
ไทยพลิกโฉมครัวโลก ด้วยนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
สรุปประเด็น
-
ยกระดับสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม: THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชี้ไทยกำลังขยับจาก "ครัวของโลก" ไปสู่ "ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย"
-
เวทีการค้าและมูลค่ามหาศาล: งานรวบรวมผู้จัดแสดงกว่า 3,590 บริษัท ดึงผู้เข้าชมกว่า 1.5 แสนคน สร้างมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 1.36 แสนล้านบาท
-
เปิดพื้นที่ Food Startup: เพิ่ม IMPACT Forum Hall 4 เพื่อรองรับ Future Food พร้อมจัดสัมมนา ประกวดนวัตกรรม และกิจกรรม Pitching
-
3 เทรนด์นวัตกรรมเปลี่ยนเกม: มุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation), บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging) และโปรตีนยุคใหม่ (Next-Gen Protein)
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 กรุงเทพมหานครกลับมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารโลกอีกครั้ง กับการจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ณ IMPACT เมืองทองธานี เวทีการค้าระดับนานาชาติที่ไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของประเทศไทยที่กำลังขยับจาก “ครัวของโลก” สู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย”
ภายใต้ธีม “BIGGER – BETTER – BOLDER” งานปีนี้จึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เห็นภาพอนาคตของอุตสาหกรรม ผ่านเทคโนโลยีอาหาร ความยั่งยืน อาหารแห่งอนาคต และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจอาหาร
HIGHLIGHT: อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนเกมจากการแข่งขันด้วย “สินค้า” สู่การแข่งขันด้วย นวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน และคุณค่าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เวทีอาหารที่เชื่อมไทยกับตลาดโลก
THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย และ Koelnmesse ประเทศเยอรมนี โดยในปีนี้มีผู้จัดแสดงสินค้าจาก 56 ประเทศ รวม 3,590 บริษัท 6,710 คูหา
ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการไทย 1,385 บริษัท 3,503 คูหา และผู้ประกอบการต่างชาติ 2,205 บริษัท 3,207 คูหา สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของเวทีที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจอาหารไทยได้พบกับทั้งผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก
ตลอด 5 วันของการจัดงาน มีผู้เข้าชมรวม 158,243 คน แบ่งเป็นผู้ร่วมเจรจาการค้า 94,685 คน และประชาชนทั่วไปในวันจำหน่ายปลีก 63,558 คน โดยกลุ่มผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เข้าร่วมเจรจาธุรกิจมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ งานสามารถสร้างมูลค่าการค้ารวม 136,543.93 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการซื้อขายของผู้ประกอบการไทย 94,452.74 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงขนาดของงาน แต่ยังชี้ให้เห็นว่า อาหารไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันสูงในตลาดโลก ขณะเดียวกัน ความต้องการของตลาดกำลังเปลี่ยนไป และผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์มากกว่าเรื่องรสชาติ
IMPACT Forum Hall 4 เมื่อ “นวัตกรรมอาหาร” กลายเป็นพื้นที่หลัก
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 คือการเปิดตัว IMPACT Forum Hall 4 พื้นที่ใหม่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับเทรนด์อาหารแห่งอนาคต โดยเฉพาะ Future Food และ Food Startup
พื้นที่ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้ผลิตรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักวิจัย และ Startup เข้ามามีบทบาทในการสร้างอาหารรูปแบบใหม่
ภายใน Hall 4 มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่
1. เวทีสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ
ตลอด 5 วัน มีการรวบรวมผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของอุตสาหกรรมอาหาร เช่น Innova Market Insights, Euromonitor, คณะกรรมาธิการยุโรป และ Italian Trade Agency มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและโอกาสของตลาดอาหารโลก
2. การประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร
เปิดพื้นที่ให้ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตเข้ามาแข่งขัน โดยมีการคัดเลือก 10 ผู้ชนะ และ 50 ผู้เข้ารอบ จากผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Plant-Based และ Sustainability
3. พื้นที่ Pitching สำหรับ Food Startup
ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิดและผลิตภัณฑ์ต่อผู้ชม นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ผ่านการ Pitching สด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการต่อยอดจาก “ไอเดีย” ไปสู่ “ธุรกิจ”
HIGHLIGHT: Future Food ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สินค้า แต่กำลังกลายเป็น สนามแข่งขันใหม่ของธุรกิจอาหาร ที่รวมเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกัน
3 นวัตกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรม
สิ่งที่น่าสนใจจากงานปีนี้ คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อน 3 ทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารโลก ได้แก่ Fermentation Technology, Sustainable Edible Packaging และ Next-Gen Protein Foods
1. Fermentation Technology จากภูมิปัญญาสู่เทคโนโลยีอาหาร
การหมัก (Fermentation) กำลังกลับมาเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ เพราะสามารถต่อยอดวัตถุดิบเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอภายในงาน ได้แก่ น้ำส้มสายชูข้าวหมัก สารสกัดหมักจากน้ำมะพร้าวและเห็ดถั่งเช่า กิมจิมะม่วงไทย และคอมบูชาพร้อมดื่ม
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า วัตถุดิบไทยสามารถไปได้ไกลกว่าการเป็นสินค้าเกษตรขั้นต้น หากนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาช่วยสร้างมูลค่า
2. Sustainable Edible Packaging เมื่อ “บรรจุภัณฑ์” กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร
อีกหนึ่งทิศทางที่น่าสนใจคือ บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging) ซึ่งกำลังเข้ามาเป็นทางเลือกในการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค
ตัวอย่างเช่น Edible Wafer Cup หรือถ้วยวาฟเฟิลที่สามารถรับประทานได้หลังใช้บรรจุอาหารหรือไอศกรีม
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Sustainability จากเดิมที่เน้นเพียง “ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ ความยั่งยืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ผู้บริโภค
3. Next-Gen Protein Foods อาหารโปรตีนในรูปแบบใหม่
เมื่อผู้บริโภคมองหาแหล่งโปรตีนใหม่ ๆ มากขึ้น อุตสาหกรรมอาหารจึงเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอโปรตีนในรูปแบบที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย
ภายในงานมีตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น ไส้กรอกข้าวไก่ผัดกะเพรา ที่นำเมนูไทยยอดนิยมมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมรับประทาน รวมถึง ไอศกรีมไข่ขาวโปรตีนผสมสมุนไพรไทย เส้นก๋วยเตี๋ยวจากไก่ และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานรูปแบบใหม่ที่นำวัตถุดิบและโปรตีนมาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
นี่คือภาพสะท้อนของการนำ อาหารไทย + ความคิดสร้างสรรค์ + เทคโนโลยีอาหาร มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้
จาก “ครัวของโลก” สู่ “Food Innovation Hub” ของเอเชีย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยสร้างชื่อในฐานะ “ครัวของโลก” จากความหลากหลายของวัตถุดิบ ภูมิปัญญาอาหาร รสชาติ และศักยภาพการผลิต
แต่การแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป
ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่อร่อย แต่ยังให้ความสำคัญกับ สุขภาพ ที่มาของวัตถุดิบ ความยั่งยืน คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวก และประสบการณ์ใหม่
ขณะที่ผู้ซื้อในตลาดโลกก็ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความสามารถในการผลิต ความสม่ำเสมอของสินค้า และศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ดังนั้น การแข่งขันของอาหารไทยในระยะต่อไปจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็น “ผู้ผลิตอาหารคุณภาพ” แต่ต้องก้าวไปสู่การเป็น ผู้สร้างนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์โลก
จาก Thai Food → Thai Food Innovation
เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นมูลค่า เปลี่ยนภูมิปัญญาให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก
THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 สัญญาณใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพของงานแสดงสินค้าอาหารขนาดใหญ่ แต่เป็นภาพสะท้อนว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
จากอาหารพื้นฐานสู่ Functional Food
จากวัตถุดิบสู่ Value-added Product
จากบรรจุภัณฑ์ทั่วไปสู่ Sustainable Packaging
จากโปรตีนแบบเดิมสู่ Next-Gen Protein
และจากผู้ผลิตสินค้า สู่ Food Innovator
บทบาทของไทยในตลาดอาหารโลกจึงมีโอกาสขยายจากการเป็น “ครัวของโลก” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย” ที่ใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจผู้บริโภค เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่
เพราะอนาคตของอาหารไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า “เราผลิตอะไรได้” แต่อยู่ที่ว่า “เราสามารถสร้างคุณค่าอะไรใหม่ให้กับอาหารได้บ้าง”
และนั่นอาจเป็นก้าวต่อไปของประเทศไทย จาก Kitchen of the World สู่ Food Innovation Hub of Asia
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อบรบออนไลน์ : ลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย
NEA เปิดตัวหลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย สร้างแบรนด์–เพิ่มมูลค่า–ขยายตลาดโลก เจาะกลุ่มลักชัวรี่ด้วยกลยุทธ์ครบวงจร

สนค. ชี้ยุทธศาสตร์ 'New Foods' ญี่ปุ่น โอกาสทองธุรกิจอาหารไทย
การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารโลก เมื่อโตเกียวประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2040 หรือ พ.ศ. 2583 โดยยกระดับอุตสาหกรรม "อาหารใหม่" (New Foods)

กกร. ชง Thailand Content และ Regional Value Content ดึง SME ไทยร่วมซัพพลายเชน FDI รับมือความเสี่ยงการค้าโลก
กกร. และ ธปท. เร่งผลักดันการจัดทำฐานข้อมูล Regional Value Content (RVC) และกำหนดเกณฑ์ Thailand Content ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยง Transshipment และรับมือกฎระเบียบการค้าโลก พร้อมใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดึง SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย
สหรัฐฯเปิดสงครามการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับไทย ต้องเฝ้าระวังการลักลอบปลอมแปลงถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมกับใช้โอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และขยายตลาดการส่งออกไทย

"จตุพร" เปิดศูนย์ MOC One Stop Service ระดม 12 หน่วย รับมือภาษีทรัมป์ ช่วยผู้ประกอบการไทย
จตุพร บุรุษพัฒน์ เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ระดม 12 หน่วยงาน ช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือ “ภาษีทรัมป์” ให้คำปรึกษาครบวงจร ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสส่งออก

ดัชนีราคาส่งออก–นำเข้าไทย ม.ค. 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง รับดีมานด์สินค้าเทคโนโลยีเพิ่ม
กระทรวงพาณิชย์เผยดัชนีราคาส่งออกไทยเดือนมกราคม 2569 ขยายตัว 1.8% ขณะที่ดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 4.2% ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
