
ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้สัญญาณผิดปกติ "หุ้น-ทองคำ" และทางรอด SME ไทย
ถอดรหัสเศรษฐกิจโลก "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้สัญญาณผิดปกติ "หุ้น-ทองคำ" และทางรอด SME ไทย
ในภาวะที่ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณที่ "ผิดปกติ" อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อราคาทั้ง "หุ้น" (วัดจากดัชนี S&P 500) และ "ทองคำ" ต่างพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์พร้อมกัน สร้างความสับสนให้นักลงทุนและผู้ประกอบการไม่น้อย
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจผ่านเวทีเสวนา ว่านี่คือปรากฏการณ์ใหม่ที่สะท้อนถึงสภาวะ "สภาพคล่องล้นโลก" หรือปริมาณเงินมหาศาลในระบบที่กำลังไหลเข้าดันราคาสินทรัพย์ทุกประเภท
สัญญาณเตือนจากตลาดโลก
นายกรณ์ชี้ว่า ตามปกติ ทองคำคือ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) ที่นักลงทุนจะถือครองเมื่อ "ความกลัว" ชนะ "ความโลภ" แต่การที่ทั้งหุ้น (ความโลภ) และทองคำ (ความกลัว) พุ่งขึ้นพร้อมกัน สะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น
ทัศนคติ "ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" (This time is different) ที่เคยเกิดขึ้นในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ (เช่น วิกฤตดอทคอม หรือวิกฤตซับไพรม์) กำลังกลับมาอีกครั้ง โดยมี "AI" เป็นตัวเอก
ด้วยความไม่แน่นอนนี้ นายกรณ์เปิดเผยว่า เขาได้ตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนส่วนตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงจาก 55% เหลือ 35% เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนที่เขาเชื่อว่ากำลังประจักษ์ชัดมากขึ้น
เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI และ "Mag 7"
การเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ถูกขับเคลื่อนอย่างชัดเจนโดยหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 7 บริษัท หรือ "Magnificent 7" (ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms และ Tesla) ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 10 เท่า ขณะที่หุ้นส่วนที่เหลือในดัชนี S&P 500 เติบโตเพียง 1.5 เท่า
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการปฏิวัติ AI ที่นายกรณ์ย้ำว่า "ของจริง มาแน่" โดยวัดจากอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน ChatGPT ที่เร็วกว่า Facebook หรือ Google ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดถึง 3 เท่า
ที่น่าทึ่งคือ เม็ดเงินลงทุนใน AI กว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาจากภาคเอกชนเกือบทั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบเป็นมูลค่าที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว สูงกว่า "โครงการแมนฮัตตัน" (โครงการสร้างระเบิดปรมาณูของรัฐบาลสหรัฐฯ) ถึง 10 เท่า สัญญาณจากเม็ดเงินนี้ชัดเจนว่า AI กำลังจะเปลี่ยนโลก
โจทย์ใหญ่ประเทศไทย: "ขาดการเติบโต"
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย นายกรณ์ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่น่ากังวล เขากล่าวว่าในสหรัฐฯ ผู้นำตลาดยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่าง GE หรือ Walmart ถูกคลื่นลูกใหม่แซงไปหมดแล้ว แต่ในไทย บริษัทใหญ่ที่ครองตลาดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เช่น ปตท. หรือ SCB ปัจจุบันก็ยังคงเป็นผู้เล่นรายเดิม
นายกรณ์มองว่า นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่เศรษฐกิจไทย "ไม่โต" เพราะขาด "พลวัต" (Dynamism) และการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงสรุปได้ในคำเดียวคือ "เราไม่มียีสต์" (We don't have growth) ไม่ว่าจะเป็นในระดับมหภาค (GDP ไม่โต) หรือระดับครัวเรือน (รายได้ไม่เพิ่ม) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SME
ทางออก: "ธนูดอกที่ 3" เพื่อ SME ไทย
นายกรณ์ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ไทยกับญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดและสังคมสูงวัย โดยนายกฯ อาเบะ ได้ใช้ "นโยบายธนู 3 ดอก" (Abenomics) ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย:
-
นโยบายการเงิน (ผ่อนคลาย QE, ดอกเบี้ยติดลบ)
-
นโยบายการคลัง (อัดฉีดงบประมาณ)
-
การปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform)
นายกรณ์เน้นย้ำว่า "ธนูดอกที่ 3" คือดอกที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในวันนี้
สำหรับ SME ไทย การปฏิรูปโครงสร้างนี้หมายถึงการแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา, ต้นทุนพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างระบบเศรษฐกิจเสรีที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง (a truly free and fair competitive market)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สอดคล้องกับภารกิจของ DBD และ MOC ในการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เพื่อให้ SME และนักลงทุนหน้าใหม่ สามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างยุติธรรม และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ
ในอดีต ประเทศไทยมักจะปฏิรูปตัวเองก็ต่อเมื่อถูกบังคับจากภายนอก เช่น วิกฤต IMF ปี 40 แต่วันนี้ เราไม่สามารถรอให้ใครมาบังคับได้อีกต่อไป
นายกรณ์ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง "กำหนด" การปฏิรูปด้วยตัวเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนไทยและผู้ประกอบการไทยเป็นที่ตั้ง ก่อนที่โลกที่กำลังหมุนเร็วกว่าเดิมด้วย AI จะทิ้งเราไว้ข้างหลัง
มองทิศทางนโนยาบเศรษฐกิจผ่าน "กรณ์ จาติกวณิช" ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับเข็มทิศเศรษฐกิจ ปชป.
การถอดรหัสแนวคิดของนายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมสะท้อนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคฯ ที่กำลัง "ปรับเข็มทิศ" อย่างมีนัยสำคัญ
โดยปกติ พรรคประชาธิปัตย์มักถูกมองว่าดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ "เสรีนิยม" (Liberal) ที่เน้นเสถียรภาพทางการคลังและการส่งเสริมกลไกตลาด แต่สิ่งที่นายกรณ์นำเสนอ โดยเฉพาะ "ธนูดอกที่ 3" (การปฏิรูปโครงสร้าง) และการวิพากษ์เรื่อง "ขาดพลวัต" (Lack of Dynamism) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่หน้าเดิมยังครองตลาดตลอด 20 ปี ชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่เสรีนิยมแบบเดิม
แต่นี่คือแนวคิด "เสรีนิยมที่เน้นการแข่งขันที่เป็นธรรม" (Competitive & Fair Liberalism)
การที่นายกรณ์กลับมามีบทบาทนำในพรรค สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคฯ จะไม่หยุดแค่การ "รักษาเสถียรภาพ" หรือการ "อัดฉีดเงิน" (ธนูดอกที่ 1 และ 2) แต่จะมุ่งเน้นไปที่:
-
การทลายโครงสร้างที่จำกัดการแข่งขัน: หัวใจคือการสร้าง "สนามแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม" (a truly free and fair competitive market) ตามที่นายกรณ์ย้ำ นี่หมายถึงการกล้าที่จะปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ (Deregulation) และที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า (Anti-Trust/Anti-Monopoly) อย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ SME และผู้เล่นหน้าใหม่
-
การเปลี่ยนโฟกัสจาก "ปลาใหญ่" สู่ "ปลาเร็ว": แทนที่จะเน้นการเติบโตผ่านบริษัทขนาดใหญ่ (ที่นายกรณ์ชี้ว่าเริ่ม "อิ่มตัว" และขาดพลวัต) นโยบายจะหันมาส่งเสริม SME และ Start-up ให้เป็น "ยีสต์" (Growth) หรือเครื่องยนต์ตัวใหม่ของการเติบโต โดยเชื่อมโยงกับการปฏิวัติ AI ที่กำลังเกิดขึ้น
-
การปฏิรูปเชิงสถาบัน (ไม่ใช่แค่โครงการ): เน้นการแก้ปัญหาที่รากฐาน เช่น โครงสร้างราคาพลังงาน และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างคนให้ทันโลก AI แทนที่จะเน้นนโยบายช่วยเหลือระยะสั้น
กล่าวโดยสรุป การที่พรรคประชาธิปัตย์มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรองหัวหน้าพรรคและชูแนวคิด "ธนูดอกที่ 3" เป็นธงนำ นี่คือการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยจาก "เศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์หรือผูกขาดโดยกลุ่มทุนเดิม" ไปสู่ "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการแข่งขัน" อย่างแท้จริง
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน
เวียดนามเดินหมากใหญ่ ปรับโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์ ดึงทุนระดับโลก สร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมท้าทายความสามารถแข่งขันของไทยในทศวรรษใหม่

น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 แม้ฐานการผลิตไม่เสียหายเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้าน ชี้ความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นภาษีผลิตภาพที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยทุกปี พร้อมเสนอพลิกกรอบคิดสู่การปกป้องระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน
ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล

TISCO ESU เตือนไทยเสี่ยงผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และนโยบาย America First
TISCO ESU เตือนนโยบาย 'America First' ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงระยะยาวต่อการค้าและการลงทุนของไทย แม้ศาลฎีกาจะสั่งยกเลิกภาษีบางประเภทและปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยแล้วก็ตาม

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายลงทุนเฟสสอง
บีโอไออนุมัติ 3 ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีนและไต้หวันขยายลงทุนเฟสสองกว่า 22,000 ล้านบาทในไทย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมสร้างงานและโอกาสให้ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI-Data Center

Pax Silica: เมื่อสหรัฐฯ จัดตั้งพันธมิตรเทคโนโลยีใหม่ของโลก ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้
กลุ่มพันธมิตร 15 ประเทศที่รวมพลังเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และ AI นี่คือทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย
