
Mindset ผู้บริหาร: เปลี่ยนความเครียดเป็นพลังขับเคลื่อนความสำเร็จ
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ในโลกของการทำงานและการบริหารจัดการที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง ความกดดันและความเครียดเปรียบเสมือนเงาตามตัวของผู้บริหารระดับสูง หัวหน้างาน และคนทำงานรุ่นใหม่ หลายคนพยายามมองหาหนทางในการกำจัดความเครียดออกไปให้หมดสิ้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความเครียดไม่ใช่ศัตรูที่ต้องทำลายเสมอไป หากแต่เป็นพลังงานดิบที่รอการจัดสรรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเชิงบวก
หากผู้บริหารสามารถปรับเปลี่ยนมุมมอง (Mindset) และมีกลยุทธ์การจัดการที่ถูกต้อง ความเครียดเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนสถานะจาก "ตัวบั่นทอนสุขภาพ" ให้กลายเป็น "เชื้อเพลิงชั้นยอด" ที่ช่วยยกระดับการทำงานและนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่เหนือกว่าเดิมได้อย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกจิตวิทยาการบริหารความเครียดของผู้บริหาร พร้อมแนวทางปฏิบัติเชิงลึกในการเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพกายและใจของคุณ
ปรับมุมมองใหม่เพื่อเปลี่ยนความตึงเครียดให้เป็นแรงผลักดัน
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลังขับเคลื่อนคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของระบบประสาท ความเครียดไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่นักจิตวิทยาแบ่งความเครียดออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ความเครียดเชิงบวก (Eustress) และ ความเครียดเชิงลบ (Distress) ความเครียดเชิงบวกคือความตึงเครียดในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเราเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การนำเสนองานสำคัญต่อหน้าคณะกรรมการ หรือการเจรจาธุรกิจที่มีมูลค่าสูง แรงกดดันนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ร่างกายตื่นตัว และช่วยให้กระบวนการคิดวิเคราะห์เฉียบคมเป็นพิเศษ
หากต้องการเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นประโยชน์ ผู้บริหารต้องฝึกฝนการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด โดยเมื่อเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือฝ่ามือมีเหงื่อออก แทนที่จะคิดว่า "นี่คือสัญญาณของความล้มเหลวหรือความอ่อนแอ" ให้ปรับความคิดใหม่ว่า "ร่างกายกำลังระดมพลังงานและเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยให้เราทำภารกิจที่อยู่ตรงหน้าได้ดีที่สุด" การยอมรับและมองความเครียดในฐานะพันธมิตรที่คอยส่งมอบพลังงาน จะช่วยลดความกังวลใจและช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
จัดลำดับความสำคัญและบริหารจัดการภารกิจอย่างเป็นระบบ
การปล่อยให้ความเครียดสะสมจนกลายเป็นความเครียดเชิงลบ มักมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการภารกิจที่ล้นมือและขาดการจัดระเบียบที่ดี เพื่อรักษาความเครียดให้อยู่ในระดับที่เป็นประโยชน์และป้องกันไม่ให้ก้าวข้ามไปสู่ภาวะหมดไฟ ผู้บริหารและผู้นำทีมจำเป็นต้องนำระบบการบริหารงานที่ชัดเจนมาปรับใช้
วิธีการลงมือทำที่จับต้องได้คือการประยุกต์ใช้ เครื่องมือจัดลำดับความสำคัญของงาน (Eisenhower Matrix) โดยแบ่งงานออกเป็นสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ งานที่สำคัญและเร่งด่วน, งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน, งานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน และงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการมุ่งเน้นพลังงานส่วนใหญ่ไปที่งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ซึ่งเป็นงานเชิงกลยุทธ์และการวางรากฐานระยะยาว ในขณะเดียวกัน ต้องเรียนรู้ที่จะ ส่งมอบและกระจายงานอย่างเป็นระบบ ให้แก่สมาชิกในทีมที่มีศักยภาพ การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระงานส่วนเกินของผู้บริหาร แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตให้แก่ทีมงาน และช่วยรักษาความกดดันส่วนบุคคลให้อยู่ในจุดที่บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
ฟื้นฟูร่างกายระดับลึกและการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพสูง
ความเครียดในระดับที่พอดีจะช่วยผลักดันให้เกิดผลงานที่ดี แต่ร่างกายและสมองจำเป็นต้องมี "ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและฟื้นฟูที่สมบูรณ์" เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดสะสมจนส่งผลเสียต่อสุขภาพกายในระยะยาว การฟื้นฟูระบบประสาทที่มีประสิทธิภาพที่สุดเริ่มต้นที่ สุขอนามัยการนอนหลับที่ดี
ผู้บริหารและคนทำงานที่มีเวลาจำกัดควรให้ความสำคัญกับคุณภาพการนอนหลับมากกว่าจำนวนชั่วโมง โดยการกำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงกันทุกวัน หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอนเพื่อช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดจัด สามารถประยุกต์ใช้วิธีการควบคุมลมหายใจสั้นๆ เช่น การถอนหายใจแบบสรีรวิทยา (Physiological Sigh) โดยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกสองครั้งติดต่อกัน แล้วระบายลมหายใจออกทางปากยาวๆ วิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและผ่อนคลายระบบประสาทอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที
สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาเพื่อส่งต่อพลังงานเชิงบวกแก่ทีม
ในฐานะผู้นำ ปฏิกิริยาต่อความเครียดของคุณไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวคุณเองเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผ่านไปยังพนักงานทุกคนในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว หากผู้บริหารแสดงอาการกระวนกระวายหรือตื่นตระหนกภายใต้สภาวะวิกฤต บรรยากาศในการทำงานของทีมจะเต็มไปด้วยความกลัวและความระมัดระวังตัว ซึ่งจะเข้าไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจที่รอบคอบ
แนวทางแก้ไขคือการสร้าง พื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ภายในทีม โดยผู้บริหารต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในการยอมรับและเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างสงบ มีการสื่อสารกับทีมอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความท้าทายที่กำลังเผชิญ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ทุกคนร่วมกันเสนอทางออกโดยไม่มีการกล่าวโทษกัน การเปลี่ยนความเครียดในทีมให้กลายเป็น "ความท้าทายร่วมกัน" จะช่วยสร้างความสามัคคีและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
บทสรุป
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความเครียด" ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด แต่เป็นพลังงานที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จได้ หากผู้บริหารมีการปรับมุมมอง (Mindset) เพื่อมองหาและดึงเอาความเครียดเชิงบวก (Eustress) มาใช้ประโยชน์ ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบภารกิจด้วยเครื่องมืออย่าง Eisenhower Matrix ที่เน้นการบริหารงานเชิงกลยุทธ์และการกระจายงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูร่างกายผ่านการนอนหลับที่มีคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นผู้นำที่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ให้กับทีมงาน ซึ่งแนวทางปฏิบัติแบบบูรณาการทั้งหมดนี้จะช่วยป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout) เปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นความท้าทายที่ทุกคนพร้อมเผชิญหน้าร่วมกัน และนำพาธุรกิจก้าวล่วงวิกฤตได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง:
- Poonperm Yenjai. (2567, 31 มกราคม). เครียดที่ดี ต้องเครียดแบบ "Eustress". Peace Please Studio. https://peacepleasestudio.com/blog/eustress/
- อมรินทร์ทีวี Spotlight. (2564, 5 ธันวาคม). เครียดไป VS ไม่ Productive: 3 วิธีบริหารความกดดันให้ ทีมของคุณ Active แบบมีสุข. Amarin TV. https://www.amarintv.com/spotlight/economy/15869
- Mentalwellclinic. (2568, 23 เมษายน). สัญญาณความเครียด ที่บอกว่าคุณกำลังแบกรับมากเกินไป. Mentalwellclinic. https://mentalwellclinic.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปั้นภูมิคุ้มกันความเครียด: กลยุทธ์สุขภาพใจฉบับผู้นำยุคใหม่
บทบาทของผู้นำในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความกดดันและความผันผวนทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการนำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤตต่าง ๆ มักทำให้ผู้นำและผู้บริหารละเลยการดูแล "สุขภาพจิตใจ" ของตนเอง จนนำไปสู่ภาวะหมดไฟสะสมในที่สุด

