
ธปท. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.4% แต่เตือนเศรษฐกิจฟื้นตัวกระจุกตัว
สรุปประเด็น
-
ธปท. ปรับเพิ่ม GDP ปี 2569 เป็น 2.4% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI
-
การฟื้นตัวเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัว ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตดี แต่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อ และกำลังซื้อภายในประเทศเปราะบาง
-
กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ท่ามกลางความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ต้นทุนพลังงาน และความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.4% และปี 2570 เป็น 2.1% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2.3% และ 1.8% ตามลำดับ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ธปท. เตือนว่าการฟื้นตัวยังไม่กระจายทั่วถึง แม้ธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีจะได้รับประโยชน์จากการเติบโต แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อ ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่เปราะบางยังเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคภายในประเทศ
เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยี
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ธปท. ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยจะขยายตัว 22% ในปี 2569 และ 15% ในปี 2570 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโต 13% และ 7.6% ตามลำดับ
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งสนับสนุนความต้องการสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงทุนของภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี
การส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยีกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่การเติบโตของประเทศจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อผลประโยชน์กระจายไปยังธุรกิจและแรงงานในภาคส่วนอื่นด้วย
แม้ประมาณการเศรษฐกิจจะปรับดีขึ้น แต่ ธปท. ยังประเมินว่าการเติบโตของไทยต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยผลประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจและแรงงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
สถานการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างภาคธุรกิจที่สามารถเข้าถึงโอกาสจากตลาดโลกกับธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อ
กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยประเมินว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับมาตรการทางการเงินที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ยังเผชิญข้อจำกัด
ด้านเงินเฟ้อ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2569 และ 1.3% ในปี 2570 โดยราคาพลังงานและผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ก่อนชะลอลงในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาพลังงาน อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ หากผู้ประกอบการจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ
สำหรับภาคธุรกิจ การคงดอกเบี้ยในระดับต่ำจึงไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทางการเงินจะลดลงทั้งหมด ผู้บริหารยังต้องติดตามต้นทุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และความสามารถในการรักษาอัตรากำไรควบคู่กัน
SMEs เผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อ แม้สินเชื่อธุรกิจใหญ่ขยายตัว
หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนความไม่ทั่วถึงของการฟื้นตัวคือภาวะสินเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs
ข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า การเติบโตของสินเชื่อโดยรวมได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับสภาพคล่อง ต้นทุนดำเนินงาน และการลงทุนรอบใหม่ ในทางกลับกัน สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวในหลายภาคธุรกิจ เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง
แม้เศรษฐกิจระดับมหภาคมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น แต่ SMEs อาจยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หากไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง ปรับตัวทางธุรกิจ และลงทุนเพิ่มผลิตภาพได้
ข้อจำกัดด้านสินเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องใช้เงินทุนเพื่อซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง พัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายตลาด หากเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ก็อาจลดความสามารถในการรับคำสั่งซื้อหรือปรับตัวตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง แม้คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังทรงตัว แต่ความสามารถในการชำระหนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
หนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อเปราะบาง ฉุดการบริโภคในประเทศ
แม้ภาคส่งออกและการลงทุนจะมีแนวโน้มขยายตัว แต่การบริโภคภาคเอกชนยังเผชิญข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบาง และกำลังซื้อที่อ่อนแอ โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ
ธปท. คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเติบโต 2.3% ในปี 2569 ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.6% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะขยายตัว 1.7% แม้ปรับเพิ่มจากประมาณการก่อนหน้า แต่ยังสะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายที่ชะลอลง
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยวต่างชาติยังมีความเสี่ยงลดลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว
การฟื้นตัวที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนเพียงบางกลุ่มอาจไม่เพียงพอ หากการบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแอ ธุรกิจจึงต้องวางแผนโดยคำนึงถึงทั้งโอกาสจากตลาดโลกและข้อจำกัดของกำลังซื้อในประเทศ
ผู้บริหารควรปรับกลยุทธ์อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นแต่ยังมีความเสี่ยง ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุน การรักษาสภาพคล่อง และการเลือกลงทุนให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาด
1. บริหารกระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน
ผู้บริหารควรทบทวนรอบการรับชำระเงิน เงื่อนไขเครดิตลูกค้า และระดับสินค้าคงคลัง เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอต่อการดำเนินงาน รวมถึงเตรียมแผนรองรับกรณีต้นทุนวัตถุดิบหรือพลังงานเพิ่มขึ้น
2. เพิ่มผลิตภาพก่อนเร่งขยายการลงทุน
การใช้เทคโนโลยีและ AI ควรเริ่มจากปัญหาที่ต้องการแก้ไขอย่างชัดเจน เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการขาย การวางแผนสินค้าคงคลัง และการบริการลูกค้า พร้อมประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม
3. กระจายตลาดและลดการพึ่งพารายได้ทางเดียว
ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศอาจพิจารณาเพิ่มช่องทางจำหน่ายหรือขยายตลาดส่งออกตามความพร้อม ขณะที่ผู้ส่งออกควรติดตามความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนขนส่ง และมาตรการทางการค้าของตลาดเป้าหมาย
4. ประเมินความเสี่ยงก่อนก่อหนี้เพิ่ม
การลงทุนใหม่ควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ภายใต้หลายสถานการณ์ โดยเฉพาะกรณีรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ต้นทุนสูงขึ้น หรือการรับชำระเงินล่าช้า เพื่อไม่ให้ภาระทางการเงินกระทบความต่อเนื่องของธุรกิจ
บทสรุป: ตัวเลข GDP ดีขึ้น แต่คุณภาพการฟื้นตัวยังเป็นโจทย์ใหญ่
การปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็น 2.4% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 เป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังมีข้อจำกัดจากสินเชื่อ SMEs ที่หดตัว หนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบาง
สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าใด แต่คือการประเมินว่าโอกาสจากการเติบโตนั้นจะส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของแต่ละกิจการอย่างไร
ในระยะต่อไป ความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง เพิ่มผลิตภาพ และปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง:
-
Thailand Business News — Bank of Thailand Raises Growth Forecasts but Warns Recovery Remains Concentrated เผยแพร่ 1 พฤศจิกายน 2569 Thailand Business News
-
ธนาคารแห่งประเทศไทย — Monetary Policy Committee’s Decision 5/2026 เผยแพร่ 28 ตุลาคม 2569 อ่านประกาศผลประชุม กนง. ฉบับทางการ
-
Reuters — Thai central bank keeps interest rate unchanged, as expected เผยแพร่ 28 ตุลาคม 2569 อ่านรายงาน Reuters
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.9% จับตาส่งออกหลังหมดแรงเร่งหนีภาษีสหรัฐฯ คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี
วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.9% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตแบบประคองตัวจากแรงกดดันภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อุปสงค์โลกชะลอตัว และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อ่อนแรง ขณะที่การส่งออกส่อชะลอลงหลังหมดช่วงเร่งส่งออกล่วงหน้า คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดปีเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมฮาลาลไทย โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับมาตรฐาน สร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก
อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นมากกว่าตลาดอาหารสำหรับผู้บริโภคมุสลิม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเครื่องสำอาง การเติบโตในตลาดโลกจึงต้องอาศัยทั้งมาตรฐานที่เชื่อถือได้ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

“Ballet Sneakers” กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่าการค้นหา “ballet sneakers” ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ขณะที่สื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Vogue, InStyle, Harper’s Bazaar และ PureWow ต่างนำเสนอ ballet sneakers เป็นเทรนด์รองเท้าฤดูใบไม้ผลิที่ต้องมีในปีนี้ โดยมีทั้งรุ่นราคาย่อมเยา (เช่น Steve Madden, Keds, JW Pei) ไปจนถึงแบรนด์หรู (เช่น Simone Rocha, Loewe, Louis Vuitton

THINK TRADE THINK “DITP” พาเจาะลึก “ธุรกิจในตำนาน” ของไทย กับบทเรียนแห่งการยืนหยัดในโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน
ธุรกิจไทยในตำนานปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน! พบเรื่องราวแบรนด์ดังอย่าง มาม่า แม่ประนอม และศรีจันทร์ ในนิตยสาร THINK TRADE THINK DITP ฉบับที่ 99 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

เปิดประตูการค้าสู่ตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง โอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย
การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสู่ตลาดที่กำลังเติบโตในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกากำลังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในประเทศซาอุดีอาระเบียที่กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาในระดับประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 ซึ่งเปิดโอกาสทางการค้าหลายด้าน เช่น อาหาร การก่อสร้าง และสุขภาพ

เศรษฐกิจไทยยุคภูมิใจไทย: ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางโอกาสและโจทย์ท้าทาย
ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบประคองตัวบนฐานเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนและการไหลกลับของ Fund Flow สู่ตลาดทุนไทย นโยบาย “10 Plus” และ “คนละครึ่ง พลัส” ผสานกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว ช่วยเปิดโอกาสเติบโตให้กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก เกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมใหม่ แม้ยังต้องจับตาวินัยการคลัง หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
