แก๊งสแกมเมอร์-เครือข่ายฟอกเงิน ความท้าทายใหม่ของประเทศไทย

แก๊งสแกมเมอร์-เครือข่ายฟอกเงิน ความท้าทายใหม่ของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.15 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสูญเสียทางการเงินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคอย่างรุนแรง

เนื่องจากแก๊งสแกมเมอร์ได้ใช้ระบบการเงินของไทยเป็นช่องทางสำคัญในการฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายที่โยงใยกับพื้นที่ชายแดน อาทิ ปอยเปตและท่าขี้เหล็ก สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งการเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

การดำเนินการของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้อาศัยช่องโหว่และการขาดการบูรณาการในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้พวกเขาสามารถโยกย้ายและฟอกเงินที่ได้มาโดยมิชอบผ่านสถาบันการเงินของไทยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่สนับสนุนสถาบันการเงินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน ด้านสมาชิกวุฒิสภา ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ได้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์สืบสวนพิเศษอาเซียนเพื่อรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ ในขณะที่นักการเมืองอย่างชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ได้เสนอแนวคิด "Financial Warfare" เพื่อตัดเส้นทางการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ นอกจากนี้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. ยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการเพิกเฉยต่อปัญหานี้จะบ่อนทำลายเกียรติภูมิของประเทศ และรังสิมันต์ โรม ก็ได้เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเครือข่ายสแกมเมอร์กับนักการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและรากฐานที่ฝังลึกของปัญหา

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่สนับสนุนสถาบันการเงินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน

ATTA เสนแนวคิด "ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน

ผลกระทบจากการที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์มิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางการเงินและภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลึกต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้เน้นย้ำถึงปัญหานี้และเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับไทยสู่ "ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน" เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม การที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับบุคคลผู้มีอิทธิพลและนักการเมือง อาจบ่อนทำลายหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้รัฐบาลตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักที่จะต้องแสดงบทบาทผู้นำในการบูรณาการทุกหน่วยงานและออกมาตรการเชิงรุกที่เด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์และเครือข่ายฟอกเงินให้สิ้นซาก การละเลยหรือความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวที่ไม่เพียงแต่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย แต่ยังทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างถาวร

จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง "แก๊งสแกมเมอร์" และ "เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ" ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมหาศาล ขณะนี้ประเด็นดังกล่าวได้ถูกยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยรัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้เร่งผลักดันและนำเสนอนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ SMEs และภาคธุรกิจไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม
 

นโยบายหลัก: "ยาแรง" สกัดภัยคุกคามข้ามชาติ


รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยมีการใช้ "ยาแรง" เพื่อจัดการกับแหล่งกบดานของแก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ดังนี้:

  • มาตรการ "3 ตัด" รัฐบาลได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดในพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจุดที่มีการลักลอบตั้ง 'สแกมเซ็นเตอร์' ได้แก่ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต และ ตัดการขนส่งน้ำมัน เพื่อสกัดกั้นการดำเนินงานและบีบให้เครือข่ายเหล่านี้ยุติกิจกรรมอย่างรวดเร็ว

  • ตั้ง "ศูนย์ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ" มีข้อเสนอจากพรรคการเมืองให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจระดับชาติ เพื่อเป็นศูนย์รวมในการบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานอย่างเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในการปราบปราม กวาดล้าง และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ

  • ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เร่งเจรจาและสานต่องานกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ในการตั้ง ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เพื่อร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยเหลือเหยื่อชาวไทยให้กลับประเทศ

  • ปราบปรามบัญชีม้าและซิมผูกโมบายแบงค์กิ้ง ให้เข้มงวดและเร่งรัดการระงับบัญชีธนาคารและซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ถูกพิสูจน์ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายโอนเงินของแก๊งอาชญากรรม

  • ใช้ศูนย์ AOC 1441 อย่างเต็มประสิทธิภาพ เร่งฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพของ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ให้สามารถเป็นจุดเดียวในการรับเรื่องร้องทุกข์ ระงับธุรกรรมทางการเงิน และประสานงานกับธนาคารและตำรวจไซเบอร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22

ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. คนที่ 22 มีประสบการณ์ครบเครื่องทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยุคเปราะบาง ด้วยนโยบายแก้หนี้ครัวเรือนแบบยั่งยืน ส่งเสริม FinTech และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน โดยได้รับความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจและนักลงทุน

16 นาที
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ปี 2569 โต 2.0% เตือน MPI เสี่ยงหดตัวปีที่ 4 จากต้นทุนพลังงานและการแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ปี 2569 โต 2.0% เตือน MPI เสี่ยงหดตัวปีที่ 4 จากต้นทุนพลังงานและการแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0% แต่ภาคการผลิตยังเผชิญแรงกดดัน โดยการประเมินเดือนมิถุนายนชี้ MPI เสี่ยงหดตัว 0.5% เป็นปีที่ 4 ธุรกิจจึงต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพและบริหารต้นทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

6 นาที
ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%

ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%

ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สรุปการเจรจาความตกลง CEPA สำเร็จ หลังมูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันครึ่งแรกปี 2569 พุ่งสูงกว่า 75% แตะ 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเดินหน้ากระบวนการทางกฎหมายเพื่อลงนามและผลักดันความร่วมมือใน 6 สาขายุทธศาสตร์สำคัญ

5 นาที
สศช. ปักหมุด “13 ประเด็นปฏิรูป” ในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยโตสูงขึ้น ทั่วถึง และยั่งยืน

สศช. ปักหมุด “13 ประเด็นปฏิรูป” ในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยโตสูงขึ้น ทั่วถึง และยั่งยืน

สศช. เดินหน้าจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ชูแนวคิด “ซ่อม-เสริม-เลิก-สร้าง” ขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลัก T-R-U-S-T และ 13 ประเด็นปฏิรูป ตั้งเป้าผลักดัน GDP ไทยเติบโต 3% ขึ้นไป พร้อมมุ่งยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

7 นาที
นายกฯ ผนึก ตลท. และ FETCO โรดโชว์ โตเกียว–นิวยอร์ก–ลอนดอน ดึงลงทุนต่างชาติ

นายกฯ ผนึก ตลท. และ FETCO โรดโชว์ โตเกียว–นิวยอร์ก–ลอนดอน ดึงลงทุนต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีเตรียมจับมือ ตลท. และ FETCO เดินสายโรดโชว์ 3 มหานครศูนย์กลางการเงินโลก โตเกียว นิวยอร์ก และลอนดอน ในเดือนกันยายน 2569 ควบคู่การประชุม UNGA 81 เพื่อฉายภาพศักยภาพเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสถาบันต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

8 นาที
ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

5 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง