
ทางเลือกใหม่ในการหารายได้ภาครัฐ ปฏิรูปภาษีไทยเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง
การเสวนาในงาน BOT Symposium 2025 ได้สะท้อนหลักคิดการหารายได้ของรัฐ เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีของประเทศไทยให้เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และเพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ทำไมเราต้องใส่ใจเรื่องการหารายได้รัฐให้เพียงพอ?
สถานการณ์การคลังของไทยกำลังน่ากังวลอย่างยิ่ง จากปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังมานานประมาณ 20 ปี ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ สะท้อนจากการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ปรับลดมุมมองต่อประเทศไทยเป็น "Negative" ขณะที่สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐเพิ่มสูงขึ้นจนเกินเกณฑ์ Investment Grade สิ่งนี้คือสัญญาณเตือนว่า "ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย" กำลังสูงขึ้นอย่างมหาศาล หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยอาจเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการคลังในอนาคตอันใกล้
หลักคิดในการออกแบบแนวทางหารายได้และความท้าทายของไทย
การปฏิรูปภาษีให้ประสบความสำเร็จต้องยึดผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงหลักคิดของภาษีที่ดี 4 ด้าน คือ ความเพียงพอ เพื่อให้มีงบประมาณสำหรับสวัสดิการและการลงทุน ความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ประสิทธิภาพ เพื่อลดการบิดเบือนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และ ความง่าย เพื่อให้สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี บริบทของไทยมีความท้าทายเฉพาะตัวอย่างน้อย 2 ข้อ ที่ทำให้ออกแบบแนวทางหารายได้ภาครัฐตามหลักคิดข้างต้นได้ยาก ได้แก่
-
- เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่: แรงงานประมาณ 2 ใน 3 อยู่นอกระบบ โดยรัฐไม่รู้รายได้ที่แน่ชัดของแรงงานกลุ่มนี้ และไม่สามารถบังคับให้แรงงานกลุ่มนี้จ่ายภาษี จึงทำให้ยากต่อการออกแบบภาษีให้เป็นธรรม
- ความเหลื่อมล้ำสูง: ประเทศไทยมีผู้มีรายได้น้อยจำนวนมาก ทำให้รัฐเก็บภาษีได้น้อย และมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการมาก จึงยากต่อการออกแบบตามหลักความเพียงพอทางรายได้ และหากต้องเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงให้เพียงพอ ก็อาจกระทบกับแรงจูงใจ ขัดต่อหลักประสิทธิภาพ
เครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจยังไม่ตอบโจทย์ได้ครบทั้ง 4 หลักคิด
โครงสร้างรายได้ภาษีของไทยพึ่งพาภาษีหลัก 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อจำกัดที่ทำให้จัดเก็บภาษีได้ไม่เต็มศักยภาพ
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: มีสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบกับรายได้ภาษีทั้งหมด เพราะฐานภาษีที่แคบจากปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล: มีสัดส่วนที่ใหญ่กว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ก็มีช่องว่างทางนโยบายอยู่มาก จากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการค่อนข้างมาก
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เป็นแหล่งรายได้ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงที่สุด แต่ขาดความยืดหยุ่นในการออกแบบอัตราก้าวหน้า วิธีเพิ่มอัตราก้าวหน้าบนภาษีมูลค่าเพิ่มที่นิยมใช้กันยังมีข้อจำกัด เช่น การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าบางประเภทให้ผลประโยชน์กับกลุ่มรายได้สูงด้วย ขณะที่การสร้างอัตราก้าวหน้าผ่านการผูกกับนโยบายสวัสดิการมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ เพราะขึ้นกับความแม่นยำในการคัดกรองคนรายได้น้อย ซึ่งทำได้ยากในบริบทที่มีสัดส่วนแรงงานนอกระบบมาก
แนวคิดภาษีก้าวหน้าบนการบริโภคโดยตรง ผ่านการขึ้น VAT และเงินคืน (rebate)
งานวิจัยได้เสนอแนวคิด VAT และเงินคืนเพื่อให้สามารถออกแบบภาษีการบริโภคที่มีอัตราก้าวหน้าได้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยกล่าวถึงหลักคิด 3 อย่างของงานวิจัย
- กลไกที่ทำได้จริง โดยใช้กลไกภาษี VAT ที่มีอยู่แล้วคู่กับเทคโนโลยี consumption tracking ที่รัฐเคยใช้ ผ่าน 3 ขั้นตอน คือ ปรับขึ้น VAT ให้ผู้บริโภคเลือกเปิดเผยตัวตนเพื่อให้รัฐรู้ระดับการบริโภคของแต่ละคน และคำนวณเงินคืนตามการบริโภคที่แต่ละคนเปิดเผย
- สร้างอัตราภาษีสุทธิที่ก้าวหน้าได้ โดยออกแบบให้เงินคืนคิดเป็นสัดส่วนต่อการบริโภคที่สูงกว่าสำหรับคนจน
- คำนึงถึงพฤติกรรมตอบสนองของผู้บริโภค โดยคำนึงถึงมิติ privacy concerns การออกแบบเงินคืนให้สอดคล้องกับแรงจูงใจของผู้บริโภคเผื่อให้เปิดเผยระดับการบริโภคที่แท้จริง และคำนึงถึงพฤติกรรมที่เกิดจากการบริโภคนอกระบบ
ผลจากงานวิจัยเบื้องต้นพบว่า กรณีการขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% และสมมติให้นำรายได้จากการขึ้นภาษีมาเป็นเงินคืนทั้งหมด รัฐสามารถออกแบบการคืนเงินให้ภาษีการบริโภคสุทธิมีอัตราก้าวหน้าขึ้นได้ และช่วยเพิ่มความกินดีอยู่ดีของคนในภาพรวมในแบบจำลองได้
รัฐควรจะเริ่มจากตรงไหน
การปฏิรูปภาษีต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการยอมรับจากสังคมและสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้:
- วางแผนภาษีในภาพรวม: เพื่อให้รัฐเข้าใจภาระภาษีแต่ละประเภทต่อประชาชนในแต่ละกลุ่มรายได้โดยใช้แผนที่ภาระภาษี (Tax Burden Map) ได้
- เพิ่มความรับผิดชอบ (Accountability) ของนโยบายภาษี: สร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเปิดเผยข้อมูลต้นทุนของสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมดอย่างเป็นระบบ จัดตั้งสถาบันการคลังอิสระเพื่อยกระดับความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นจว่าเงินรายได้จากภาษีจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า
- กำหนดเส้นทาง (Roadmap) การปฏิรูปที่ชัดเจน: วางแผนการปฏิรูปเป็นขั้นตอนที่จับต้องได้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนปรับตัวได้ทัน
- ระยะสั้น: เริ่มจากการ "อุดรูรั่ว" โดยการทบทวนและปรับลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- ระยะกลาง: "ขยายฐานภาษี" โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อดึงคนนอกระบบเข้ามา
- ระยะยาว: "ปรับโครงสร้าง" โดยพิจารณาปรับอัตราภาษี เมื่อระบบมีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบของทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบต่อเศรษฐกิจไทยและ SMEs
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจไทย นั่นคือปัญหาของ ทุนเทา และ เศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ผิดเพี้ยนไปจากกลไกตลาดปกติ โดยข้อมูลชี้ชัดว่าประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก

ภารกิจหนักหนา: โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลอนุทิน-เอกนิติ ต้องเผชิญ
รัฐบาลไทยเผชิญโจทย์เศรษฐกิจหนัก จากเศรษฐกิจ"โตช้า แข่งขันไม่ได้ เหลื่อมล้ำ" GDP หดเหลือ 1.8-2.2% ภาษีสหรัฐฯกระทบ 3 ล้านคน หนี้ครัวเรือน 540,000 บาท/คน SMEs ล้มละลาย

สศช. ระดมสมองยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย เตรียมจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14
สภาพัฒน์ฯ จัดประชุมประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย” เพื่อสะท้อนข้อจำกัดเชิงสถาบันและเตรียมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมออกแบบอนาคตประเทศอย่างยั่งยืน

วิกฤตการณ์ที่หยุดการเติบโตของประเทศไทย: วิเคราะห์บาดแผลปี 2540 สู่กับดักปัจจุบันผ่านมุมมองต่างชาติ
วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจไทยผ่านมุมมองต่างชาติ ที่สะท้อนบาดแผลจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สู่โครงสร้างการผูกขาด ความเหลื่อมล้ำที่ติดอันดับโลก ปัญหาสังคมสูงวัยแบบแก่ก่อนรวย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ จนเปรียบเสมือนตึกร้างสาทรยูนีคที่หยุดชะงักและขาดความกล้าที่จะเติบโตต่อ
