
ธนาคารไทยเครดิตมั่นใจกำไรโต เดินหน้าเจาะสินเชื่อรายย่อยและ SMEs แม้ดอกเบี้ยสูง
สรุปประเด็น
ธนาคารไทยเครดิต มั่นใจกำไรโตต่อเนื่องปี 2569 เน้นรุกสินเชื่อ Micro SME และลูกค้ารายย่อย แม้อัตราดอกเบี้ยสูง ชูกลยุทธ์ "Quality Growth" และดิจิทัลคุม NPL หลังสร้างสถิติกำไรสูงสุด 4,016 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมลงทุนยกระดับ Digital Core Banking เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ลูกค้า SME ขานรับความต้องการสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยไม่หวั่นดอกเบี้ยสูง แต่กังวลกู้ไม่ผ่านมากกว่า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธนาคารในการขยายตลาด
ผลประกอบการปี 2568 แข็งแกร่ง หนุนเป้าหมายโตต่อเนื่อง
ธนาคารไทยเครดิต ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยผลประกอบการปี 2568 ที่โดดเด่น ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% จากปีก่อนหน้า และมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 16% ซึ่งถือว่าโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม การเติบโตนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธนาคารมั่นใจในการเดินหน้าสู่เป้าหมายกำไรที่เติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการมุ่งเน้นสินเชื่อสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) และลูกค้ารายย่อย ภายใต้แนวคิด "Quality Growth" เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและควบคุม NPL ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม
โอกาสจากดีมานด์ของผู้กังวล “กู้ไม่ผ่าน” มากกว่าดอกเบี้ย
สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า SME โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME และผู้ประกอบการรายย่อย ยังคงเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่กลับเป็นกลุ่มที่มักประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ธนาคารไทยเครดิตจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 สูงถึง 1.81 แสนล้านบาท และมีฐานลูกค้ามากถึง 3.05 แสนราย ตอกย้ำการเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเผยว่า SME ส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูง แต่กลับกังวลว่าจะ "กู้ไม่ผ่าน" มากกว่า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการเงินทุนที่แท้จริงและโอกาสของธนาคารที่เข้าใจในความต้องการและสามารถประเมินความเสี่ยงของกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
เป้าขยายสินเชื่อมากกว่า 11% และเร่งลงทุน Digital Core Banking
เพื่อสนับสนุนการเติบโตนี้ นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยเครดิต ได้ตั้งเป้าหมายการขยายสินเชื่อในปี 2569 ให้เติบโต มากกว่า 11% โดยยังคงเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมคือสินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต ควบคู่ไปกับการลงทุนครั้งสำคัญในการยกระดับ Digital Core Banking ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำเงินทุนที่ได้จากการขายหุ้น IPO เมื่อปี 2567 มาใช้ แผนงานนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย แต่ยังมุ่งลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธนาคารสามารถเข้าถึงและดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล
กลยุทธ์ “ตังค์โต Know-how” เสริมแกร่งความรู้การเงินรายย่อย
กลยุทธ์ "ตังค์โต Know-how" ของธนาคารยังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในการบริหารจัดการธุรกิจและวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมสินเชื่อ SME ในตลาดจะหดตัวลงเนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน แต่ธนาคารไทยเครดิตยังคงมองเห็นโอกาสในกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารอีกประมาณ 30% ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ธนาคารพร้อมจะเข้าไปสนับสนุน ทำให้ธนาคารไทยเครดิตมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการเติบโตของ SME ไทยอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยเครดิตปักหมุด Quality Growth หลังโกยกำไรสูงสุด หนุน Micro SMEs เข้าถึงสินเชื่อดิจิทัล
ธนาคารไทยเครดิตเดินหน้ากลยุทธ์ "Quality Growth" และ "Digital Core Banking" ยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินแก่ SMEs และ Micro SMEs หลังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

แผนการขยายพอร์ตสินเชื่อ Micro SMEs ของธนาคารไทยเครดิตและการควบคุม NPL
ธนาคารไทยเครดิตเร่งเครื่องรุกตลาดสินเชื่อ Micro SMEs และ Nano Finance พร้อมทุ่มงบ Digital Transformation กว่า 600 ล้านบาท มุ่งเป้าพอร์ตสินเชื่อ 3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
