เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มคดีจำนำข้าว

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มคดีจำนำข้าว

กฎหมายใหม่

สรุปประเด็น

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๒๑๑/๒๕๖๐ เป็นคดีระหว่างอัยการสูงสุด (โจทก์) และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (จำเลย) ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ เกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

  • อำนาจการตรวจสอบของศาลต่อนโยบายรัฐบาล: ศาลวินิจฉัยว่า แม้โครงการรับจำนำข้าวจะเป็นนโยบายบริหารราชการแผ่นดินที่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งศาลไม่อาจตรวจสอบความเหมาะสมทางนโยบายได้ แต่ในการดำเนินการทางปกครอง ปฏิบัติการ หรือการใช้อำนาจหน้าที่ หากมีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทำผิดอาญา ย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้

  • การรับรู้ปัญหาและความเตือนภัย: จำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้รับหนังสือแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงและข้อท้วงติงปัญหาการทุจริต รวมถึงผลขาดทุนมหาศาลจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), คณะกรรมการ ป.ป.ช., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตลอดจนการตั้งกระทู้และอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร

สาระสำคัญของความผิดตามคำพิพากษา

  • ปัญหาการทุจริตในกระบวนการ: ในขั้นตอนปฏิบัติปรากฏปัญหาการทุจริตอย่างกว้างขวาง เช่น การสวมสิทธิเกษตรกร การนำข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ ข้าวสูญหาย การออกใบประทวนเท็จ และการทำบัญชีค้างชำระหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

  • การทุจริตในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G): ศาลพบพฤติการณ์แอบอ้างทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G กับบริษัทจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่แท้จริงไม่ได้มีการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศจริง โดยมีการนำข้าวกลับมาเวียนขายให้ผู้ค้าข้าวภายในประเทศ และหมุนเวียนชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็คของธนาคารพาณิชย์ในประเทศ

  • การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: แม้จำเลยจะรับรู้ถึงพฤติการณ์ทุจริตในการระบายข้าวและข้อบกพร่องต่างๆ ของโครงการอย่างละเอียด แต่กลับงดเว้นไม่ใช้อำนาจในการยับยั้ง ระงับ หรือแก้ไขความเสียหายอย่างแท้จริง รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ครอบคลุมประเด็นทุจริตที่ถูกอภิปราย จึงถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลัง งบประมาณแผ่นดิน และประเทศชาติ

สรุปบทเรียนสำหรับผู้นำองค์กรและฝ่ายบริหาร บรรทัดฐานทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งระดับบริหารแม้จะใช้อำนาจตามนโยบายรัฐบาล แต่หากได้รับทราบข้อมูลการทุจริตและความเสียหายในระดับปฏิบัติการอย่างชัดแจ้งแล้ว จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยใช้อำนาจกำกับดูแลและสั่งการระงับความเสียหายอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นอาจต้องรับผิดทางอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ 1757/2557: เมื่อการออกจากงาน "ก่อนเกษียณ" นับเป็นการ "เกษียณ" ตามกฎหมายภาษี

คำพิพากษาฎีกาที่ 1757/2557: เมื่อการออกจากงาน "ก่อนเกษียณ" นับเป็นการ "เกษียณ" ตามกฎหมายภาษี

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757/2557 วางบรรทัดฐานสำคัญกรณีพนักงานออกจากงานตามโครงการเห็นชอบร่วมกันก่อนอายุ 60 ปี ชี้ระเบียบองค์กรถือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน จึงนับเป็นเหตุเกษียณอายุตามกฎหมายภาษี ส่งผลให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่ออายุครบ 55 ปีและเป็นสมาชิกเกิน 5 ปี

8 นาที
“จำนำข้าว”จากนโยบายประชานิยม สู่ความรับผิดชอบทางการเมือง “ยิ่งลักษณ์”  1 หมื่นล้าน

“จำนำข้าว”จากนโยบายประชานิยม สู่ความรับผิดชอบทางการเมือง “ยิ่งลักษณ์” 1 หมื่นล้าน

11 ปีหลังรัฐประหาร คำพิพากษาคดีข้าวกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่เปลี่ยนแนวคิดธรรมาภิบาลไทย เมื่อศาลแยกแยะ 'นโยบาย' กับ 'การบริหาร' และเรียกร้องความรับผิดชอบใหม่จากผู้นำ วิเคราะห์เชิงลึกผลกระทบต่อการเมืองและการบริหารราชการยุคใหม่

6 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง