หุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน นักลงทุนกดปุ่มรอ 3 ปัจจัยใหญ่ที่จะเขย่าตลาดสัปดาห์นี้

หุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน นักลงทุนกดปุ่มรอ 3 ปัจจัยใหญ่ที่จะเขย่าตลาดสัปดาห์นี้

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ตลาดหุ้นเอเชียเปิดภาคเช้าในโทนผสมผสาน กดดันหลักมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนเลือกอยู่ในท่า "รอดู" ก่อนเผชิญกับ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะทยอยออกมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ได้แก่ ผลประกอบการ Nvidia ในวันที่ 26 ส.ค. ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันเดียวกัน และสุนทรพจน์ของประธานเฟดคนใหม่ที่ Jackson Hole ในวันที่ 28 ส.ค.

สามเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ แต่สะท้อนว่าตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในจุดที่ต้องการคำตอบพร้อมกันจากทั้ง "อนาคตของ AI" และ "ทิศทางดอกเบี้ย" สองแรงที่กำหนดราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะสั้นถึงกลาง

ดัชนีเอเชียเช้าวันนี้: ส่วนใหญ่แดง ยกเว้นฮ่องกงและออสเตรเลีย

ภาพรวมตลาดเอเชียเช้าวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นดังนี้

  • นิกเกอิ (ญี่ปุ่น) เปิดที่ 65,195.26 จุด ลดลง 332.83 จุด หรือ -0.51%
  • ฮั่งเส็ง (ฮ่องกง) เปิดที่ 25,634.22 จุด เพิ่มขึ้น 116.89 จุด หรือ +0.46%
  • เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (จีน) เปิดที่ 3,863.37 จุด ลดลง 18.64 จุด หรือ -0.48%
  • KOSPI (เกาหลีใต้) ร่วงลงหนักที่สุดในกลุ่ม -2.37%
  • S&P/ASX 200 (ออสเตรเลีย) ปรับตัวขึ้น +0.29%

ตลาดที่ปรับลงแรงที่สุดอย่างเกาหลีใต้สะท้อนให้เห็นชัดว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีน้ำหนักสูงในตลาดเกาหลีได้รับแรงกดดันมากที่สุดจากความไม่แน่นอนก่อนผลประกอบการ Nvidia

Nvidia: ผลประกอบการที่ทั้งโลกรอ

นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลประกอบการ Nvidia เพื่อตอบคำถามเดียวกัน: เงินลงทุนมหาศาลใน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่?

Nvidia มีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบการเงิน 2569 หลังตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคม ตัวเลขที่ออกมาจะไม่ได้บอกแค่สุขภาพของบริษัทเดียว แต่คือ "บทสรุปกลางปี" ของการลงทุน AI ทั้งระบบ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างใช้จ่ายงบลงทุนด้าน AI Infrastructure อย่างไม่ยั้งมือ ตลาดต้องการหลักฐานว่าการใช้จ่ายนั้นกำลังแปลงเป็นรายได้จริง และผลประกอบการของ Nvidia คือตัวชี้วัดที่ตรงที่สุด เพราะทุกเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ถูกสั่งซื้อล้วนต้องผ่าน Nvidia ก่อนเสมอ

ทั้งนี้ Nvidia เพิ่งประกาศแผนปรับขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI กว่า 15% ซึ่งยิ่งทำให้ตัวเลขรายได้และ Guidance สำหรับไตรมาสหน้าถูกจับตามากเป็นพิเศษ

PCE และ Jackson Hole: ดอกเบี้ยจะไปทางไหน?

ในวันเดียวกับผลประกอบการ Nvidia ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผย ดัชนี PCE (Personal Consumption Expenditures) ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากกว่า CPI ในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ย

จากนั้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ จะกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมประจำปีที่เมือง Jackson Hole รัฐไวโอมิง ภายใต้หัวข้อ "Financial Innovation: Implications for Payments and Policy" นักลงทุนต้องการรู้ว่าประธานเฟดคนใหม่จะส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยอย่างไร ในช่วงเวลาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกมาตรการเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลแล้วก็ตาม

สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริหารไทยต้องติดตาม

สัปดาห์นี้มีสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดเงินและตลาดทุน ใน 3 มิติ

มิติที่ 1 — Nvidia เป็นกระจกสะท้อน AI Economy ทั้งหมด ผลประกอบการที่ดีกว่าคาดจะเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการลงทุน AI กำลังสร้างผลตอบแทนจริง และจะหนุนราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงกลุ่มชิปทั่วโลก ในทางกลับกัน หากตัวเลขหรือ Guidance ผิดหวัง แรงขายจะรุนแรงและลามไปยังตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

มิติที่ 2 — PCE จะบอกว่าเฟดมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยมากแค่ไหน หาก PCE ออกมาสูงกว่าคาด ความหวังในการลดดอกเบี้ยจะลดลง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ยังคงสูงและกดดันราคาหุ้นต่อ ถ้า PCE ออกมาในระดับที่น่าพอใจ ตลาดจะคาดหวังว่าเฟดมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายในช่วงปลายปีได้มากขึ้น

มิติที่ 3 — สุนทรพจน์วอร์ชคือ "นโยบายฉบับแรก" ของประธานเฟดคนใหม่ ตลาดกำลังอยากรู้ว่าวอร์ชจะสื่อสารเรื่องดอกเบี้ยต่างจาก Jerome Powell อย่างไร และหัวข้อการประชุมที่เน้นนวัตกรรมทางการเงินยังทิ้งคำถามเรื่องนโยบายต่อ Stablecoin, CBDC และบทบาทของ AI ในระบบการเงินไว้ด้วย

บทสรุป: สัปดาห์แห่งคำถามที่ตลาดต้องการคำตอบ

ไม่บ่อยนักที่ตลาดจะเผชิญกับ 3 ปัจจัยชี้นำทิศทางพร้อมกันในช่วงเวลาเพียง 3 วัน สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การรายงานผลประกอบการบริษัทหนึ่งหรือตัวเลขเศรษฐกิจชุดหนึ่ง แต่คือช่วงเวลาที่ตลาดกำลังตั้งคำถามพื้นฐานสองข้อพร้อมกัน: "AI สร้างมูลค่าจริงไหม?" และ "เงินจะแพงแค่ไหนในระยะต่อไป?"

คำตอบที่ได้จะกำหนดทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และสำหรับนักลงทุนและผู้บริหารไทยที่ติดตามตลาดต่างประเทศ นี่คือสัปดาห์ที่ไม่ควรเปิด Portfolio ทิ้งไว้โดยไม่ดูแล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง