ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐ ขณะที่ในเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งนายกเทศมนตรีชิคาโกและผู้ว่าการรัฐเท็กซัสต่างออกมาเรียกร้องให้ชะลอโครงการ [9]
ในระดับคดีความ รายงานที่อ้างถึงงานของ LSE ระบุว่ามีคดีด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกว่า 3,600 คดีนับตั้งแต่ปี 2558 โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์รวมถึง [5]
- ข้อพิพาทเรื่องการสูบน้ำบาดาลของโครงการในซานติอาโก ประเทศชิลี ในช่วงภัยแล้ง
- กรณี xAI ในรัฐมิสซิสซิปปี ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่มีใบอนุญาตด้านคุณภาพอากาศครบถ้วน
ส่วนไอร์แลนด์ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าราว 23% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2568 [10] กลายเป็นกรณีคลาสสิกของการปล่อยให้อุปสงค์โตเร็วกว่าการวางแผนโครงข่าย
สิ่งที่ควรอ่านจากตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ "กระแสต้านเทคโนโลยี" แต่เป็นต้นทุนทางการเงินของการเสียใบอนุญาตทางสังคม เมื่อโครงการถูกระงับหลังลงทุนไปแล้ว 80% ต้นทุนตกอยู่ที่ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ที่ชุมชน
มุมมองที่แตกต่าง: การกำกับที่รีบเกินไปก็มีราคาเช่นกัน
ข้อโต้แย้งฝั่งตรงข้ามมีน้ำหนักและควรถูกวางบนโต๊ะพร้อมกัน
- ลักษณะผลกระทบไม่เหมือนโรงงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ปล่อยมลพิษแบบโรงงานอุตสาหกรรม การบังคับให้เข้าเกณฑ์เดียวกับโรงงานปิโตรเคมีจึงอาจเป็นการกำกับที่ไม่ตรงกับลักษณะผลกระทบจริง
- การแข่งขันระดับภูมิภาค ไทยกำลังแข่งกับมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนามในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเพิ่มเงื่อนไขแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะค่าไฟที่ 5–6 บาทต่อหน่วย อาจทำให้ต้นทุนของไทยเสียเปรียบและผลักการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน
- การระงับไม่ใช่การกำกับ รายงานของ Brookings ตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งระงับแบบเหมารวมไม่ใช่สิ่งทดแทนการกำกับดูแลที่ดี เพราะเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาโดยไม่สร้างกลไกที่ใช้ได้จริง สิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่กับการชะลอโครงการคือการเก็บข้อมูลผลกระทบอย่างโปร่งใส ข้อตกลงผลประโยชน์กับชุมชน และการหารือร่วมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคอุตสาหกรรม และผู้อยู่อาศัย [11]
ข้อจำกัดของบทวิเคราะห์นี้ควรระบุให้ชัดเช่นกัน ตัวเลขการใช้น้ำและไฟรายโครงการในไทยยังไม่มีการเปิดเผยเป็นระบบ ทำให้การประเมินผลกระทบสะสมรายพื้นที่ยังทำได้อย่างจำกัด และตัวเลขคำขอเชื่อมต่อไฟฟ้า 26,045 เมกะวัตต์ เป็น คำขอ ไม่ใช่โหลดที่จะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด
สามตัวแปรที่ต้องจับตาใน 2–3 ปีข้างหน้า
ความเสี่ยงที่แท้จริงของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่การขาดเม็ดเงินลงทุน แต่คือการที่กติกาจะถูกเขียนขึ้น ภายหลัง จากที่โครงการจำนวนมากสร้างเสร็จไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ชุมชนได้ผลกระทบที่ไม่เคยถูกประเมิน นักลงทุนเผชิญความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์และต้นทุนพลังงานย้อนหลัง และรัฐเสียความน่าเชื่อถือทั้งสองทาง
ตัวแปรที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดมีสามเรื่อง
- มติ กพช. เรื่องค่าไฟประเภทที่ 9 ซึ่งจะกำหนดโครงสร้างต้นทุนของทั้งอุตสาหกรรม
- ข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องโซนนิ่ง ว่ากรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ EEC จะออกกฎเรื่องโซนนิ่งและระยะห่างจากชุมชนหรือไม่
- การแก้ไขประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรจุดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดเกินเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 20 เมกะวัตต์ขึ้นไป เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ปรากฏในรายงานเชิงนโยบายหลายฉบับ
บทสรุป: EIA แบบสมัครใจคือการบริหารต้นทุนเงินทุน ไม่ใช่งบภาพลักษณ์
