ปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ลดความเหนื่อยล้าสะสม เพิ่มพลังในการทำงาน

ปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวระหว่างวัน ลดความเหนื่อยล้าสะสม เพิ่มพลังในการทำงาน

สรุปประเด็น

  • ตัดวงจรการนั่งนานด้วย Movement Break: การนั่งทำงานต่อเนื่องทำลายพลังงาน ควรแทรกช่วงพักขยับร่างกายสั้นๆ สม่ำเสมอเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ

  • ปรับกิจวัตรประจำวันให้มีการเคลื่อนไหว: เปลี่ยนกิจกรรมเล็กๆ เช่น ยืนคุยโทรศัพท์ ใช้บันได หรือเดินไปเติมน้ำ ให้เป็น Everyday Physical Activity

  • ยืดเหยียดลดความตึง คอ บ่า ไหล่: ใช้ท่าง่ายๆ เช่น หมุนหัวไหล่ ยืดคอด้านข้าง และเหยียดขา เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากการทำงานหน้าจอ

  • ใช้การหายใจและยืดตัวเป็นจังหวะ Reset: ลุกขึ้นยืน ปรับท่าทางให้ตัวตรง พร้อมฝึกหายใจยาวๆ เพื่อลดความเครียดและเพิ่มความสดชื่น

  • สร้างสภาพคล่องทางร่างกายและองค์กร: จัดสภาพแวดล้อมพื้นที่ทำงาน และส่งเสริมวัฒนธรรม Active Workday เพื่อเพิ่ม Productivity อย่างยั่งยืน

เคยไหม? แม้จะนอนหลับครบหลายชั่วโมง ดื่มกาแฟแก้วโปรดในตอนเช้า แต่พอเข้าสู่ช่วงบ่ายกลับรู้สึก สมองตื้อ ไม่มีสมาธิ และหมดพลังในการทำงาน ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตระหว่างวัน โดยเฉพาะการนั่งทำงานในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

สำหรับคนทำงานที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง การ “พัก” จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหยุดงานเป็นเวลานานเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจาก การแทรกการเคลื่อนไหวสั้นๆ ระหว่างวัน เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ลดความตึงตัวของร่างกาย และช่วยให้กลับมาโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น

การฟื้นฟูพลังระหว่างวันอาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน เพียงเปลี่ยนจาก “นั่งต่อเนื่อง” เป็น “ขยับอย่างสม่ำเสมอ” ก็ช่วยสร้างจังหวะการทำงานที่สมดุลขึ้นได้

ตัดวงจรการนั่งนานด้วย Movement Break

หนึ่งในพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในชีวิตการทำงานยุคดิจิทัลคือ การนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะมีช่วงออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่หากตลอดทั้งวันแทบไม่ได้ขยับร่างกายเลย ก็ยังถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ควรปรับ

วิธีง่ายที่สุดคือการสร้าง Movement Break หรือช่วงพักเพื่อขยับร่างกายสั้นๆ เป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องกำหนดตายตัวว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด แต่ควรหลีกเลี่ยงการนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาจเริ่มจากการลุกขึ้นเดินไปเติมน้ำ เดินไปรับเอกสาร ยืดตัว หรือเดินรอบโต๊ะทำงานสักครู่ โดยเฉพาะหลังจากทำงานที่ต้องใช้สมาธิเป็นเวลานาน

สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอมากกว่าความหนักของกิจกรรม เพราะเป้าหมายของ Movement Break คือการทำลายช่วงเวลาที่ร่างกายอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป และสร้างจังหวะให้เราได้เปลี่ยนอิริยาบถตลอดวัน

เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้เป็นโอกาสในการขยับ

การเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงออกกำลังกายในฟิตเนส แต่สามารถแทรกอยู่ในกิจกรรมเล็กๆ ตลอดวันได้ ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า กิจกรรมทางกายระหว่างวัน (Everyday Physical Activity)

ลองเปลี่ยนกิจวัตรบางอย่างให้ต้องใช้การเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น

  • ยืนหรือเดินระหว่างคุยโทรศัพท์ หากไม่จำเป็นต้องนั่งหน้าจอ

  • เดินไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ในเรื่องที่สามารถสื่อสารกันได้โดยตรง แทนการส่งข้อความทุกครั้ง

  • เลือกใช้บันได เมื่อจำนวนชั้นและสภาพร่างกายเอื้ออำนวย

  • เดินไปเติมน้ำเป็นระยะ แทนการวางขวดน้ำไว้ใกล้ตัวตลอดทั้งวัน

  • กำหนดช่วงเดินสั้นๆ ระหว่างงาน เช่น เดินก่อนเริ่มประชุมหรือหลังจบการประชุมออนไลน์

เมื่อการขยับตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร ก็จะลดการพึ่งพา “แรงจูงใจ” ในการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายไม่ใช่การออกกำลังกายให้หนักขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่คือการทำให้ร่างกายมีโอกาสเคลื่อนไหวมากขึ้นตลอดทั้งวัน

คลายคอ บ่า ไหล่ ด้วยท่าง่ายๆ ระหว่างทำงาน

การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งหน้าจอ อาจทำให้เกิดความตึงหรือไม่สบายบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และหลัง ได้ การเปลี่ยนอิริยาบถและยืดเหยียดเบาๆ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ระหว่างวันได้

ตัวอย่างท่าที่ทำได้ง่าย ได้แก่

หมุนหัวไหล่
นั่งหรือยืนหลังตรง ค่อยๆ หมุนหัวไหล่ไปด้านหลังเป็นวงกลมประมาณ 5–10 ครั้ง จากนั้นสลับทิศทาง โดยไม่ต้องออกแรงมาก

ยืดคอด้านข้าง
นั่งหลังตรง เอียงศีรษะไปด้านหนึ่งอย่างช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อย ค้างไว้ประมาณ 10–15 วินาที แล้วสลับข้าง ไม่ควรกดหรือดึงศีรษะแรงจนรู้สึกเจ็บ

เหยียดขา
ขณะนั่งเก้าอี้ เหยียดขาออกไปด้านหน้าอย่างช้าๆ สลับซ้าย–ขวา เพื่อเปลี่ยนท่าทางและลดความรู้สึกตึงจากการนั่งท่าเดิม

หลักสำคัญคือ ยืดในระดับที่รู้สึกสบาย ไม่ฝืน และหยุดทันทีหากมีอาการเจ็บ เวียนศีรษะ หรือผิดปกติ

ใช้การหายใจและการยืดตัวเป็นจังหวะ Reset

เมื่อทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเหนื่อยล้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทางร่างกาย แต่ยังอาจมาพร้อมกับความเครียดและความรู้สึกว่าต้องจดจ่อกับงานตลอดเวลา

การหยุดพักสั้นๆ พร้อม จัดท่าทางให้ตัวตรง ผ่อนคลายไหล่ และหายใจอย่างช้าๆ สามารถใช้เป็นช่วง Reset ก่อนกลับเข้าสู่งานได้

ลองลุกขึ้นยืน วางเท้าให้มั่นคง ผ่อนหัวไหล่ลง สูดหายใจเข้าอย่างช้าๆ และหายใจออกยาวขึ้น ทำซ้ำประมาณ 3–5 รอบ พร้อมกับยืดแขนหรือเปิดช่วงอกเบาๆ

เป้าหมายของวิธีนี้ไม่ใช่การ “เติมออกซิเจนเข้าสมอง” แบบทันทีตามที่มักกล่าวอ้างกัน แต่คือการ เปลี่ยนท่าทาง ลดความตึง และสร้างช่วงพักจากการจดจ่อกับงาน ซึ่งสามารถช่วยให้รู้สึกพร้อมกลับไปทำงานต่อมากขึ้น

ออกแบบโต๊ะทำงานให้ “บังคับตัวเองให้ขยับ”

พฤติกรรมที่ดีมักเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อสภาพแวดล้อมสนับสนุน ดังนั้น แทนที่จะอาศัยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว ลองออกแบบพื้นที่ทำงานให้เอื้อต่อการเปลี่ยนอิริยาบถ

เริ่มจากการจัด จอภาพและเก้าอี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ลดการก้มคอหรือเอื้อมตัวผิดท่า หากมีความพร้อม อาจใช้โต๊ะที่สามารถปรับระดับเพื่อสลับระหว่างการนั่งและยืนได้

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วิธีง่ายๆ เช่น วางแก้วน้ำหรือเอกสารบางอย่างไว้ห่างจากตัวในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างเหตุผลให้ต้องลุกขึ้นหรือขยับตัวเป็นระยะ

อีกวิธีหนึ่งคือใช้ Reminder หรือ Calendar ตั้งเตือนให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างช่วงการทำงาน หรือกำหนดกติกาให้ตัวเองว่า หลังจบการประชุมออนไลน์แต่ละครั้งจะลุกเดินสั้นๆ ก่อนเริ่มงานชิ้นถัดไป

สร้าง “Active Workday” ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

สำหรับองค์กร การลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่ควรเป็นความรับผิดชอบของพนักงานเพียงคนเดียว แต่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวได้ เช่น การประชุมแบบเดิน (Walking Meeting) ในกรณีที่เหมาะสม การมีพื้นที่พักที่สามารถลุกเดินได้ หรือการส่งเสริมให้พนักงานพักสายตาและเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างงานที่ต้องใช้หน้าจอเป็นเวลานาน

แนวคิดสำคัญคือไม่ควรทำให้ “การพัก” ถูกมองว่าเป็นเวลาที่สูญเสียไปจาก Productivity เพราะการพักสั้นๆ ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้พนักงานกลับมาทำงานด้วยความสดชื่นและมีสมาธิมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเหนื่อยล้าต่อเนื่องแม้จะพักผ่อนเพียงพอ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ใจสั่น เวียนศีรษะผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ เพราะความเหนื่อยล้าอาจเกิดจากปัจจัยด้านสุขภาพอื่นที่ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว

จาก “พักเมื่อหมดแรง” สู่การสร้างจังหวะการทำงานที่สมดุล

ความเหนื่อยล้าระหว่างวันอาจไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดงานทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณให้กลับมาทบทวนว่า เราใช้ร่างกายอย่างไรระหว่างการทำงาน

การลุกขึ้นเดินสั้นๆ การเปลี่ยนอิริยาบถ การยืดกล้ามเนื้อ การจัดพื้นที่ทำงาน และการสร้างช่วงพักระหว่างงาน ล้วนเป็นการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนตารางชีวิตครั้งใหญ่

สุขภาพที่ดีระหว่างวันไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการสะสม “การเคลื่อนไหวเล็กๆ” ตลอดทั้งวัน

เมื่อการขยับตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Work Routine การทำงานก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน แต่สามารถกลายเป็น Active Workday ที่ช่วยให้เราบริหารทั้งงาน พลังงาน และคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน

ข้อมูลอ้างอิง:

  • สุรเดช พันธุ์ลี. (2565, 22 มิถุนายน). นั่งเนือยนิ่ง พฤติกรรมเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและน้ำตาลในเลือดสูง. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://www.chula.ac.th/highlight/76229 
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2564, 15 มีนาคม). ถึงเวลาเลิกพฤติกรรมเนือยนิ่ง เสริมแกร่งร่างกายห่างไกลโรค. ศูนย์วิชาการและสื่อการเรียนรู้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. https://resourcecenter.thaihealth.or.th/content-detail/3594 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกราะป้องกันความเหนื่อยล้า: ยุทธศาสตร์ดูแลใจให้ยืนระยะในโลกธุรกิจ

เกราะป้องกันความเหนื่อยล้า: ยุทธศาสตร์ดูแลใจให้ยืนระยะในโลกธุรกิจ

ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันที่สูงลิ่ว ผู้นำองค์กรและคนทำงานออฟฟิศระดับสูงต่างต้องแบกรับภาระหน้าที่การตัดสินใจที่หนักหน่วงและการทำงานที่แข่งกับเวลา ภาระอันยิ่งใหญ่นี้มักตามมาด้วยสภาวะความเครียดสะสมและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์

8 นาที
สูตรลับฟื้นฟูพลังกายใน 5 นาที: ยืดเหยียดข้างโต๊ะทำงานเพื่อคืนความสดชื่นให้สมอง

สูตรลับฟื้นฟูพลังกายใน 5 นาที: ยืดเหยียดข้างโต๊ะทำงานเพื่อคืนความสดชื่นให้สมอง

เคยไหมที่นั่งทำงานไปจนถึงช่วงบ่ายแล้วรู้สึกตื้อ คิดงานไม่ออก สมองเริ่มล้าตึงจนกลายเป็นภาวะ สมองตื้อ (Brain Fog) อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากล้ามเนื้อกำลังมีกรดแลกติกสะสม และระบบไหลเวียนเลือดเริ่มติดขัดเนื่องจากการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน

7 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง