
TFM กางยุทธศาสตร์ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 8–10% รุกตลาดอาหารกุ้ง–ปลากะพง ปูทางสู่เป้า 1 หมื่นล้านบาท
สรุปประเด็น
-
TFM ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 8–10%: มุ่งรุกตลาดอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลากะพง พร้อมบริหารต้นทุนและพัฒนาสูตรอาหารเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง
-
อาหารกุ้ง–ปลาเป็นเครื่องยนต์หลัก: ไตรมาส 1/2569 รายได้จากการขายโต 7.6% แตะ 1,325 ล้านบาท โดยธุรกิจอาหารกุ้งเติบโต 13.1% คิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวม
-
สร้าง Economies of Scale และ High Value-added: เร่งขยายส่วนแบ่งตลาดและพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับอัตราเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก (FCR) ให้เกษตรกร
-
วางเป้าหมาย 1 หมื่นล้านบาท ปี 2573: ผลักดันไทยเป็นฐานผลิตกุ้งพรีเมียมระดับโลกด้วยมาตรฐานความยั่งยืน (BAP/ASC) ยกระดับศักยภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM วางเป้าหมายธุรกิจปี 2569 ด้วยการผลักดันรายได้รวมให้เติบโต 8–10% จากปีก่อน พร้อมเดินหน้าขยาย Market Share ในตลาดอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกลุ่ม อาหารกุ้งและอาหารปลากะพง ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและการบริหารต้นทุน เพื่อรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำที่ยังเผชิญความผันผวนทั้งด้านวัตถุดิบและตลาดโลก
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนทิศทางของ TFM ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มปริมาณการขาย แต่ต้องการสร้างการเติบโตผ่าน ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และการยกระดับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวของบริษัท
กลยุทธ์ของ TFM กำลังขยับจาก “ขายอาหารสัตว์น้ำ” สู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่สูตรอาหาร ประสิทธิภาพการเลี้ยง ไปจนถึงมาตรฐานสำหรับตลาดพรีเมียม
อาหารกุ้ง–ปลากะพง เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการเติบโต
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ TFM คือการขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่ม อาหารกุ้งและอาหารปลา ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทมีฐานธุรกิจอยู่แล้ว
ตลาดอาหารกุ้งในประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาดราว 25% ขณะที่กลุ่มอาหารปลาซึ่งครอบคลุมทั้ง ปลากะพง ปลานิล และกบ มีสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม
การเลือกโฟกัสไปยังตลาดที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสินค้าไปยังตลาดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ ฐานลูกค้า ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ และความเข้าใจพฤติกรรมการเพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเดิม
Q1/2569 รายได้โต 7.6% อาหารกุ้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ของ TFM สะท้อนภาพการเติบโตในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธุรกิจ อาหารกุ้ง ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยสร้างรายได้ประมาณ 880 ล้านบาท หรือราว 66% ของรายได้รวม และเติบโต 13.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของตลาดอาหารกุ้งต่อการขับเคลื่อนรายได้ และทำให้การเพิ่ม Market Share ในกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีความหมายต่อเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2569
ขณะเดียวกัน การพัฒนาสูตรอาหารและการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิดยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำสามารถพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับโจทย์ด้าน ประสิทธิภาพการเลี้ยง ต้นทุน และคุณภาพผลผลิต
จาก Market Share สู่ Economies of Scale
ในเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไม่ได้มีความหมายเพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเปิดโอกาสให้บริษัทสร้าง Economies of Scale ทั้งด้านการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้า
โดยเฉพาะตลาดอาหารสัตว์น้ำที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านสูตรอาหารและความเข้าใจเฉพาะทาง การมีฐานลูกค้าและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตในระยะยาว
อีกแกนหนึ่งคือการเพิ่มสัดส่วน High Value-added Products เพื่อให้การเติบโตของรายได้ไม่ได้มาจากปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์และการตอบโจทย์เฉพาะของผู้เพาะเลี้ยง
การเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำจึงไม่ได้วัดเพียง “ขายได้กี่ตัน” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าแต่ละตันสร้างมูลค่าและประสิทธิภาพให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้เลี้ยงได้มากเพียงใด
เป้าหมายระยะยาว 1 หมื่นล้านบาท ดันไทยสู่ฐานผลิตกุ้งพรีเมียม
นอกจากเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 แล้ว TFM ยังวางเป้าหมายระยะยาวด้วยการผลักดันรายได้ให้แตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 พร้อมวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตกุ้งพรีเมียมที่มีศักยภาพในตลาดโลก
การเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องครอบคลุมทั้ง การขยายตลาดต่างประเทศ การพัฒนามาตรฐานการผลิต และการตอบโจทย์ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
โดยเฉพาะมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น BAP และ ASC ซึ่งมีบทบาทต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดที่มีข้อกำหนดสูง
ทิศทางดังกล่าวทำให้มาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ผลิตปลายน้ำ แต่เชื่อมโยงไปถึง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก ตลอดทั้งห่วงโซ่
เกษตรกรต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อแข่งขันในตลาดพรีเมียม
เมื่อการแข่งขันขยับไปสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยั่งยืน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ FCR หรือ Feed Conversion Ratio ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารให้เป็นน้ำหนักสัตว์น้ำ การบริหารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความเชื่อมโยงทั้งกับต้นทุนการเลี้ยงและประสิทธิภาพของระบบการผลิต
สำหรับเกษตรกรรายย่อย การยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการเลี้ยงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดต้นทุน แต่ยังเป็นช่องทางในการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึง ตลาดพรีเมียมและห่วงโซ่การส่งออก ที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพและความยั่งยืนมากขึ้น
TFM กับโจทย์ “โตอย่างไรให้ทั้งห่วงโซ่แข็งแรง”
ยุทธศาสตร์ปี 2569 ของ TFM จึงมีแกนสำคัญอยู่ที่ การเพิ่ม Market Share ในตลาดหลัก ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และขยายศักยภาพในตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันรายได้สู่ระดับ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขการเติบโตของบริษัท แต่คือการเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำกับประสิทธิภาพของเกษตรกรและมาตรฐานของตลาดปลายทาง เพราะการแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งและสัตว์น้ำในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันเฉพาะที่ราคาสินค้า แต่รวมถึงคุณภาพ ต้นทุน ประสิทธิภาพ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่
เป้าหมาย 1 หมื่นล้านบาทของ TFM จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านรายได้ แต่เป็นโจทย์การขยายขนาดธุรกิจควบคู่กับการยกระดับ Ecosystem ของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้
สำหรับปี 2569 การทำให้เป้าหมายรายได้เติบโต 8–10% เกิดขึ้นจริงจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของ TFM ในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลากะพง พร้อมบริหารต้นทุนและพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม ท่ามกลางตลาดวัตถุดิบและความต้องการบริโภคที่ยังเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
หากบริษัทสามารถเชื่อม Scale + Innovation + Efficiency + Sustainability เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นฐานสำคัญในการเปลี่ยนการเติบโตระยะสั้นของปี 2569 ไปสู่เป้าหมายการขยายธุรกิจในระดับ 1 หมื่นล้านบาทในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
- บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน). (2569). TFM กางวิสัยทัศน์ปี 69 ปั้นไทยฐานผลิตกุ้งพรีเมียม รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573. Thai Union. https://www.thaiunion.com/th/newsroom/business-and-finance-news/tfm-unveils-2026-vision-to-position-thailand-as-a-premium-shrimp-production-hub-targeting-thb-10-bil
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ Team Outing กลายเป็น ESG Action: ไร่ใจยิ้มและพลังของ Biochar ที่เปลี่ยน "ขยะป่า" ให้เป็นทรัพยากร
เปลี่ยน Team Outing แบบเดิมสู่ ESG Action ที่จับต้องได้ ผ่านโปรแกรม Smiley Heart Biochar โดยไร่ใจยิ้ม ที่ผสานการฟื้นฟูใจทีมเข้ากับวิทยาศาสตร์การดักจับคาร์บอน แปลงขยะชีวมวลสู่ถ่านไบโอชาร์ พร้อมต่อยอดด้วยพิมพ์เขียว 90 วัน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืนที่เกิดผลจริง

โลกยิ่งร้อน ใจเราจะรับมืออย่างไร? สร้างพลังภายใน สู่พลังร่วมรับมือวิกฤตโลกร้อน
วิกฤตโลกร้อนไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ และความมั่นคงในชีวิต การสร้างความยืดหยุ่นทางใจควบคู่กับการเตรียมพร้อมและความร่วมมือของชุมชน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือความเปลี่ยนแปลง

วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ในยุคที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งผลักดันและติดปีกให้แก่สตาร์ทอัพและภาคธุรกิจไทย

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน
ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล

กรณีศึกษาธุรกิจ: ETHIQUE ปฏิวัติวงการแชมพูโลก ด้วยแชมพูบาร์รักษ์สิ่งแวดล้อม
ในยุคที่ปัญหาขยะพลาสติกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องสำคัญทั่วโลก แบรนด์ Ethique จากนิวซีแลนด์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการดูแลเส้นผม ด้วยการนำเสนอ “Solid Shampoo Bars” หรือแชมพูบาร์แข็งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านบรรจุภัณฑ์และส่วนผสม นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจทั้งโลกและผู้บริโภคอย่างแท้จริง

IRPC และ UOB ลงนามความร่วมมือสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืน
ไออาร์พีซีและยูโอบี ประเทศไทย ร่วมลงนามสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืนที่อิงกับ S&P Global ESG Score ซึ่งเป็นการยกระดับและต่อยอดแนวคิด Sustainable Finance ในตลาดการเงินไทยอย่างชัดเจน
