
กระทรวงพาณิชย์ผนึกสภาอุตสาหกรรมฯ วางแนวทางปรับสมดุลการค้าไทย ดันสินค้าไทยเพิ่มมูลค่าในประเทศ
สรุปประเด็น
-
ปรับสมดุลการค้าไทย: กระทรวงพาณิชย์และ ส.อ.ท. ร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว
-
4 กุญแจขับเคลื่อนนโยบาย: มุ่งเน้นการคิดใหม่เรื่องพันธมิตร สร้างมูลค่าใหม่ให้สินค้า เชื่อมโยงระบบการค้า และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง
-
หนุน Local Content และ SMEs: ส่งเสริมการใช้สินค้าไทย (Made in Thailand/Buy Thai) พร้อมพัฒนาศักยภาพ SMEs ให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไม่อาจพึ่งพาการเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทย ตลอดจนการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ
ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวใจของการหารือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการรับมือความท้าทายทางการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เติบโตได้อย่างทั่วถึง
ปรับแนวคิดการค้าไทย จากการส่งออกสู่การสร้างมูลค่าในประเทศ
โจทย์สำคัญของการค้าไทยในระยะต่อไป คือการทำให้การเติบโตของการค้าส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในมิติของรายได้ การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งสร้าง “สมดุลทางการค้า” ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการส่งออก แต่ต้องเพิ่มสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ พร้อมกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคการผลิตไทย เพราะการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้วย
เป้าหมายของการปรับสมดุลการค้า ไม่ใช่เพียงขายสินค้าไทยให้ได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้มูลค่าจากการค้ากลับมาสร้างรายได้และโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน
4 กุญแจขับเคลื่อนการค้าไทย รับมือความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
ในการหารือครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 4 กุญแจสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างพันธมิตร การเพิ่มมูลค่าสินค้า ไปจนถึงการเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจ
1. Rethink Partnerships – คิดใหม่เรื่องพันธมิตร
มุ่งสร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยง และลดการพึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป
2. Redefine Value – สร้างมูลค่าใหม่ให้สินค้าไทย
ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพของสินค้าไทย เพื่อเพิ่มความแตกต่างและสร้างโอกาสทางการแข่งขันในตลาดโลก
3. Rewire Trade – เชื่อมโยงระบบการค้า
เชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. Rebuild Trust & Resilience – สร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น
เสริมความพร้อมให้ภาคธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการค้า พร้อมสร้างความเชื่อมั่นเพื่อการเติบโตในระยะยาว
ทั้ง 4 แนวทางสะท้อนการปรับบทบาทของนโยบายการค้า จากการมุ่งขยายตลาดเพียงด้านเดียว ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ผลิต นักลงทุน เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน
หนุน Made in Thailand และ Buy Thai เพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตในประเทศ
อีกหนึ่งแนวทางความร่วมมือที่มีผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม คือการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ หรือ Local Content
การส่งเสริม Local Content มีความสำคัญต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพราะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศ
ควบคู่กันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก
ยกระดับอุตสาหกรรมศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย
นอกจากการส่งเสริมการใช้สินค้าไทยแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและการใช้จุดแข็งของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หนึ่งในเป้าหมายคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการออกแบบของไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
อีกประเด็นที่ได้รับความสำคัญคือการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต้องขยับจากการผลิตสินค้าไปสู่การสร้างมูลค่า ทั้งผ่านนวัตกรรม การแปรรูป การออกแบบ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สินค้าไทยมีจุดแข็งในตลาดที่แข่งขันสูง
SMEs กับบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับความพร้อมของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ การเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ
เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ SMEs สามารถเติบโตและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงขยายโอกาสไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแนวคิดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าจาก “Sell To” หรือการขายให้ ไปสู่ “Sell With” หรือการขายร่วมกัน ผ่านแนวทาง Co-Creation โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก
จากความร่วมมือเชิงนโยบายสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
การขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และ ส.อ.ท. จะดำเนินการผ่านกลไกระดับนโยบายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ
ประเด็นที่ครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้ ส.อ.ท. และกรอบ กกร. เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติ
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐกับความต้องการของภาคการผลิต โดยมีโจทย์สำคัญคือการทำให้การค้าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจ
ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องติดตามคือการแปลงแนวทางเหล่านี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการเพิ่มการใช้สินค้าและวัตถุดิบไทย การยกระดับอุตสาหกรรมศักยภาพ และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ตลาดใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการปรับสมดุลการค้า ไม่ได้วัดเพียงมูลค่าการส่งออก แต่ต้องสะท้อนถึงมูลค่าที่สร้างกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยและโอกาสที่กระจายไปถึงผู้ประกอบการในประเทศ
ข้อมูลอ้างอิง:
- กระทรวงพาณิชย์ — “ศุภจี” ผนึกสภาอุตฯ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปรับสมดุลการค้าไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศ กระจายโอกาสสู่ SMEs, 29 ตุลาคม 2569 อ่านข่าวจากกระทรวงพาณิชย์
- Ministry of Commerce
- Commerce News Agency — “พาณิชย์” ผนึก ส.อ.ท. รับมือความท้าทาย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม สร้างโอกาส SME, 29 ตุลาคม 2569 อ่านรายละเอียดข่าว
- Commerce News Agency
- PPTV HD36 — “ศุภจี” เผย ไทยต้องปรับสมดุลการค้า ส่งออกอย่างเดียวไม่พอ, 29 ตุลาคม 2569 อ่านข่าวเพิ่มเติม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

SMEs ไทยเปลี่ยนฐานผลิตสู่ Medical Manufacturing Hub
SMEs ไทยกำลังปรับทิศสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก สร้าง New S-Curve ด้วยความร่วมมือ "Triple Helix" และโอกาสจากเศรษฐกิจ Wellness เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

SME D Bank ร่วมกับ Deloitte Thailand คิกออฟโครงการ "Acceleration Program – Road to LiVE 2025"
ธนาคาร SME D ร่วมกับ Deloitte Thailand เดินหน้าสานต่อโครงการ "Acceleration Program – Road to LiVE 2025" เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพในการเข้าถึงตลาดทุนไทย เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย SME D Bank Deloitte Thailand

ยอดขายรถกระบะไทยลด 7.11% สะท้อนกำลังซื้อเปราะบาง สะเทือนห่วงโซ่อุปทานยานยนต์
ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่ม แม้ยอดขายรถยนต์โดยรวมในเดือนกันยายน 2569 จะเติบโตจากแรงหนุนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ตลาดรถกระบะกลับยังอยู่ในภาวะหดตัว

FETCO ICI ก.ย. 69 ดัชนีในอีก 3 เดือนข้างหน้า ถึง ธันวาคม 2569 อยู่ที่ 148.72 ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง"
FETCO เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรอบเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 148.72 อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง โดยมีแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้จะปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางความกังวลด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศและทิศทางดอกเบี้ยโลก

หนี้ครัวเรือนลุกลาม เศรษฐกิจไทยซึมลึก: BAM ส่งสัญญาณเตือนวิกฤติเรื้อรัง
BAM เตือนวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่แทรกซึมทั่วสังคมไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซาและฟื้นตัวยาก ต่างจากวิกฤติปี 2540 ที่จำกัดอยู่ในธุรกิจใหญ่และสถาบันการเงิน ยอดหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 16.2 ล้านล้านบาท บั่นทอนกำลังซื้อและความมั่นใจของประชาชนอย่างรุนแรง

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน
