พ.ร.ก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. - ดาบสองคมปฏิรูปตลาดทุนไทย

พ.ร.ก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. - ดาบสองคมปฏิรูปตลาดทุนไทย

จุดเปลี่ยนหรือจุดเสี่ยงของการกำกับดูแลตลาดทุน?

ในยุคที่ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งสำคัญจากทั้งปัญหาการขายชอร์ตแบบเปลือยและมหากาพย์ทุจริตอย่างคดี "สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น" ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติหลักการเมื่อวานนี้ (27 มี.ค. 2568) ถูกมองเป็นเสมือน "ยาแรง" ที่รัฐบาลหวังจะใช้รักษาโรคร้ายในตลาดทุน

แต่กฎหมายฉบับนี้ที่จะเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. อย่างมีนัยสำคัญ ก็ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า จะเป็น "ดาบสองคม" ที่แม้จะช่วยปราบปรามการทุจริต แต่ก็อาจเสี่ยงที่จะเกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตและสร้างผลกระทบไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน

businessleader ได้รวบรวมและวิเคราะห์ความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอภาพรวมของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างรอบด้าน

 

"ปฏิบัติการคืนความเชื่อมั่น" - ความจำเป็นเร่งด่วน

 

ย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง นับตั้งแต่พฤติกรรมการขายชอร์ตแบบเปลือย (Naked Short Selling) ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงจาก 1,600 จุด มาอยู่ในระดับปัจจุบัน ไปจนถึงคดีทุจริตใหญ่อย่าง "สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น" และการปั่นหุ้นของบริษัท "มอร์ รีเทิร์น" ที่สร้างความเสียหายรวมกันกว่า 15,708 ล้านบาท

จากสภาพปัญหาดังกล่าว นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเสนอร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่า "หากสถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม"

7 กลไกสำคัญ: เติมเขี้ยวเล็บให้ ก.ล.ต.

ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้เพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ใน 7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ปิดช่องโหว่การขายชอร์ต โดยผู้ลงทุนต้องแสดงหลักฐานการยืมหลักทรัพย์ก่อนส่งคำสั่งขาย และต้องรายงานข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงถึง 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท)

2. ยกระดับการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ซึ่งมีอำนาจลงโทษได้หากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้เป็น "ด่านแรก" ในการสกัดกั้นการทุจริต

3. เพิ่มอำนาจผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้ดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลายได้ตลอดทั้งกระบวนการ เพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ถือหุ้นกู้มักเสียเปรียบในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

4. บังคับรายงานการจำนำหุ้น ผู้ที่นำหุ้นไปจำนำหรือก่อภาระผูกพันต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. และข้อมูลนี้จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ จากปัญหาที่ผ่านมาที่เจ้าของบริษัทนำหุ้นไปจำนำแล้วถูกบังคับขาย ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและโครงสร้างการถือหุ้น

5. อำนาจยับยั้งธุรกรรมและยึดทรัพย์ ให้ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งยับยั้งธุรกรรมได้ชั่วคราวไม่เกิน 60 วันทำการ และสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัย รวมถึงมอบหมายให้บุคคลอื่นจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัดได้

6. อำนาจสอบสวนคดี High Impact เพิ่มหมวด "การสอบสวนคดี" ให้ ก.ล.ต. มีพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนหรือระบบเศรษฐกิจ

7. บทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เช่น ผู้สอบบัญชีที่ทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต ต้องโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับ 500,000-1,000,000 บาท

 

วาทกรรม "ชนะศึกแต่แพ้สงคราม" - ข้อกังวลจากหลายฝ่าย

 

แม้ร่าง พ.ร.ก. จะมุ่งแก้ปัญหาสำคัญในตลาดทุน แต่ก็มีเสียงคัดค้านและข้อกังวลจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในที่ประชุม ครม. ที่มีการถกเถียงอย่างเข้มข้น

"ขัดหลักตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ" - สำนักงานอัยการสูงสุดแสดงความกังวลว่า การกำหนดให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและผู้ที่มีความเห็นแย้ง ขัดต่อหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในกระบวนการยุติธรรม

"ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม" - กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า การให้ ก.ล.ต. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเป็นส่วนมากเป็นผู้กำหนดคดี High Impact ไม่เหมาะสม และการทำหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

"ความพร้อมของ ก.ล.ต." - DSI ยังตั้งคำถามว่า ก.ล.ต. มีความพร้อมด้านบุคลากรและทรัพยากรหรือไม่ "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสนับสนุนงานสอบสวนนี้จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร" และจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการฝึกอบรมพนักงานสอบสวน การจับกุม คุมขัง และติดตามผู้ต้องหา

"ความซ้ำซ้อนเชิงอำนาจ" - DSI ยังชี้ว่า คดี High Impact ไม่แตกต่างจากคดีพิเศษตาม พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษที่ครอบคลุมคดีที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามถึงความซ้ำซ้อนและภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

ก.ล.ต. - "พร้อมรับมือ ไม่ละเมิดหลักนิติธรรม"

 

ท่ามกลางข้อกังวลดังกล่าว นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินการตาม พ.ร.ก. นี้จะยังคงอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

"เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น จะต้องส่งความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่มิได้มีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง" นายเอนกอธิบาย และระบุว่า ก.ล.ต. จะออกระเบียบภายในเพื่อกำหนดให้พนักงานที่เลขาธิการมอบหมายเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่เป็นพนักงานสอบสวนและผู้ทำความเห็นแย้งเป็นบุคคลเดียวกัน

ด้านความพร้อม นายเอนกยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรมาตั้งแต่ปี 2566 และพนักงานมีประสบการณ์ในการทำสำนวนคดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม เช่น การปั่นหุ้น การแพร่ข่าว หรือการใช้ข้อมูลภายใน

จุดเปลี่ยนหรือจุดเสี่ยงของตลาดทุนไทย?

ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นภาคใหม่ของการกำกับดูแลตลาดทุนไทย

ในแง่หนึ่ง กฎหมายนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุน โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตและการปั่นหุ้นที่สร้างความเสียหายมหาศาล

แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาจกลายเป็น "จุดเสี่ยง" หากการใช้อำนาจไม่อยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อ "คนตัวเล็ก" ในตลาดทุนที่อาจกลายเป็นเหยื่อของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไป

ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถใช้ "ดาบสองคม" นี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตลาดทุนและผู้ลงทุนโดยรวม โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบที่ไม่พึงประสงค์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฟิทช์คงเครดิต SME D Bank สูงสุด "AAA(tha)" 14 ปีซ้อน ตอกย้ำความแข็งแกร่ง

ฟิทช์คงเครดิต SME D Bank สูงสุด "AAA(tha)" 14 ปีซ้อน ตอกย้ำความแข็งแกร่ง

SME D Bank ตอกย้ำความแข็งแกร่งทางการเงิน หลังฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสูงสุดในประเทศ "AAA(tha)" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง เสถียรภาพระดับสูง และความพร้อมในการเป็นกลไกหลักช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

4 นาที
ก.ล.ต. ยกระดับเกณฑ์ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพิ่มการกำกับดูแล “ผู้ให้เงินทุนสำคัญ”

ก.ล.ต. ยกระดับเกณฑ์ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพิ่มการกำกับดูแล “ผู้ให้เงินทุนสำคัญ”

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาบุคคลที่เป็น "ผู้ให้เงินทุนสำคัญ" แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจ

6 นาที
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับตัวสูงขึ้น ได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐ

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับตัวสูงขึ้น ได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐ

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยสำหรับ 3 เดือนข้างหน้าพุ่งสู่ระดับ "ร้อนแรง" สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการโดยรวมก็ปรับสูงขึ้นจากแรงหนุนการบริโภคภายในประเทศ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตลาดทุนและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการเพิ่มกำลังซื้อและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน

4 นาที
ยุทธศาสตร์ Supply Chain พลังงานสะอาดและดึงทุน AI: เมื่อกระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศทิศทางประเทศ

ยุทธศาสตร์ Supply Chain พลังงานสะอาดและดึงทุน AI: เมื่อกระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศทิศทางประเทศ

กระทรวงการคลัง (MoF) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและตลาดทุนไทย

6 นาที
Fitch คงอันดับเครดิต GPSC แนวโน้ม Stable และ ตลท. จับมือ BOI หนุนลงทุน

Fitch คงอันดับเครดิต GPSC แนวโน้ม Stable และ ตลท. จับมือ BOI หนุนลงทุน

ตลาดทุนไทยรับอานิสงส์จากปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ GPSC ที่ได้รับแนวโน้มเครดิต "Stable Outlook" สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ผนวกกับนโยบายเชิงรุกจาก BOI และ ตลท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนดิจิทัล คาดการณ์ว่าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการลงทุน ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยในภาพรวม

5 นาที
ตลท. จับมือ BOI ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดทุนไทย หนุน IPO

ตลท. จับมือ BOI ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดทุนไทย หนุน IPO

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ BOI ร่วมกันเตรียมออกเกณฑ์ "BOI to IPO" ในไตรมาส 3 ปี 2569 เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าตลาดทุนไทย เสริมสร้างความน่าสนใจและความหลากหลายของตลาดฯ

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง