SME ไทย 50.4% คาดต้นทุนพุ่งใน 6 เดือน เร่งปรับกลยุทธ์รักษากำไรและสภาพคล่อง

SME ไทย 50.4% คาดต้นทุนพุ่งใน 6 เดือน เร่งปรับกลยุทธ์รักษากำไรและสภาพคล่อง

สรุปประเด็น

  • ต้นทุนธุรกิจพุ่งสูงขึ้น: ผลสำรวจ สสว. เผย 50.4% ของ SME คาดต้นทุนเพิ่มใน 6 เดือนข้างหน้า โดยมีแรงกดดันหลักจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน

  • ทางเลือกรับมือความท้าทาย: ผู้ประกอบการแก้ปัญหาด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า 21.7% ลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 12.7% และยอมรับกำไรที่ลดลงเพื่อรักษาฐานลูกค้า

  • 4 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ: มุ่งเน้นการแยกต้นทุนให้ชัดเจน เจรจากันซัพพลายเออร์ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมสต็อก และวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า 3–6 เดือน

  • โจทย์ใหญ่สภาพคล่อง: SME เผชิญภาวะเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากลำบาก ภาครัฐจึงควรสนับสนุนสินเชื่อในระบบ การปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการที่เข้าถึงได้จริง

ผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างต่อเนื่อง หลังผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า 50.4% ของ SME ที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงราคาพลังงาน

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอและข้อจำกัดในการปรับราคาขาย หากขึ้นราคามากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าลดการซื้อหรือเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทน ขณะที่การรับภาระต้นทุนไว้เองก็อาจทำให้กำไรลดลงและกระทบเงินทุนหมุนเวียน

โจทย์สำคัญของ SME จึงเป็นการหาสมดุลระหว่าง การควบคุมต้นทุน การรักษาฐานลูกค้า และการบริหารกระแสเงินสด เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ SME ครึ่งหนึ่งคาดต้นทุนเพิ่ม

ผลสำรวจของ สสว. พบว่า SME จำนวน 50.4% คาดว่าต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 36.7% คาดว่าต้นทุนจะทรงตัว 9.6% มองว่าต้นทุนจะลดลง และอีก 3.3% ยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความไม่แน่นอนที่ผู้ประกอบการต้องนำมาประกอบการวางแผนธุรกิจ โดยเฉพาะการกำหนดราคาขาย การสั่งซื้อวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง และการจัดสรรเงินทุนหมุนเวียน

เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าสูงขึ้น ผู้ตอบแบบสำรวจระบุถึงราคาวัตถุดิบในตลาดมากที่สุดที่ 24.7% ตามด้วยต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ 11.7% และราคาพลังงาน 11.7% ส่วนความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นมีสัดส่วน 11.1% และการปรับราคาของซัพพลายเออร์หรือผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอยู่ที่ 10.5%

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ค่าแรง การขาดแคลนวัตถุดิบ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภาษีนำเข้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า

เมื่อธุรกิจไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งได้ทั้งหมด สิ่งที่ SME ต้องเร่งทำคือเพิ่มความสามารถในการบริหารต้นทุนที่ควบคุมได้ พร้อมเตรียมเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอรับมือกับความผันผวน

ขึ้นราคา ลดค่าใช้จ่าย หรือยอมกำไรลดลง ทางเลือกที่ต้องชั่งน้ำหนัก

เมื่อเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น SME แต่ละรายเลือกวิธีรับมือแตกต่างกัน โดยผลสำรวจพบว่าแนวทางที่ได้รับเลือกมากที่สุดคือ การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ 21.7% รองลงมาคือการลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 12.7% และการยอมรับกำไรที่ลดลงเพื่อรักษาลูกค้า 11.2%

ขณะที่ 7.8% เลือกเจรจาราคากับซัพพลายเออร์หรือคู่ค้า และอีก 7.8% มุ่งปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางอื่น ๆ ได้แก่ การลดจำนวนพนักงานหรือปรับรูปแบบการจ้างงาน 6.8% การเปลี่ยนผู้ขายหรือแหล่งวัตถุดิบ 6.3% และการลดงบการตลาด 6.1% ส่วนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นทุนมีสัดส่วน 3.3% และการลงทุนในเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอยู่ที่ 1.2%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับตัวไม่เท่ากัน โดยเฉพาะธุรกิจที่แข่งขันด้วยราคา หากปรับราคาขายขึ้นอาจสูญเสียลูกค้า แต่หากลดค่าใช้จ่ายมากเกินไปก็อาจกระทบคุณภาพสินค้า การบริการ และศักยภาพในการสร้างยอดขายในอนาคต

ดังนั้น การเลือกมาตรการรับมือจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุน อำนาจต่อรองกับคู่ค้า ความอ่อนไหวด้านราคาของลูกค้า และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าแต่ละประเภท

