
ไทย-เกาหลีใต้ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ หนุนเศรษฐกิจนวัตกรรม
สรุปประเด็น
-
วมมือพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์: ไทยและเกาหลีใต้ร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
-
ยกระดับงานวิจัยขั้นสูง: เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. (สวทช. และนาโนเทค) กับสถาบัน SKKU-SAINT เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีฐานรากแห่งอนาคต
-
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน: มุ่งหนุนอุตสาหกรรม AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ สอดรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่จะเติบโตแบบ K-Shape
-
ผลักดันไทยสู่ฮับ Deep Tech: สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "Siam Silica" และโครงการ "ชิปแห่งชาติ" เพื่อดันไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงในอาเซียน
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้กำลังร่วมกันผลักดันการพัฒนา เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ความร่วมมือครั้งนี้ได้หารือกันในระดับนโยบายระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กับสถาบัน SKKU-SAINT จากสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาโฟโตนิกส์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "เทคโนโลยีฐานรากแห่งอนาคต" ที่จะเข้ามาตอบสนองความต้องการและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
การพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตนิกส์จะส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตแบบ K-Shape โดยมี GDP และการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากการลงทุนจากต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว โฟโตนิกส์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการผลิตและบริการ
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "Siam Silica" และโครงการ "ชิปแห่งชาติ" ที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Deep Tech Hub ของภูมิภาคอาเซียน การลงทุนในเทคโนโลยีฐานรากเช่นโฟโตนิกส์ ไม่เพียงแต่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเดิม ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในระยะยาว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนและองค์กรขนาดใหญ่ที่กำลังมองหาการขยายฐานธุรกิจในอุตสาหกรรมอนาคต
เกี่ยวกับสถาบันวิจัยนาโนเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน
สถาบันวิจัยนาโนเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน หรือ SKKU Advanced Institute of Nano Technology (SAINT) เป็นสถาบันวิจัยระดับแนวหน้าของสาธารณรัฐเกาหลีที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน (SKKU) และการสนับสนุนจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung
สถาบันแห่งนี้มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับลึก (Deep Tech) โดยเฉพาะในด้านนาโนเทคโนโลยี นาโนวัสดุ เคมีนาโน อุปกรณ์นาโน รวมถึงวิทยาศาสตร์พลังงานและเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ยานยนต์อัจฉริยะ และเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ SAINT ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยระดับนานาชาติ รวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของประเทศไทย เพื่อยกระดับงานวิจัยขั้นสูงและเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ข้อมูลอ้างอิง:
- NSTDA Thailand. (2569, 8 กรกฎาคม). กระทรวง อว. โดย สวทช.-นาโนเทค หารือ SKKU-SAINT สาธารณรัฐเกาหลี ยกระดับความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเน้น "โฟโตนิกส์" เทคโนโลยีฐานรากแห่งอนาคตเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสา#สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. Instagram. https://www.instagram.com/p/DajrrVwk0ZA/
- KSecurities. (2569, 6 กรกฎาคม). KS : ส.อ.ท. ระบุเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตแบบ K-Shape โดย GDP และการส่งออกที่ขยายตัวได้แรงจากการลงทุนต่างชาติในกลุ่ม AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการผลิตไทย โดยเฉพาะ SMEs และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยังเผชิญกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% จากต้นทุนสูงและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งยกระดับศักยภาพแรงงาน วางโรดแมปพลังงาน และสนับสนุนกา. Instagram. https://www.instagram.com/p/DaeOSJEyXS8/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จิ๊กซอว์ AI เกษตรไทย: ผลิตให้มากขึ้น ปล่อยคาร์บอนน้อยลง ตีตลาดมูลค่าสูงทั่วโลก
เมื่อตลาดเกษตรโลกแข่งกันด้วยความโปร่งใสและคาร์บอนฟุตพรินท์ ไม่ใช่แค่ “ราคาถูก” อีกต่อไป AI จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเพิ่มผลผลิต ลดการปล่อยคาร์บอน และเล่าเรื่องข้อมูลได้ครบเพื่อตีตลาดมูลค่าสูงทั่วโลก

หวังอี้พบปะหารือสีหศักดิ์ หนุนจีน-ไทยร่วมปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก
หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน พบหารือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นอกรอบการประชุม UNSC ที่นิวยอร์ก ย้ำความร่วมมือจีน-ไทยในการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก สนับสนุนบทบาทสหประชาชาติ พร้อมผลักดันประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน และส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

จากคู่แข่งสู่คู่ค้าอันดับหนึ่ง: เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ร่วมไทย-เวียดนามเพื่อครองตลาดอาเซียนในทศวรรษหน้า
ในโลกการค้ายุคใหม่ที่เผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รูปแบบการแข่งขันแบบแพ้-ชนะ (Zero-Sum Game) กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวคิด "การร่วมมือเพื่อเติบโต" (Co-opetition) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภูมิภาคอาเซียนคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย และ เวียดนาม

CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้
ขณะที่ไทยกำลังเจรจา FTA กับ EU อยู่นั้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ CBAM และ EUDR อาจกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่กว่าภาษีนำเข้าเสียอีก ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเข้าใจและเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation
ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

วิกฤตการณ์ที่หยุดการเติบโตของประเทศไทย: วิเคราะห์บาดแผลปี 2540 สู่กับดักปัจจุบันผ่านมุมมองต่างชาติ
วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจไทยผ่านมุมมองต่างชาติ ที่สะท้อนบาดแผลจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สู่โครงสร้างการผูกขาด ความเหลื่อมล้ำที่ติดอันดับโลก ปัญหาสังคมสูงวัยแบบแก่ก่อนรวย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ จนเปรียบเสมือนตึกร้างสาทรยูนีคที่หยุดชะงักและขาดความกล้าที่จะเติบโตต่อ