
มาตรการใหม่ ธนาคารไทย 2568: ยกระดับความปลอดภัยทางการเงิน ป้องกันภัยไซเบอร์ที่ทุกคนต้องรู้
สรุปประเด็น
มาตรการใหม่ ธปท. 2568 ยกระดับความปลอดภัยทางการเงิน กำหนดให้ธนาคารรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย พร้อมเพิ่มระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า จำกัดการใช้ Mobile Banking 1 อุปกรณ์ต่อ 1 บัญชี และช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชม. เริ่มใช้พฤษภาคมนี้
เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้สนับสนุนหลักการของพระราชกำหนดฯ และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญของพระราชกำหนดนี้คือ การกำหนดให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องยกระดับการดูแลลูกค้า และมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายหากละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด
ธปท. จะออกประกาศกำหนดมาตรฐานสำหรับสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินในต้นเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมีมาตรฐานที่ต้องดำเนินการดังนี้:
1. การป้องกันการสวมรอยเปิดบัญชีและการสวมรอยใช้งาน Mobile Banking
สถาบันการเงินต้องดำเนินการดังนี้:
- มีกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) ที่เข้มข้น
- ไม่แนบลิงก์ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผ่าน SMS และอีเมล
- กำหนดให้ลูกค้าสามารถใช้บริการ Mobile Banking ของแต่ละสถาบันการเงินได้เพียง 1 ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน และใช้ได้กับ 1 อุปกรณ์เคลื่อนที่เท่านั้น
- จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผ่าน Mobile Banking โดยใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้าและการตรวจจับการปลอมแปลงชีวมิติ สำหรับ:
- การทำธุรกรรมโอนเงินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
- การทำธุรกรรมโอนเงินมูลค่ารวมกันครบทุก 200,000 บาทใน 1 วัน
- การปรับเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินต่อวัน
- ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินทุกครั้งที่ผู้ใช้บริการเข้าใช้งาน และไม่อนุญาตให้ใช้งานแอปพลิเคชันที่ถูกเปลี่ยนแปลง
- ไม่อนุญาตให้แอปพลิเคชันของสถาบันการเงินทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ในขณะที่มีแอปพลิเคชันอื่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น แอปพลิเคชันที่ควบคุมอุปกรณ์เคลื่อนที่จากระยะไกล หรือแอปพลิเคชันที่ปิดบังหรือขโมยข้อมูลบนหน้าจอ
2. การจำกัดความเสียหายและจัดการบัญชีม้า
สถาบันการเงินต้องดำเนินการดังนี้:
- แจ้งเตือนการทำธุรกรรมทุกครั้ง เมื่อมีการโอนเงินออกจากบัญชี ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เช่น Mobile Banking, LINE, SMS, อีเมล โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย
- ระงับการทำธุรกรรมและนำส่งข้อมูลตามแนวทางที่ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) กำหนด
- เมื่อได้รับรายชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าดำจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือรายชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าเทาเข้มหรือเทาอ่อนจากระบบ Central Fraud Registry (CFR) ให้ดำเนินการสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง เช่น ระงับเงินเข้าและออกทุกบัญชีของบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้า รวมทั้งปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่กับบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีม้า
3. กระบวนการรับแจ้งเหตุภัยทุจริตดิจิทัลที่รวดเร็ว
สถาบันการเงินต้องจัดให้มีช่องทางติดต่อเร่งด่วน (hotline) ทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เสียหายสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินได้ทั้งในและนอกเวลาทำการ
ถึงแม้พระราชกำหนดฯ จะระบุให้ผู้ให้บริการต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหากไม่ทำตามมาตรฐานที่ผู้กำกับดูแลกำหนด ประชาชนยังควรใช้ความระมัดระวังในการใช้บริการทางการเงิน เช่น ไม่กดลิงก์ที่ไม่รู้จัก ระวังการรับสายแอบอ้าง และตรวจสอบการทำธุรกรรมให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
การแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงินอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะต้องรับผิดชอบในส่วนของตนเอง เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
สรุปผู้บริหาร
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางการเงินเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยออกข้อกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการการชำระเงินร่วมรับผิดชอบความเสียหายหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมบังคับใช้แนวทางสำคัญ เช่น การจำกัด Mobile Banking ให้ใช้ได้ 1 บัญชีต่อ 1 อุปกรณ์, ยกระดับการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าสำหรับการทำธุรกรรมวงเงินสูงหรือปรับเพิ่มวงเงิน, ห้ามแนบลิงก์เสี่ยงผ่าน SMS/อีเมล ตลอดจนการระงับและจัดการบัญชีม้าตามระดับความเสี่ยงอย่างเข้มงวด และจัดตั้งช่องทางติดต่อเร่งด่วน (Hotline) 24 ชั่วโมง เพื่อปฏิรูประบบการเงินให้มีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภัยการเงินดิจิทัลทวีความรุนแรง เร่งสร้างสมดุล “ความสะดวก-ความปลอดภัย”
ผู้ว่าการ ธปท. เปิดสัมมนาวิชาการปี 2568 เน้นภัยการเงินดิจิทัลที่ทวีความรุนแรง พร้อมเร่งพัฒนาระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย ยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking และสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกกับความปลอดภัยเพื่อระบบการเงินที่ทั่วถึงและยั่งยืน

บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation
ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

สงครามการค้าโลกรอบ 2 กระทบไทยหนักแค่ไหน? ธปท. เผยผลวิเคราะห์ล่าสุด
ในช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 นโยบายการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า (tariff) กลับมาสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย พบว่าแม้จะมีผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการส่งออกทดแทนสินค้าจีนไปยังสหรัฐฯ แต่ไทยก็ต้องเผชิญความท้าทายจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนและผลกระทบต่อเนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในระยะต่อไป

เปิดสูตรแก้หนี้ครัวเรือนไทย: IMF ชี้ทางออกจาก 3 ประเทศต้นแบบ
IMF เปิดสูตรแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ยกกรณีศึกษาความสำเร็จจาก 3 ประเทศ บราซิล-มาเลเซีย-เกาหลีใต้ พร้อมเผยจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้ง่าย แก้ไม่ตก

วิเคราะห์แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ประจำสัปดาห์: เคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 32.39–32.51 บาทต่อดอลลาร์
เจาะลึกทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนบาท-ดอลลาร์ ปัจจัยกระทบธุรกิจ แนะนำแนวทางจัดการความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการไทยยุคใหม่
