อินโดนีเซียตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8% ใช้ AI ดันผลิตภาพ เร่งลงทุนแข่งดึงทุนในอาเซียน

อินโดนีเซียตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8% ใช้ AI ดันผลิตภาพ เร่งลงทุนแข่งดึงทุนในอาเซียน

สรุปประเด็น

  • ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 8%: อินโดนีเซียเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เป้าหมายเติบโต 8% ภายในปี 2029 โดยชูเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องยนต์ใหม่

  • ดัน AI เพิ่มผลิตภาพ: ใช้เทคโนโลยี AI ยกระดับภาคการผลิต โลจิสติกส์ บริการภาครัฐ และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

  • โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน: เร่งขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและพัฒนาศูนย์ข้อมูลรองรับเทคโนโลยี พร้อมดึงดูดการลงทุนผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs)

  • โจทย์ความท้าทายของไทย: สะท้อนการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอาเซียนที่เปลี่ยนจากต้นทุนต่ำสู่เทคโนโลยี ไทยจึงต้องเร่งยกระดับผลิตภาพและเชื่อมโยง Supply Chain

อินโดนีเซียกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการเติบโตสู่ระดับ 8% ภายในปี 2029 โดยวางให้เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการเปลี่ยนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้พึ่งพาผลิตภาพ เทคโนโลยี และการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อาศัยแรงส่งจากการบริโภคหรือการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

รายงาน ASEAN Roundup ของ ThaiPublica วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโต 5.45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 5.8–6.5% ในปี 2027 ก่อนมุ่งสู่เป้าหมาย 8% ในปี 2029 โดยมีเศรษฐกิจดิจิทัล AI และเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นกลไกสำคัญ

คำถามสำคัญคือ อินโดนีเซียจะเปลี่ยนการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร และทิศทางนี้กำลังสร้างโจทย์การแข่งขันอะไรให้กับประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงไทย

เศรษฐกิจดิจิทัล เครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต

รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าให้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมุ่งเพิ่มการลงทุน ยกระดับผลิตภาพ และส่งเสริมการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 6% ในปี 2027

ข้อมูลในรายงาน ThaiPublica ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมสินค้ารวมของเศรษฐกิจดิจิทัลอินโดนีเซีย หรือ Gross Merchandise Value (GMV) อยู่ที่เกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ระบบชำระเงินดิจิทัล QRIS มีผู้ใช้งาน 65.77 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วม 44.86 ล้านราย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสามารถช่วยลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมและเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มจำนวนมากหรือธุรกรรมดิจิทัลเติบโตสูง ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตถึงเป้าหมายที่กำหนด สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจริง

เศรษฐกิจดิจิทัลจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่การซื้อขายออนไลน์ แต่เข้าไปยกระดับผลิตภาพของธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งระบบ

AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ

หนึ่งในเป้าหมายที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญคือการผลักดัน AI ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในภาคการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การขนส่งและโลจิสติกส์ การจัดเก็บภาษี ตลอดจนบริการภาครัฐ

แนวทางนี้สะท้อนการมอง AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สามารถช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับสร้างเนื้อหาหรือช่วยงานสำนักงานเท่านั้น

ในภาคอุตสาหกรรม AI สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักร คาดการณ์ความต้องการสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง ส่วนภาคบริการสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการให้บริการลูกค้าและลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

สำหรับภาครัฐ การนำ AI มาใช้ร่วมกับระบบดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติใบอนุญาตและการให้บริการประชาชน หากมีการออกแบบกระบวนการทำงานและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม

แต่การนำ AI มาใช้ในระดับประเทศยังมีเงื่อนไขสำคัญ ทั้งความพร้อมด้านข้อมูล บุคลากร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถของธุรกิจในการลงทุนและปรับกระบวนการทำงาน

อินโดนีเซียจึงกำหนดเป้าหมายพัฒนาบุคลากรดิจิทัล 9 ล้านคนภายในปี 2030 พร้อมส่งเสริมการฝึกอบรมวิศวกรออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์ 15,000 คนในระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต 

โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ต้องพร้อมรองรับ AI

แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มองไม่เห็นในเชิงกายภาพ แต่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล ระบบสื่อสาร และพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอและมีเสถียรภาพ

อินโดนีเซียจึงให้ความสำคัญกับการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและการพัฒนาศูนย์ข้อมูลควบคู่กัน โดยรายงาน ThaiPublica ระบุถึงแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 70 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนจัดหาพลังงานปี 2025–2034 และการผลักดันโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 กิกะวัตต์พีค

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านพื้นที่ น้ำประปา และระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและธุรกิจดิจิทัล

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือรายงานเกี่ยวกับการเจรจาที่ NVIDIA อาจลงทุนมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเขตการค้าเสรีบาตัม (Batam) โดยข้อมูลดังกล่าวในรายงานเป็นสถานะการเจรจา ไม่ใช่การยืนยันว่าการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะประเทศที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงพลังประมวลผล พลังงาน และบุคลากรที่จำเป็นได้ในต้นทุนที่แข่งขันได้

เขตเศรษฐกิจพิเศษ เร่งเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นการเติบโต

นอกจากเศรษฐกิจดิจิทัล อินโดนีเซียยังเร่งพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) เพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน

ข้อมูลจาก ThaiPublica ระบุว่า รัฐบาลมองเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการเติบโต 8% โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการลงทุน หรือค่า ICOR ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างเงินลงทุนกับผลผลิตส่วนเพิ่ม

ตามข้อมูลในรายงาน ค่า ICOR ของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 6.1 ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 4 ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นสัญญาณของประสิทธิภาพการลงทุนที่สูงกว่า

ในด้านผลลัพธ์ รายงานระบุว่า การลงทุนสะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่ปี 2012 จนถึงเดือนกันยายน 2026 มีมูลค่า 382.1 ล้านล้านรูเปียห์ สร้างการจ้างงาน 302,262 คน และมีหน่วยธุรกิจเข้าร่วม 509 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลสะสมในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นผลลัพธ์จากนโยบาย AI โดยตรง เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท

ในเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้นเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน และสามารถดึงดูดธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนโครงการลงทุนหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเท่านั้น

ดึงดูดเงินทุน ต้องรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วย

อีกด้านหนึ่งที่อินโดนีเซียกำลังเร่งดำเนินการคือการปฏิรูปตลาดทุน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและสถานะการเป็นตลาดเกิดใหม่

รายงาน ThaiPublica ระบุว่า Morgan Stanley Capital International (MSCI) เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไปเป็นตลาดเดี่ยว (Standalone Market) โดยในช่วงที่รายงานเผยแพร่ ยังไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ประเด็นดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนอินโดนีเซียเร่งผลักดันการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ สภาพคล่อง และความโปร่งใสของตลาด

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดึงดูดเงินลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของตลาดทุน ความชัดเจนของข้อมูล และความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อระบบเศรษฐกิจ

หากประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้ แต่ตลาดทุนยังเผชิญข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสหรือความสะดวกในการลงทุน ก็อาจเป็นข้อจำกัดต่อการระดมทุนและการขยายธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน

บทเรียนสำหรับไทย เมื่อการแข่งขันในอาเซียนไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน

ทิศทางของอินโดนีเซียเป็นสัญญาณให้ประเทศในอาเซียนต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนด้าน AI ศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ และบริการดิจิทัลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

สำหรับไทย มีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างน้อย 3 ด้าน

1. เปลี่ยนการใช้ AI ให้เป็นผลิตภาพที่วัดผลได้

การส่งเสริม AI ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานหรือการจัดอบรม แต่ควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ เช่น การลดต้นทุนต่อหน่วย การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดเวลาส่งมอบสินค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

2. วางแผนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานให้สอดคล้องกัน

การดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงต้องอาศัยไฟฟ้าที่เพียงพอ ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการ การวางแผนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจึงควรเดินควบคู่กับยุทธศาสตร์การลงทุน

3. เชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทย

หากต้องการให้การลงทุนสร้างผลประโยชน์ในประเทศ ธุรกิจไทยต้องมีโอกาสเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การให้บริการด้านเทคนิค ไปจนถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชันดิจิทัล การพัฒนาทักษะและมาตรฐานของผู้ประกอบการจึงสำคัญไม่แพ้การดึงดูดเงินทุน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยควรแข่งขันด้วยการตั้งเป้าเติบโต 8% ตามอินโดนีเซียโดยตรง เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ ขนาดตลาด และข้อจำกัดแตกต่างกัน แต่ไทยสามารถใช้ทิศทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาในการกำหนดเป้าหมายด้านผลิตภาพและคุณภาพการลงทุนให้ชัดเจนขึ้น

บทสรุป: เป้าหมาย 8% ต้องอาศัยมากกว่าเทคโนโลยี

อินโดนีเซียกำลังวาง AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ใหม่เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการปฏิรูปตลาดทุนเป็นองค์ประกอบสนับสนุน

แต่การตั้งเป้าหมายการเติบโตสูงไม่ได้รับประกันว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นตามแผน ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นผลิตภาพ สร้างงานที่มีมูลค่าสูง และทำให้ธุรกิจในประเทศได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

สำหรับไทย บทเรียนสำคัญไม่ใช่การแข่งกันประกาศเป้าหมายการเติบโตให้สูงกว่าใคร แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้เงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

ข้อมูลอ้างอิง:

  • ThaiPublica — “ASEAN Roundup อินโดนีเซียเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจโต 8%” เผยแพร่วันที่ 25 ตุลาคม 2569

    thaipublica.org/2026/10/asean-weekly-roundup-377/

  • ANTARA News — แหล่งข่าวที่ ThaiPublica เชื่อมโยงในประเด็นภาวะเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจดิจิทัล และการประยุกต์ใช้ AI ของอินโดนีเซีย

    en.antaranews.com/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

เจาะลึกยุทธศาสตร์การทูตไทยต่อจีนเพื่อบริหารความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน ผ่านการชี้ให้เห็นต้นทุนของ Conflict of Choice ที่กระทบต่อผลประโยชน์จีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หนุนระบบตรวจสอบโดยอาเซียน เพื่อยกระดับไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

19 นาที
จีนเผย การเติบโตของมูลค่าข้อมูลเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แผนปฏิบัติการ 3 ปี

จีนเผย การเติบโตของมูลค่าข้อมูลเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แผนปฏิบัติการ 3 ปี

จีนเผยความคืบหน้าแผนปฏิบัติการ 3 ปี ยกระดับ “ข้อมูล” เป็นปัจจัยการผลิตใหม่ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง ปี 2025 ปริมาณการใช้ข้อมูลแตะ 1.67 เซตตาไบต์ มูลค่าซื้อขายข้อมูลเพิ่มเกือบ 40% สะท้อนบทบาท Data Economy ในการขับเคลื่อนการเติบโตคุณภาพสูงของจีน

3 นาที
TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) แต่งตั้ง ยอด ชินสุภัคกุล เป็นนายกสมาคมฯ พร้อมจับมือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมกรอบความร่วมมือป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมุ่งยกระดับการคัดกรองร้านค้า (KYM) เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและเสริมความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

5 นาที
เวียดนามชู 3 เป้าหมายอาเซียน 2045: จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดทิศทางโลก

เวียดนามชู 3 เป้าหมายอาเซียน 2045: จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดทิศทางโลก

เวียดนามขึ้นเวที ASEAN Future Forum 2026 ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 ชูแนวคิด "เอกภาพบนความหลากหลาย" พร้อมผลักดัน 3 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ จากการเป็นสมอแห่งความไว้วางใจ ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และการวัดความสำเร็จด้วยคุณภาพชีวิตของประชาชน

9 นาที
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญบททดสอบใหญ่ จับตาผลประกอบการ Big Tech และทิศทางดอกเบี้ย Fed

หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญบททดสอบใหญ่ จับตาผลประกอบการ Big Tech และทิศทางดอกเบี้ย Fed

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สัปดาห์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังนักลงทุนเตรียมรับผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทั้ง Alphabet, Microsoft และ Amazon ควบคู่กับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

9 นาที
‘ทรัมป์’ เก็บภาษีนำเข้ารถ 25% กระทบลูกโซ่ ไทย - อาเซียน เสี่ยงถูกภาษีตอบโต้

‘ทรัมป์’ เก็บภาษีนำเข้ารถ 25% กระทบลูกโซ่ ไทย - อาเซียน เสี่ยงถูกภาษีตอบโต้

ทำเนียบขาวประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ต่างชาติ 25% มีผล 3 เม.ย.นี้ อ้างปกป้องความมั่นคงอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน ส่อส่งผลกระทบลูกโซ่ถึงภูมิภาคอาเซียน ไทยเสี่ยง เพราะส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนไปสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์

6 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง