
KKP ชี้ AI เปลี่ยนวัฏจักรการลงทุน จากชิปสู่โครงสร้างพื้นฐาน เปิดโอกาสไทยรับ FDI ระลอกใหม่
สรุปประเด็น
การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเดินเข้าสู่อีกช่วงสำคัญ จากเดิมที่ความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกกระจุกตัวอยู่กับการพัฒนาชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนกำลังขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการประมวลผลและรองรับระบบ AI ในวงกว้าง ตั้งแต่ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงระบบ Connectivity
มุมมองดังกล่าวมาจากบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ซึ่งมองว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการลงทุนครั้งนี้อาจเปิดโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ และเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น
AI ไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะ "ชิป" อีกต่อไป แต่กำลังสร้างระบบนิเวศใหม่ตั้งแต่พลังงาน–Data Center–อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์–ระบบรับส่งข้อมูล–ห่วงโซ่การผลิต
จาก AI Chip สู่ AI Infrastructure เมื่อโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นสนามลงทุนใหม่
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะการให้บริการ AI ขนาดใหญ่ต้องอาศัยทั้งกำลังประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล การเชื่อมต่อความเร็วสูง และพลังงานจำนวนมาก
KKP มองว่า AI Infrastructure จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และ Connectivity รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านข้อมูลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
การเปลี่ยนโฟกัสนี้มีความหมายต่อประเทศที่มีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว เพราะโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่ผลิตชิปโดยตรง แต่ยังครอบคลุมผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่อยู่ใน Downstream ของ AI และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน
สำหรับไทย นี่จึงเป็นโจทย์ของการต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมไปสู่กิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น
ไทยมีฐานเดิมอะไรบ้างสำหรับรับคลื่นลงทุน AI
หนึ่งในจุดที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเชื่อมต่อกับห่วงโซ่ AI คือการมีฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุตสาหกรรม PCB, HDD และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
KKP ระบุว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Downstream ของ AI มีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว และการลงทุนจากต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยยังมีฐานการผลิต HDD ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถต่อยอดไปยังห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลและ Data Infrastructure ได้
ในอีกด้านหนึ่ง BOI ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ Optical Transceiver, PCB, AI Server, HDD ความจุสูง อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีมูลค่ารวมกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนจริงทั้งหมดในช่วงดังกล่าว [1]
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่กำลังเชื่อมโยงกับภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยโดยตรง
FDI ระลอกใหม่ อาจไม่ได้มาในรูป "โรงงานชิป" เพียงอย่างเดียว
เมื่อพูดถึงการลงทุนเทคโนโลยี หลายคนอาจนึกถึงโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ทิศทางการลงทุน AI ที่เปลี่ยนไปทำให้ภาพของ FDI มีความหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุม:
- Data Center
- ระบบไฟฟ้าและพลังงาน
- ระบบทำความเย็น
- อุปกรณ์สื่อสาร
- Optical Transceiver
- PCB
- AI Server
- ระบบจัดเก็บข้อมูล
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
นั่นหมายความว่าโอกาสของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเป็นฐานการผลิตและซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ AI Infrastructure ด้วย
การแข่งขันเพื่อดึง FDI รอบใหม่จึงไม่ได้วัดกันเฉพาะว่า "ใครมีโรงงานชิป" แต่รวมถึงว่าใครมีระบบนิเวศการผลิต พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเออร์ที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
โจทย์ใหญ่ของไทย คือเปลี่ยน "ฐานการผลิต" สู่ "ฐานเทคโนโลยี"
แม้ประเทศไทยจะมีฐานการผลิตเดิมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ แต่การดึงดูด FDI เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรในประเทศ
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของ BOI ที่กำหนดการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงให้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมุ่งต่อยอดกิจกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น OSAT, IC Design และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศที่รองรับการลงทุนในระยะยาว
