ธนาคารโลกชูโมเดล “เมืองแห่งอนาคต” ปลดล็อกเมืองรองไทย เร่งเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกชูโมเดล “เมืองแห่งอนาคต” ปลดล็อกเมืองรองไทย เร่งเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง

สรุปประเด็น

  • 89% ของการเติบโต GDP ไทยในช่วงปี 2553–2563 มาจากเขตเมือง สะท้อนบทบาทของเมืองต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

  • กรุงเทพฯ สร้างผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่เผชิญต้นทุนจากการจราจร ความแออัด และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

  • เมืองรองมีโอกาสเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หากได้รับการลงทุนที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของแต่ละพื้นที่ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ

  • เป้าหมายเติบโต 5.4% หมายถึง GDP ต่อหัวเฉลี่ยต่อปี ที่ไทยจำเป็นต้องทำให้ได้ในช่วงทศวรรษหน้า เพื่อมุ่งสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตรานี้โดยอัตโนมัติ

ธนาคารโลกเสนอไทยสร้างเครือข่ายเมืองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจเกื้อหนุนกัน แทนการกระจุกตัวของการลงทุนไว้ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว ชี้เมืองรองมีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุน และสร้างงาน ขณะที่ไทยต้องผลักดัน GDP ต่อหัวให้เติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในทศวรรษหน้า เพื่อมุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

การพัฒนาเมืองกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังการเติบโตและกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่เมืองรองหลายแห่งยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่

รายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เสนอให้ไทยยกระดับระบบเมืองทั่วประเทศ โดยเพิ่มผลิตภาพของกรุงเทพฯ ควบคู่กับการสร้างบทบาททางเศรษฐกิจที่ชัดเจนให้เมืองรอง เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกัน

รายงานระบุว่า ประมาณ 89% ของการเติบโตของ GDP ไทยระหว่างปี 2553–2563 มาจากเขตเมือง แสดงให้เห็นว่าเมืองมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่งอาจเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทั้งการเดินทางที่ใช้เวลานาน ราคาที่อยู่อาศัย ความแออัด และแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน เมืองรองที่มีศักยภาพกลับยังไม่สามารถสร้างผลิตภาพและดึงดูดการลงทุนได้เต็มที่

แนวทางของธนาคารโลกจึงไม่ใช่การลดบทบาทของกรุงเทพฯ แต่เป็นการสร้างระบบเมืองหลายศูนย์กลาง (Multi-nodal Urban System) ให้กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับประเทศ ขณะที่เมืองรองรับบทบาทเฉพาะด้านและเชื่อมโยงกับเมืองหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมาย GDP ต่อหัวโต 5.4% ต่อปี โจทย์ใหญ่ก่อนถึงปี 2580

ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 แต่การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพและสร้างแหล่งเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่

ธนาคารโลกระบุว่า ไทยจำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในช่วงทศวรรษหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง ขณะที่การเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงในช่วงปี 2564–2567 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.2% ต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา กับระดับการเติบโตที่จำเป็นต่อการยกระดับรายได้ของประเทศ

การลงทุนพัฒนาเมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องผังเมืองหรือการปรับปรุงสภาพแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ การเข้าถึงตลาดแรงงาน การสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และการดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน

หากเมืองสามารถจัดการโครงสร้างพื้นฐานได้ดีขึ้น เชื่อมโยงผู้คนกับแหล่งงาน และสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

กรุงเทพฯ ยังสำคัญ แต่ต้นทุนจากความแออัดเพิ่มสูงขึ้น

กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยสร้างผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่การกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำให้เมืองต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

รายงานธนาคารโลกประเมินว่า ปัญหาการจราจรติดขัดสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กรุงเทพฯ คิดเป็นประมาณ 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับภูมิภาค (GRP) ต่อปี ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อน ตลอดจนแรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภค ยิ่งเพิ่มความท้าทายในการรักษาผลิตภาพของเมือง

โจทย์จึงไม่ใช่การหยุดลงทุนในกรุงเทพฯ แต่เป็นการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการแก้ปัญหาการเดินทาง การเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการทำงานของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การพัฒนาเมืองรองให้มีงานและบริการที่มีคุณภาพ จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงเพียงแห่งเดียว และเพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจและแรงงานสามารถเติบโตในพื้นที่อื่นได้

3 แนวทางสร้างเมืองแห่งอนาคตของไทย

ธนาคารโลกเสนอให้ไทยดำเนินงานควบคู่กัน 3 ด้าน เพื่อสร้างระบบเมืองที่สนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

1. ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง

กรุงเทพฯ ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดโลก จึงควรเร่งแก้ปัญหาความแออัด พัฒนาระบบคมนาคม และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วมและความร้อน เพื่อให้เมืองสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้โดยมีต้นทุนที่เหมาะสม

2. วางรากฐานเมืองทั่วประเทศให้พร้อมรองรับการเติบโต

เมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ระบบวางผังเมืองที่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน และหน่วยงานที่มีความสามารถในการวางแผนและบริหารงบประมาณ การเชื่อมโยงระบบขนส่งและบริการระหว่างเมืองยังช่วยให้แรงงาน ธุรกิจ และสินค้าเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้สะดวกขึ้น

3. เลือกเมืองรองที่มีศักยภาพเพื่อยกระดับบทบาททางเศรษฐกิจ

เมืองรองไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ควรต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ เช่น อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การแพทย์ เกษตรแปรรูป หรือบริการดิจิทัล พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นโดยตรง

แนวทางนี้ช่วยให้การลงทุนภาครัฐไม่กระจายตัวจนบางเกินไป และเพิ่มโอกาสที่เงินลงทุนจะสร้างการรวมกลุ่มของธุรกิจ การจ้างงาน และเครือข่ายผู้ผลิตในแต่ละพื้นที่

ลงทุนเมืองรองอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่กระจายงบประมาณเท่ากันทุกพื้นที่

ประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเพิ่มงบลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการวางแผนที่เชื่อมโยงกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจของเมือง

ธนาคารโลกเน้นว่า เมืองที่มีศักยภาพควรได้รับการลงทุนที่เสริมจุดแข็งของพื้นที่ เช่น การพัฒนาระบบขนส่งที่เชื่อมต่อแหล่งผลิตกับตลาด การจัดเตรียมพื้นที่รองรับธุรกิจ และการเพิ่มบริการที่จำเป็นต่อแรงงานและผู้ประกอบการ

องค์ประกอบสำคัญของระบบเมืองหลายศูนย์กลางประกอบด้วย

  • ความเชี่ยวชาญที่เกื้อหนุนกัน: แต่ละเมืองพัฒนาบทบาททางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับจุดแข็งของตน

  • ความหนาแน่นทางเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพ: ส่งเสริมให้ธุรกิจ แรงงาน และบริการที่เกี่ยวข้องอยู่ใกล้กันในระดับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

  • การเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ: พัฒนาการเดินทางและระบบขนส่งสินค้า เพื่อให้เมืองเข้าถึงตลาดและเครือข่ายการผลิต

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: เตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ

  • สถาบันและกลไกบริหารที่เข้มแข็ง: ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนและดำเนินโครงการร่วมกันได้

หลักคิดนี้ชี้ว่า การพัฒนาเมืองรองให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน การบริหารจัดการ และความสามารถในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จ

โอกาสของธุรกิจไทย เมื่อเมืองรองกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่

การยกระดับเมืองรองอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแรงงาน ตลาด และเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องการขยายกิจการโดยไม่จำเป็นต้องตั้งฐานอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว

หากการพัฒนาเมืองเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเหมาะสม ธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนการดำเนินงานที่จัดการได้ดีขึ้น การเข้าถึงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในพื้นที่ รวมถึงโอกาสในการสร้างพันธมิตรกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย

นอกจากนี้ การกระจายแหล่งงานที่มีคุณภาพยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้แรงงานในภูมิภาค และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่มักกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมืองรองจำเป็นต้องมีระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงกับตลาด มีแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจ และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: เมืองที่แข็งแกร่ง คือรากฐานของเศรษฐกิจไทยระยะยาว

ข้อเสนอของธนาคารโลกสะท้อนว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปต้องอาศัยมากกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างเมืองที่ช่วยให้ธุรกิจและแรงงานสามารถเพิ่มผลิตภาพได้จริง

การพัฒนากรุงเทพฯ ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง จะช่วยสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้น และเพิ่มโอกาสให้การเติบโตกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

สิ่งที่ต้องจับตาคือการนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ การกำหนดบทบาทของเมือง การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน

หากไทยสามารถเปลี่ยนเมืองรองให้เป็นฐานการผลิต การลงทุน และการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงได้จริง การพัฒนาเมืองจะไม่ใช่เพียงนโยบายระดับพื้นที่ แต่จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูงในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท เร่งต่อยอด IP สู่ตลาดโลก สร้างงานคุณภาพ 3 ล้านตำแหน่ง

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท เร่งต่อยอด IP สู่ตลาดโลก สร้างงานคุณภาพ 3 ล้านตำแหน่ง

ธนาคารโลกแนะไทยยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท สู่การสร้างธุรกิจที่เติบโตจริง พร้อมผลักดันทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนการจ้างงานคุณภาพ 3 ล้านตำแหน่งภายในปี 2040

12 นาที
ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22

ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. คนที่ 22 มีประสบการณ์ครบเครื่องทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยุคเปราะบาง ด้วยนโยบายแก้หนี้ครัวเรือนแบบยั่งยืน ส่งเสริม FinTech และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน โดยได้รับความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจและนักลงทุน

16 นาที
คมนาคมหารืออนาคตท่าเรือคลองเตย มุ่งใช้ประโยชน์พื้นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

คมนาคมหารืออนาคตท่าเรือคลองเตย มุ่งใช้ประโยชน์พื้นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

กระทรวงคมนาคมหารือกับสหภาพแรงงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ หรือท่าเรือคลองเตย โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

5 นาที
รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี พลังงานสีเขียว และการค้าระหว่างประเทศ

17 นาที
สายการบิน 'ริยาด แอร์' (Riyadh Air) เปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์เชื่อมริยาด-สุวรรณภูมิ หวังเร่งยกระดับการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย

สายการบิน 'ริยาด แอร์' (Riyadh Air) เปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์เชื่อมริยาด-สุวรรณภูมิ หวังเร่งยกระดับการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย

ริยาด แอร์ เปิดเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์เชื่อมกรุงริยาดสู่กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เสริมยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย พร้อมเพิ่มโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดนและรองรับการเติบโตตามแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย

4 นาที
อุตสาหกรรม MICE ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

อุตสาหกรรม MICE ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) หรือการจัดประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดแสดงสินค้า กำลังได้รับการยกระดับบทบาทให้เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง