
ปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี: สิทธิประโยชน์ใหม่และความท้าทายของระบบ
การปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี กำลังทดสอบสมดุลระหว่างความมั่นคงของแรงงานไทยกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ ขณะที่นักวิชาการชี้ ระบบต้องปฏิรูปทั้งโครงสร้างบริหารและสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพิ่มภาระการจ่าย แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นใหม่ ให้คนทำงานไม่ต้องกลัว “เจ็บป่วยไร้หลักประกัน” และ “เกษียณแล้วไม่มีเงิน”
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 รัฐบาลไทยตัดสินใจเดินเกมปฏิรูประบบประกันสังคมครั้งสำคัญในรอบกว่า 3 ทศวรรษ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างค่าจ้างยุคเศรษฐกิจแพงและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลังใช้เกณฑ์เดิมมาตั้งแต่ปี 2538 สาระสำคัญของมาตรการใหม่ คือการปรับเพดานค่าจ้างแบบ “ขั้นบันไดทุก 3 ปี” เริ่มปี 2569 โดยตั้งเพดานใหม่ไว้ที่ 17,500 บาท ก่อนขยับเป็น 20,000 และ 23,000 บาทในอนาคต ขณะที่อัตราสมทบยังคง 5% แต่ตัวเลขที่จ่ายจริงจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้แตะเพดานปี 2569 จะจ่ายสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน แทน 750 บาทในปัจจุบัน รัฐบาลระบุว่านี่คือ “การลงทุนเพื่อความมั่นคงของระบบ” แต่ภาคเอกชนมองว่าเป็นภาระเพิ่มในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจบอบบาง ส่วนนักวิชาการเรียกร้องให้รัฐเดินสองขาพร้อมกัน—ปฏิรูปโครงสร้างและพยุงธุรกิจให้รอด
นักวิชาการ: ปรับเพดานสมทบถูกต้อง—แต่ต้องไม่โยนภาระฝ่ายเดียว
ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ติดตามประเด็นนี้มายาวนาน ระบุว่า การปรับเพดานเงินสมทบเป็น “ความจำเป็นที่ถูกเลื่อนออกไปนานเกินไป” เขามองว่าเพดานเดิมสะท้อนค่าจ้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่ตอบโจทย์แรงงานไทยที่มีรายได้สูงขึ้น แต่ต้องสมทบเท่าเดิม และได้รับสิทธิไม่สัมพันธ์กับรายได้จริง “คนที่จ่ายมากขึ้นควรได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น และระบบต้องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ค้างอยู่ในอดีต” อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจ้างอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบชัดเจน แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญความไม่มั่นคง เขาจึงเสนอให้รัฐออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น การลดหย่อนภาษี เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเปราะบาง
ความกังวลใหญ่: เงินสมทบเพิ่ม แต่ระบบบริหารยังไม่เปลี่ยน
ในสังคมมีความไม่เชื่อมั่นสะสมต่อกองทุนประกันสังคม—ตั้งแต่ประสิทธิภาพการบริหารจนถึงความโปร่งใส ทำให้การขึ้นสมทบถูกตั้งคำถามว่าเป็น “การผลักภาระ” โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างใดๆ ผศ.ดร.ธรเห็นด้วยกับข้อกังวลนี้ และชี้ว่าควรแยกสองมิติออกจากกัน “การเพิ่มสมทบกับประสิทธิภาพในการบริหารเป็นปัญหาคนละส่วน แต่สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ และต้องพัฒนาไปพร้อมกัน” เขาย้ำว่า การเพิ่มเงินสมทบอาจเป็นแรงผลักสำคัญให้สังคมจับตาระบบใกล้ชิดขึ้น และคลอดการปฏิรูปจริงจังในที่สุด หนึ่งในข้อเสนอหลัก คือการทำให้กองทุน “เป็นอิสระจากระบบราชการ” และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารสินทรัพย์ “ประกันสังคมไม่ควรเป็นเหมือนกรมหนึ่งในกระทรวงแรงงานที่บริหารงบประมาณมหาศาล แต่ไม่มีความคล่องตัวเหมือนกองทุนการเงินสมัยใหม่”
ละเลยความต้องการพื้นฐานไม่ได้: รักษา-ชราภาพ คือสองความกลัวของแรงงานไทย
เมื่อเงินสมทบสูงขึ้น คำถามคือผู้ประกันตนจะได้อะไรตอบแทน สำหรับผศ.ดร.ธร คำตอบมีสองด้าน—และเป็น “ความกลัวใหญ่ของคนวัยทำงานทุกคน”
- กลัวเจ็บป่วย
- กลัวเกษียณแล้วไม่มีเงิน
เขาเสนอให้ประกันสังคมยกระดับบริการรักษาพยาบาล—พัฒนาให้ดีกว่า “บัตรทอง” ไม่ใช่เพียงใช้ระบบร่วมกัน “ผู้ประกันตนจ่ายมากขึ้น ก็ควรได้บริการที่เหนือกว่ามาตรฐานเดิม” ขณะเดียวกัน ระบบบำนาญต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม เปิดทางให้คนรายได้สูงส่งเพิ่มได้ เพื่อให้มีเงินใช้จริงหลังเกษียณ “ไม่ควรบังคับให้คนจ่ายประกันสังคม แล้วต้องซื้อประกันเกษียณเอกชนซ้ำซ้อน”
เดิมพันใหญ่ในอนาคตแรงงานไทย
การปรับเพดานเงินสมทบครั้งนี้อาจถูกจดจำว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงานไทย—หรือเป็นเพียงการเพิ่มภาระโดยไม่เปลี่ยนระบบ ปัจจัยชี้ขาด ไม่ใช่ตัวเลขเงินสมทบ แต่คือ “เจตจำนงทางการเมือง” ไทยกำลังเผชิญประชากรสูงวัย ปรับน้อยอาจไม่รอด แต่ปรับเร็วเกินไปโดยไม่ออกแบบระบบให้ทัน อาจสร้างแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้วชี้ว่า ระบบกองทุนที่เข้มแข็งไม่ใช่ผลลัพธ์ของการส่งสมทบสูง แต่เป็นผลลัพธ์ของ การบริหารมืออาชีพ ความโปร่งใส และการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
คำถามคือ ไทยพร้อมจะเดินไปถึงจุดนั้นหรือยัง—ก่อนที่เวลาและโครงสร้างประชากรจะบีบบังคับให้ต้องทำ มากกว่าที่อยากทำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี พลังงานสีเขียว และการค้าระหว่างประเทศ

ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. คนที่ 22 มีประสบการณ์ครบเครื่องทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยุคเปราะบาง ด้วยนโยบายแก้หนี้ครัวเรือนแบบยั่งยืน ส่งเสริม FinTech และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน โดยได้รับความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจและนักลงทุน

วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ในยุคที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) และหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เร่งผลักดันและติดปีกให้แก่สตาร์ทอัพและภาคธุรกิจไทย

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ยุคเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย: ธุรกิจขนาดเล็กปิดตัวเพิ่ม ขณะทุนจีนรุกหนัก
รายงานสภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่าน SMEs ปิดตัวเพิ่ม ขณะทุนจีนรุกหนักหลบกำแพงภาษี วิเคราะห์อุตสาหกรรมดาวรุ่ง-ดาวร่วงหลังโควิด และมาตรการรองรับจากภาครัฐสำหรับธุรกิจไทย

ถอดรหัสแลนด์บริดจ์โลก จากบทเรียนอเมริกาและจีน ถึงคำถามที่ไทยต้องตอบ
วิเคราะห์บทเรียนแลนด์บริดจ์จากสหรัฐฯ และจีน พร้อมถอด 7 ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ เพื่อมองอนาคตโครงการแลนด์บริดจ์ไทยในมิติเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และภูมิรัฐศาสตร์
