
อุตสาหกรรมฮาลาลไทย โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับมาตรฐาน สร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก
สรุปประเด็น
-
ฮาลาลไม่ใช่แค่ตลาดอาหาร แต่ครอบคลุมเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอาง ซึ่งเติบโตสูงในตลาดโลกตามกำลังซื้อที่ขยายตัวต่อเนื่อง
-
การแข่งขันต้องอาศัย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานควบคุมคุณภาพ พัฒนาสินค้าตอบโจทย์ยุคใหม่ และสร้างแบรนด์ไทยให้มีจุดยืนชัดเจน
-
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมสร้างระบบนิเวศฮาลาลครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดจริง เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นมากกว่าตลาดอาหารสำหรับผู้บริโภคมุสลิม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเครื่องสำอาง การเติบโตในตลาดโลกจึงต้องอาศัยทั้งมาตรฐานที่เชื่อถือได้ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ประเทศไทยใช้ต่อยอดศักยภาพด้านการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่สามารถนำวัตถุดิบในประเทศมาพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม
รายงานของกรุงเทพธุรกิจระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในปี 2569 ผ่านการศึกษาตลาดต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดจริง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 1,438 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการส่งเสริม ไม่ใช่มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยทั้งระบบ แต่ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับการหาตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าสามารถต่อยอดไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การผลิตอาหารตามข้อกำหนดทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม และระบบการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศ
ตลาดฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าอาหาร
แม้อาหารจะเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าหลักของตลาดฮาลาล แต่โอกาสทางธุรกิจยังครอบคลุมสินค้าและบริการอีกหลายประเภท เช่น เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการต้อนรับ
ข้อมูลจากโครงการ Halal Bridge Program 2026 ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคมุสลิมใน 6 กลุ่มเศรษฐกิจหลักมีมูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 ขณะที่ตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงขนาดและโอกาสของตลาด แต่การที่ตลาดมีมูลค่าสูงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะเข้าถึงได้โดยอัตโนมัติ ธุรกิจจำเป็นต้องประเมินกำลังซื้อ พฤติกรรมผู้บริโภค คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย และข้อกำหนดการนำเข้าของแต่ละประเทศก่อนตัดสินใจขยายตลาด
สำหรับไทย จุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ได้แก่ ความหลากหลายของวัตถุดิบทางการเกษตร ความเชี่ยวชาญในการแปรรูปอาหาร ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์อาหารไทย หากสามารถผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับมาตรฐานที่ตลาดเป้าหมายยอมรับ ก็มีโอกาสสร้างความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งได้มากขึ้น
3 กลยุทธ์ยกระดับสินค้าไทยให้แข่งขันในตลาดฮาลาล
1. ยกระดับมาตรฐานให้เป็นจุดแข็งของแบรนด์
การได้รับการรับรองฮาลาลเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับสินค้าที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเป้าหมาย แต่ผู้ประกอบการไม่ควรมองมาตรฐานเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้เท่านั้น
ธุรกิจควรวางระบบควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้การรักษามาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวัน
นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางและเงื่อนไขของผู้นำเข้าอย่างรอบคอบ เพราะการรับรองจากหน่วยงานหนึ่งอาจไม่ได้ทดแทนข้อกำหนดทั้งหมดที่ตลาดแต่ละแห่งต้องการ
เมื่อมาตรฐานได้รับการสนับสนุนด้วยระบบคุณภาพที่ตรวจสอบได้ ผู้ประกอบการก็สามารถใช้ความน่าเชื่อถือเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าของแบรนด์ และสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าระยะยาว
2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
การแข่งขันในตลาดฮาลาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องตอบโจทย์ด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวก และรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
โครงการส่งเสริมของ สศอ. และสถาบันอาหารให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแปรรูป รวมถึงกลุ่มอาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food) และโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) โดยนำแนวคิดการออกแบบคุณภาพและการบริหารความเสี่ยงมาใช้ตั้งแต่ต้นทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีความแตกต่าง เช่น อาหารพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช หรืออาหารที่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสินค้าควรตั้งต้นจากความต้องการของตลาดจริง ไม่ใช่เพียงการตามกระแส เพราะผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังด้านรสชาติ ราคา และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน
3. สร้างแบรนด์ไทยให้ชัด ก่อนขยายตลาดต่างประเทศ
การส่งออกสินค้าในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) สามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงคำสั่งซื้อจากคู่ค้าต่างประเทศได้ แต่การสร้างแบรนด์ของตนเองยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถแข่งขันระยะยาว
ผู้ประกอบการควรกำหนดจุดยืนของแบรนด์ให้ชัดเจนว่าแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติแบบไทย นวัตกรรม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ หรือความสามารถในการตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน การสื่อสารแบรนด์ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมและความคาดหวังของตลาดเป้าหมาย ทั้งภาษา รายละเอียดสินค้า ฉลาก บรรจุภัณฑ์ และช่องทางจำหน่าย
หัวใจสำคัญคือ อย่าขายเพียงคำว่า “ฮาลาล” แต่ต้องทำให้ผู้ซื้อเห็นคุณค่าของสินค้าและเหตุผลที่ควรเลือกแบรนด์ไทย โดยใช้มาตรฐานเป็นพื้นฐาน และสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพกับประสบการณ์ของผู้บริโภค
จากงานแสดงสินค้าสู่โอกาสทางการค้าที่วัดผลได้
การเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดจริงเป็นอีกกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล เพราะช่วยให้ธุรกิจได้พบผู้นำเข้า ทดลองนำเสนอสินค้า และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ซื้อโดยตรง
ข้อมูลจากโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของ สศอ. ระบุว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการ 38 กิจการให้เข้าร่วมงาน GRAND HALAL BANGKOK 2026 นำไปสู่การจับคู่เจรจาธุรกิจ 140 คู่ และประเมินว่ามีแนวโน้มสร้างรายได้รวมกว่า 365 ล้านบาท ขณะที่การสนับสนุนผู้ประกอบการ 20 กิจการเข้าร่วมงาน SIAL Guangzhou 2026 เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 118 คู่ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้กว่า 195 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้เป็นมูลค่าที่ประเมินจากกิจกรรมและโอกาสทางธุรกิจ ไม่ควรตีความว่าเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดแล้ว แต่สะท้อนบทบาทของการจับคู่ธุรกิจในการสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้ซื้อใหม่
สำหรับผู้ประกอบการ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจึงควรมีเป้าหมายมากกว่าการสร้างการรับรู้ โดยต้องเตรียมข้อมูลสินค้า โครงสร้างราคา กำลังการผลิต เอกสารรับรอง และแผนติดตามคู่ค้าหลังจบงานอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนการพบปะทางธุรกิจให้เป็นคำสั่งซื้อและความร่วมมือที่ต่อเนื่อง
โจทย์ต่อไปของไทย: สร้างระบบนิเวศฮาลาลให้ครบห่วงโซ่
การผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาลในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงานแปรรูป หน่วยงานรับรองมาตรฐาน ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ไปจนถึงสถาบันการเงินและหน่วยงานส่งเสริมการส่งออก
ผู้ประกอบการรายย่อยอาจต้องการความช่วยเหลือด้านต้นทุนการรับรองและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ธุรกิจที่พร้อมส่งออกอาจต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเป้าหมาย การเข้าถึงผู้จัดจำหน่าย และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ
ดังนั้น การสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพควรเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายคู่ค้า โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์หลังจบโครงการ เช่น การเกิดคำสั่งซื้อซ้ำ การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออก การขยายตลาดใหม่ และความสามารถในการรักษามาตรฐานในระยะยาว
อุตสาหกรรมฮาลาลไทย ต้องเติบโตด้วยคุณภาพและความเชื่อมั่น
อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นโอกาสที่ไทยสามารถใช้ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านอาหารและการแปรรูปไปสู่ตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตลาดเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำควบคู่กันคือการรักษามาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และสร้างแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน ส่วนภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดข้อจำกัดด้านข้อมูล ตลาด เงินทุน และการเชื่อมโยงคู่ค้า
หากไทยสามารถเปลี่ยนการสนับสนุนจากกิจกรรมระยะสั้นให้เป็นระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตได้จริง อุตสาหกรรมฮาลาลก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ไทย พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก
ข้อมูลอ้างอิง:
รัฐบาลไทย — “EXIM BANK ประกาศความสำเร็จ ‘Halal Bridge Program 2026’ ผนึกพันธมิตรจับคู่ธุรกิจ SMEs ไทยกับผู้ซื้อกว่า 40 ประเทศ รวม 198 คู่เจรจา” เผยแพร่วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 อ่านข่าวจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2569 ภาคใต้ กระบี่
เปิดรับสมัครโครงการพัฒนา ผู้ส่งออกรุ่นใหม่ Young Exporter from Local to Global (YELG) 2569 ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ หลักสูตรพื้นฐานการค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ 50 ราย เรียนรู้การวางแผนธุรกิจส่งออก การสร้างแบรนด์ การเจรจาธุรกิจ และการ Pitching พร้อมวิทยากรจากภาคธุรกิจชั้นนำ อบรม 14–17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอ่าวนางวิลล่า รีสอร์ท กระบี่

พระราชกรณียกิจ “พระพันปีหลวง” จุดประกายซอฟต์เพาว์เวอร์ไทย สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนเวทีโลก | THINK TRADE THINK DITP 103
ถอดรากฐานซอฟต์เพาว์เวอร์ไทยจากพระราชกรณียกิจ “พระพันปีหลวง” สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าไทยมูลค่าสูง พร้อมโอกาสผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ใน THINK TRADE THINK DITP ฉบับที่ 103

สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยบุกตลาดความงามตะวันออกกลาง ทำยอดเจรจา–ขายกว่า 8 ล้านบาท ผ่าน Beautyworld Middle East 2026
กรมการค้าต่างประเทศ โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) นำผู้ประกอบการไทย 22 บริษัท ร่วมงาน Beautyworld Middle East 2026 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 6–8 ตุลาคม 2569 สร้างมูลค่าการเจรจาและยอดขายรวมกว่า 8 ล้านบาท พร้อมต่อยอดวัตถุดิบเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามมูลค่าสูง

เกาะกระแสชาโลก! TPSO ชี้ช่องผู้ประกอบการ ดันชาไทยสู่ตลาดสากล
ถอดกลยุทธ์ส่งออกชาไทยสู่ตลาดโลก เรียนรู้ความสำเร็จจากกรณีศึกษา ชาตรามือ, ชาระมิงค์ และ Chaidim พร้อมเจาะลึกเทรนด์ชาออร์แกนิกที่ผู้ประกอบการต้องรู้

สนค. กางสถิติส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 2568 “อุตสาหกรรมเกษตร” เครื่องยนต์หลักโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน
เร่งปรับโครงสร้างสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” รับมือความท้าทายตลาดโลก นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2568 มีมูลค่ารวม 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทางรอดสินค้าเกษตรไทยในยุคกฎระเบียบเข้ม ต้นทุนสูง
เมื่อกฎระเบียบการค้าโลกเข้มขึ้น ต้นทุนของสินค้าเกษตรไม่ได้มีเพียงค่าผลิตและโลจิสติกส์ แต่รวมถึงต้นทุนด้านข้อมูล มาตรฐาน และ Traceability ทางรอดของผู้ประกอบการไทยจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อกำหนดเหล่านี้ให้เป็นแต้มต่อทางการแข่งขัน