สำหรับผู้ประกอบการ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติค่อนข้างตรงไปตรงมา การลงทุนในเวทีรับฟังความเห็นชุมชน การเปิดเผยตัวเลขการใช้น้ำและไฟโดยสมัครใจ และการทำ EIA แบบสมัครใจก่อนที่กฎหมายจะบังคับ ควรถูกมองเป็นการบริหาร ความเสี่ยงด้านต้นทุนเงินทุน (cost of capital) และ ความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ติดค้าง (stranded asset) ไม่ใช่รายจ่ายด้านภาพลักษณ์
เหตุผลอยู่ที่โครงสร้างของความเสี่ยงเอง ใบอนุญาตก่อสร้างเป็นสิ่งที่ได้มาครั้งเดียวและจบ แต่ใบอนุญาตทางสังคมต้องต่ออายุทุกวันตลอดอายุสินทรัพย์ 15–20 ปี และเป็นใบอนุญาตประเภทเดียวที่หน่วยงานรัฐออกให้ไม่ได้ ช่องว่างกฎหมายที่ทำให้วันนี้สร้างได้เร็วขึ้น จึงเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้พรุ่งนี้ถูกระงับได้ง่ายขึ้น
บทเรียนจากกว่า 200 พื้นที่ในสหรัฐฯ ชี้ตรงกันว่า โครงการที่แพงที่สุดไม่ใช่โครงการที่ผ่าน EIA แต่คือโครงการที่สร้างเสร็จแล้วแต่เดินเครื่องไม่ได้
คำถามที่ยังเปิดค้างไว้สำหรับทั้งรัฐและนักลงทุน จึงไม่ใช่ว่าไทยจะกำกับดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่ แต่คือจะกำกับ ก่อน หรือ หลัง เม็ดเงินอีกหลายแสนล้านบาทลงหลุมไปแล้ว เพราะราคาของสองทางเลือกนี้ต่างกันมาก และฝ่ายที่จ่ายก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน
ข้อมูลอ้างอิง:
- สำนักข่าวอินโฟเควสท์. (2569, 31 สิงหาคม). "ศุภณัฐ" ยื่นหนังสือจี้ กทม. ออกกฎคุม-จัดโซนนิ่ง ดักทาง Data Center ใช้ช่องโหว่ไม่ต้องทำ EIA. InfoQuest. https://www.infoquest.co.th/2026/640492
- สำนักข่าวท็อปนิวส์. (2569, 5 สิงหาคม). นายอำเภอบ้านฉางเรียกถกด่วน ปมดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทแจงสร้างถูกกฎหมาย ย้ำไม่ใช่โรงงาน-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม. TOPNEWS. https://www.topnews.co.th/news/1652607
- สนธิทอล์ค. (2569, 22 สิงหาคม). ชาวบ้านบ้านฉางจับตา Data Center หวั่นผลกระทบ จี้รัฐตรวจสอบขั้นตอน-ความปลอดภัย ขณะก่อสร้างคืบกว่า 80%. Sondhitalk. https://sondhitalk.com/detail/9690000082864
- Brand Inside. (2569, 24 กรกฎาคม). พรรคประชาชนมอง "ดาต้าเซ็นเตอร์" เพิ่มเม็ดเงินจริง แต่ไม่ได้สร้างงานในไทยมาก เพราะใช้ระบบอัตโนมัติ แถมฮาร์ดแวร์ก็นำเข้าเกือบหมด. Brand Inside. https://brandinside.asia/data-center-boom-sparks-power-grid-and-electricity-cost-concerns/
- มณีคำ, ว. (2569, 21 กรกฎาคม). AI แย่งใช้น้ำ-ไฟ บิ๊กเทคทั่วโลกตกเป็นเป้าถูกฟ้อง "ดาต้าเซ็นเตอร์" ไทยพร้อมหรือยัง? Spacebar. https://spacebar.th/social/green-space-ai-data-center-water-power-lawsuits-thailand
- จิรรุจิเรข, ธ., และ อันชัยศรี, อ. (2569, 12 สิงหาคม). ช่องโหว่ความกังวล เมื่อ Data Center ไม่ต้องทำรายงาน EIA? The Active, Thai PBS. https://theactive.thaipbs.or.th/read/data-center
- ข่าวสด. (2569, 14 กรกฎาคม). จ่อรีดค่าไฟ "ดาต้าเซ็นเตอร์" 5-6 บาท/หน่วย! หวังลดภาระค่าไฟประชาชน. ข่าวสดออนไลน์. https://www.khaosod.co.th/economics/news_10323190
- Brand Inside. (2569, 7 สิงหาคม). ไทยเตรียมคัดกรอง "ดาต้าเซ็นเตอร์" เข้มขึ้น BOI ชี้ ต้องจ้างงานเยอะ ขึ้นค่าไฟ-น้ำสูงพิเศษ ไม่ทำลายมลพิษ. Brand Inside. https://brandinside.asia/boi-tightens-data-center-investment-screening-rules/
- Brey, J. (2569, 20 สิงหาคม). Data centers are spreading. So are moratoriums. Governing. https://www.governing.com/infrastructure/data-centers-are-spreading-so-are-moratoriums
- RTÉ News. (2569, 7 กรกฎาคม). Data centres account for 23% of electricity usage – CSO. RTÉ. https://www.rte.ie/news/business/2026/0707/1582175-cso-data-centre-energy-figures/
- Turner Lee, N., & West, D. M. (2569, 28 กรกฎาคม). Data center moratoriums are not a substitute for oversight. Brookings Institution. https://www.brookings.edu/articles/data-center-moratoriums-are-not-a-substitute-for-oversight/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตลท. จับมือ BOI ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดทุนไทย หนุน IPO
ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ BOI ร่วมกันเตรียมออกเกณฑ์ "BOI to IPO" ในไตรมาส 3 ปี 2569 เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าตลาดทุนไทย เสริมสร้างความน่าสนใจและความหลากหลายของตลาดฯ

กระทรวงมหาดไทยเตรียมดันร่างผังเมืองและเกณฑ์คุมอาคารใหม่ รองรับ Data Center
กระทรวงมหาดไทยเตรียมดันร่างกฎกระทรวงผังเมืองใหม่และเกณฑ์ควบคุมอาคาร รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center ในไทย พร้อมชะลอโครงการใหม่ 1 เดือนเพื่อวางมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผังเมืองให้ชัดเจน สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ

WHAUP ขยายการลงทุนธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน ชูระบบ Reclamation Water และ Direct PPA
ถอดกลยุทธ์ WHAUP ทุ่มงบ 2,900 ล้านบาท ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานยุคเปลี่ยนผ่าน ชูไฮไลต์เทคโนโลยี Reclamation Water ตอบโจทย์ Water Positive ควบคู่เตรียมพร้อม Direct PPA รับกระแส Data Center และ New S-Curve ตอกย้ำบทบาทผู้ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนและมาตรฐาน ESG สู่ระดับสากล

กระทรวงพลังงานเล็งปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่
กระทรวงพลังงาน กำลังจะเปิดฉากการปฏิรูป โครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบหลายปี ซึ่งเป็นการปรับปรุงระบบค่าบริการพลังงานให้สอดคล้องกับพลวัตของสถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่สำคัญ

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
TDRI เตือนการลงทุน Data Center อาจได้ไม่คุ้มเสีย เหตุใช้ทรัพยากรสูงแต่จ้างงานต่ำ เสนอโมเดลพัฒนาใหม่เน้นสร้างงานคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อก้าวข้ามโลกเก่า

กสทช. ปรับแผน USO ฉบับที่ 4 งบ 4 หมื่นล้าน ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วประเทศ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้อนุมัติปรับปรุงแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO ฉบับที่ 4 ครั้งใหม่ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ จากเดิมที่กำหนดกรอบเวลาไว้เพียง 1 ปี (30 พฤษภาคม 2566 – 29 พฤษภาคม 2567)