ปลูกฝังความคิดเติบโต: นำบทเรียนจากครอบครัวยกระดับการทำงาน
ครอบครัวเปรียบเสมือนโรงเรียนแห่งแรกในชีวิต และพ่อแม่คือครูคนแรกที่หล่อหลอมทัศนคติ วิธีคิด และมุมมองต่อโลกของเด็ก หนึ่งในแนวคิดทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือ กรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)

เกราะป้องกันความเหนื่อยล้า: ยุทธศาสตร์ดูแลใจให้ยืนระยะในโลกธุรกิจ
ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันที่สูงลิ่ว ผู้นำองค์กรและคนทำงานออฟฟิศระดับสูงต่างต้องแบกรับภาระหน้าที่การตัดสินใจที่หนักหน่วงและการทำงานที่แข่งกับเวลา ภาระอันยิ่งใหญ่นี้มักตามมาด้วยสภาวะความเครียดสะสมและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์

ชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ตำแหน่ง: วิธีกันไม่ให้บทบาทผู้นำกลืนกินตัวตนทั้งคน
เมื่อยอดเขาที่คุณยืนอยู่นั้นโดดเดี่ยวและกระแสลมแรงเกินไป การสร้าง ‘ฉนวนป้องกันทางจิตวิทยา’ นอกองค์กร จึงไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการเติมพลังงานและสร้างเกราะกำบัง เพื่อให้คุณยืนหยัดนำทัพได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างามในระยะยาว

10 วิชาแก้ปัญหาความเครียด สำหรับผู้บริหารและคนทำงานยุคเร่งรีบ
ความเครียดสะสมเป็นภัยเงียบที่ลดทอนประสิทธิภาพและสุขภาพของผู้บริหารและคนทำงานยุคใหม่ แต่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ บทความนี้รวบรวม 10 วิธีที่งานวิจัยและโค้ชชั้นนำแนะนำ ครอบคลุมทั้งเทคนิคที่ทำได้ทันทีในไม่กี่นาที ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการหายใจแบบ 4-7-8 การใช้ Eisenhower Matrix จัดลำดับงาน หรือการปกป้องเวลานอนอย่างเคร่งครัด เลือกเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แล้วค่อยพัฒนาเป็นวินัยในชีวิตประจำวัน บทความนี้รวบรวม 10 วิธีที่นักวิจัยและโค้ชชั้นนำแนะนำ เลือกทำได้ทันที แม้มีเวลาเพียงไม่กี่นาที