ดังนั้นโจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียง "ดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ" แต่คือการทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น ทั้งในด้าน Local Content การจ้างงานทักษะสูง R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ผลิตไทย
SME ไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ AI
โอกาสจาก AI Infrastructure อาจเริ่มต้นจากบริษัทขนาดใหญ่ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถขยายไปยังผู้ประกอบการรายอื่นใน Supply Chain ได้ หากเกิดการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการในประเทศ กลุ่มที่มีโอกาสเกี่ยวข้อง ได้แก่:
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- ระบบอัตโนมัติ
- วิศวกรรม
- ระบบไฟฟ้า
- ระบบทำความเย็น
- โลจิสติกส์
- การบำรุงรักษา
- ซอฟต์แวร์
- บริการด้านเทคนิค
อย่างไรก็ตาม การที่ SMEs จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้จำเป็นต้องยกระดับทั้งมาตรฐาน คุณภาพ ความสามารถทางเทคนิค ระบบข้อมูล และศักยภาพในการผลิต เพื่อให้สามารถผ่านเกณฑ์ของบริษัทข้ามชาติและก้าวขึ้นเป็น Supplier ในระดับที่สูงขึ้น
นี่จึงเป็นจุดที่นโยบาย FDI สามารถเชื่อมต่อกับการพัฒนาผู้ประกอบการไทยได้โดยตรง
พลังงานและบุคลากร ตัวแปรสำคัญของ AI Infrastructure
อีกสองปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการลงทุน AI คือพลังงานและบุคลากร
Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ขณะที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญกับต้นทุน พลังงานสะอาด และความสามารถในการรองรับการขยายตัวของระบบ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง ตั้งแต่วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ Data Center ไปจนถึงการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี
ร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของไทยจึงวางทั้งการพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด และการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
จาก "โอกาส FDI" สู่การยกระดับเศรษฐกิจไทย
มุมมองของ KKP สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก นั่นคือ AI กำลังสร้างความต้องการลงทุนเกินกว่าตัวเทคโนโลยี AI เอง และกำลังขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมสนับสนุนในวงกว้าง
สำหรับประเทศไทย โอกาสจึงอยู่ที่การใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตเดิม แล้วเชื่อมต่อเข้ากับ AI Infrastructure, Semiconductor และ Advanced Electronics ให้ลึกขึ้น
แต่การคว้าโอกาสนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ FDI เพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน บุคลากรทักษะสูง ระบบนิเวศการวิจัยและพัฒนา และผู้ประกอบการไทยที่สามารถเชื่อมเข้าสู่ Global Supply Chain
เพราะเป้าหมายระยะยาวไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็น "ฐานรับการลงทุน" แต่คือการยกระดับไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และต่อยอดขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยได้ในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
- ThaiPR.NET. (2026, September 14). KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ ย้ายโฟกัสสู่ "โครงสร้างพื้นฐาน" เปิดโอกาสทองภาคการผลิตไทยคว้าเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่. https://www.thaipr.net/finance/3759621
- Newswit.com. (2026, กันยายน 14). KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ ย้ายโฟกัสสู่ "โครงสร้างพื้นฐาน" เปิดโอกาสทองภาคการผลิตไทยคว้าเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่. Newswit.com. https://www.newswit.com/th/ieklufhf6wl4358oksvpziouucve2c7a
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทย-เกาหลีใต้ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ หนุนเศรษฐกิจนวัตกรรม
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้กำลังร่วมกันผลักดันการพัฒนา เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

Nvidia เตรียมขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI กว่า 15% สัญญาณที่บอกว่าต้นทุน AI Infrastructure กำลังแพงขึ้นอีกระลอก
Nvidia เตรียมปรับราคาเซิร์ฟเวอร์ AI Vera Rubin และ Grace Blackwell ขึ้นกว่า 15% ในต้นปีหน้า หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่ง กระทบห่วงโซ่ Microsoft Google Oracle พร้อมประกาศผล Q2 26 ส.ค. นี้

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
TDRI เตือนการลงทุน Data Center อาจได้ไม่คุ้มเสีย เหตุใช้ทรัพยากรสูงแต่จ้างงานต่ำ เสนอโมเดลพัฒนาใหม่เน้นสร้างงานคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อก้าวข้ามโลกเก่า

ไทยดึงคำขอลงทุน 'ชิป-อิเล็กทรอนิกส์' ราว 9 แสนล้านบาท รับผู้ผลิตปรับห่วงโซ่อุปทาน
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พุ่งแตะ 9 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกที่เดินหน้าปรับโครงสร้างและย้ายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ขยายตัวแรงขานรับกระแส AI ยานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์