4 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาสภาพคล่อง

แม้ SME จะไม่สามารถกำหนดราคาพลังงานหรือวัตถุดิบในตลาดโลกได้ แต่ยังมีแนวทางบริหารจัดการภายในที่ช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนผันผวนได้

1. แยกต้นทุนให้ชัด ก่อนตัดสินใจลดค่าใช้จ่าย

ผู้ประกอบการควรจัดทำข้อมูลต้นทุนแยกตามสินค้า บริการ ช่องทางขาย และกิจกรรมทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อกำไรมากที่สุด

การลดค่าใช้จ่ายควรเริ่มจากส่วนที่ไม่สร้างมูลค่าให้ลูกค้า เช่น กระบวนการทำงานซ้ำซ้อน การจัดส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือสินค้าคงคลังที่สูงเกินความจำเป็น มากกว่าการลดต้นทุนแบบเหมารวมซึ่งอาจกระทบคุณภาพและยอดขาย

2. เจรจากับซัพพลายเออร์และปรับแผนจัดซื้อ

การเจรจาราคาและเงื่อนไขชำระเงินกับซัพพลายเออร์อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาทั้งส่วนลดตามปริมาณ ระยะเวลาชำระเงิน ค่าขนส่ง และเงื่อนไขการส่งมอบ

สำหรับธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งเดียว การสำรวจแหล่งจัดซื้อสำรองอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนหรือการขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบคุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบก่อนเปลี่ยนแหล่งซื้อ

3. ใช้เทคโนโลยีช่วยควบคุมต้นทุน

ระบบดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ SME สามารถเริ่มจากเครื่องมือที่ช่วยติดตามรายรับรายจ่าย วางแผนสต็อกสินค้า วิเคราะห์ยอดขาย และจัดการคำสั่งซื้อ

ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นแนวโน้มต้นทุนและความต้องการสินค้าได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงจากการสั่งซื้อเกินจำเป็น และช่วยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับยอดขายจริง

หากจะลงทุนในเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ควรประเมินต้นทุนเริ่มต้น ระยะเวลาคืนทุน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง

4. วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า

ธุรกิจที่มีกำไรทางบัญชีอาจยังประสบปัญหาเงินสดได้ หากต้องจ่ายค่าวัตถุดิบก่อน แต่ได้รับชำระเงินจากลูกค้าล่าช้า ผู้ประกอบการจึงควรจัดทำประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน พร้อมทบทวนเป็นระยะ

การติดตามลูกหนี้การค้า กำหนดเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสม และเจรจาระยะเวลาชำระเงินกับคู่ค้าอย่างสมดุล จะช่วยลดช่องว่างระหว่างเงินสดรับและเงินสดจ่ายได้

หากเริ่มเห็นสัญญาณสภาพคล่องตึงตัว ควรประเมินความจำเป็นในการใช้สินเชื่อหรือเจรจาปรับเงื่อนไขหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แทนการรอจนไม่สามารถชำระภาระผูกพันได้ตามกำหนด

ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

นอกเหนือจากราคาวัตถุดิบ ผู้ประกอบการยังจับตาราคาค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การปรับราคาของซัพพลายเออร์ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเงินเฟ้อในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

สำหรับธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงหรือมีการขนส่งสินค้าบ่อย ต้นทุนเหล่านี้อาจส่งผลต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการควรทบทวนเส้นทางขนส่ง รอบการส่งสินค้า การรวมคำสั่งซื้อ และปริมาณสินค้าคงคลัง เพื่อหาจุดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยไม่กระทบการให้บริการ

ผลสำรวจยังพบว่า ค่าไฟฟ้าเป็นภาระหนักหรือหนักมากสำหรับ SME 7.3% ขณะที่ 39.9% ระบุว่าเป็นภาระระดับปานกลาง และ 42.7% มองว่าเป็นภาระในระดับเล็กน้อย โดยธุรกิจขนาดกลางได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มขนาดอื่นตามข้อมูลที่รายงาน

ข้อมูลนี้ชี้ว่า แม้ต้นทุนเดียวกันจะกระทบธุรกิจแต่ละขนาดแตกต่างกัน แต่การติดตามค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรยังเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง

สภาพคล่องเปราะบาง ทำให้ SME ต้องการมาตรการที่เข้าถึงได้จริง

นอกจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการฟื้นฟูกิจการจากผลกระทบของน้ำท่วม ซึ่งเพิ่มความยากในการดำเนินธุรกิจและกลับสู่ภาวะปกติ

สันติชัย ธีรกุลวาณิช ประธานด้านยุทธศาสตร์ของสหพันธ์ SME ไทย ระบุผ่านรายงานที่ The Nation Thailand อ้างอิงว่า การเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่องของ SME อยู่ในภาวะยากลำบากต่อเนื่องมากกว่า 16 ไตรมาส ขณะที่ผลกระทบจากน้ำท่วมยิ่งเพิ่มภาระในการฟื้นฟูกิจการ

ข้อเสนอด้านการช่วยเหลือจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเติมเงินทุนระยะสั้น แต่ควรครอบคลุมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ การปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระต้นทุนพลังงาน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

มาตรการภาครัฐควรมีขั้นตอนที่เข้าถึงง่าย ตรงกับปัญหาของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม และมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้เงินสนับสนุนสามารถช่วยประคองธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

จากการประคองธุรกิจ สู่การสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

ผลสำรวจ SME ครั้งนี้สะท้อนว่า ต้นทุนธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านค่าใช้จ่าย แต่เชื่อมโยงกับกำไร สภาพคล่อง การลงทุน และความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าโดยตรง

ในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการติดตามต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างใกล้ชิด พร้อมเลือกปรับราคาและลดค่าใช้จ่ายตามโครงสร้างธุรกิจ ส่วนในระยะยาว การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การใช้เทคโนโลยี การพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และการขยายตลาด จะช่วยลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ความสามารถในการรับมือต้นทุนผันผวนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการรู้ว่าควรลดอะไร ลงทุนตรงไหน และรักษาทรัพยากรใดไว้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

สำหรับ SME ไทย การเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารต้นทุนด้วยข้อมูลและแผนกระแสเงินสดที่ชัดเจน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและเสริมความสามารถในการแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้สัญญาณผิดปกติ "หุ้น-ทองคำ" และทางรอด SME ไทย 

ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้สัญญาณผิดปกติ "หุ้น-ทองคำ" และทางรอด SME ไทย 

ถอดรหัสเศรษฐกิจโลกผ่านมุมมอง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ กับสัญญาณผิดปกติในตลาดหุ้น-ทองคำ ยุคยุทธศาสตร์ AI และ ‘Mag 7’ เปลี่ยนโลก เผยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ขาดการเติบโต และเสนอ ‘ธนูดอกที่ 3’ ปฏิรูปโครงสร้าง เผยแนวทางฟื้น SME และสร้างสนามแข่งขันเสรี ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

7 นาที
ธนาคารกสิกรไทยคว้ารางวัล 'ผู้นำธนาคารยอดเยี่ยมกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME' จาก The Asian Banker

ธนาคารกสิกรไทยคว้ารางวัล 'ผู้นำธนาคารยอดเยี่ยมกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME' จาก The Asian Banker

ธนาคารกสิกรไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจการเงินลูกค้ารายย่อยและ SME ด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกถึง 2 สาขาจาก The Asian Banker Global Excellence in Retail Finance Awards 2026

4 นาที
I-Richly SME ไทย ผลิตน้ำยารักษ์โลก ราคาเข้าถึงได้ สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาท

I-Richly SME ไทย ผลิตน้ำยารักษ์โลก ราคาเข้าถึงได้ สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาท

I-Richly SME ไทยพลิกโฉมตลาดสินค้า 'รักษ์โลก' ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาทต่อปีจากการเจาะกลุ่มลูกค้าฐานราก

4 นาที
รถไฟฟ้าสายสีส้มกับการพลิกโฉมประตูน้ำสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก

รถไฟฟ้าสายสีส้มกับการพลิกโฉมประตูน้ำสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก

รถไฟฟ้าสายสีส้มกำลังพลิกโฉมย่านประตูน้ำจากศูนย์กลางการค้าดั้งเดิมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมกระตุ้นราคาที่ดินพุ่งสูงถึง 800 ล้านบาทต่อไร่ สร้างโอกาสทองให้ SMEs ภาคบริการและการท่องเที่ยว

5 นาที
ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

5 นาที
กขค. เคาะกติกา Credit Term ใหม่ จ่าย SME ภายใน 30–45 วัน เริ่มมีผล 2 พ.ย. 2569 คุมยืดเวลาชำระเงิน ลดปัญหาสภาพคล่อง

กขค. เคาะกติกา Credit Term ใหม่ จ่าย SME ภายใน 30–45 วัน เริ่มมีผล 2 พ.ย. 2569 คุมยืดเวลาชำระเงิน ลดปัญหาสภาพคล่อง

ภาครัฐยกระดับแนวปฏิบัติ Credit Term เป็นกฎหมาย บังคับธุรกิจรายใหญ่ชำระเงินใน 30-45 วัน หวังปลดล็อกสภาพคล่องระบบกว่า 2 แสนล้านบาท ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 10% ของรายได้ บีบเอกชนปรับกลยุทธ์การเงินใหม่

9 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง