
วิธีจองและซื้อ "พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล" 150 ปี กระทรวงคลัง ผ่านเป๋าตัง
นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสลงทุนกับรัฐบาลโดยตรงผ่าน "พันธบัตรออมทรัพย์" วงเงิน 35,000 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป
รัฐบาลเตรียมเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นใหม่ อายุ 7 ปี
ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนและปลอดภัยกลายเป็นที่ต้องการของนักลงทุน ล่าสุด สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1 วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท

นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการ สบน. เปิดเผยว่า พันธบัตรรุ่นนี้มีอายุ 7 ปี ให้อัตราผลตอบแทน 2.65% ต่อปี โดยจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปในปัจจุบัน
ช่องทางการซื้อที่หลากหลายและทั่วถึง
พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังรุ่นนี้เปิดให้ซื้อผ่าน 2 ช่องทางหลัก
ช่องทางที่ 1 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (วงเงิน 10,000 ล้านบาท)
- เปิดจำหน่ายวันที่ 8-16 พฤษภาคม 2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น.
- ซื้อขั้นต่ำเพียง 100 บาท สูงสุด 20,000,000 บาทต่อราย
- ใช้วิธีจัดสรรแบบมาก่อนได้ก่อน (First-Come, First-Served)
- ซื้อได้ครั้งละไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อกระจายโอกาสให้ประชาชนทั่วไป

ช่องทางที่ 2 ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย 6 แห่ง (วงเงิน 25,000 ล้านบาท)
- จองซื้อวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2568
- ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินสูงสุด
- ใช้ระบบจัดสรรแบบ Small Lot First ทำให้ไม่จำเป็นต้องแย่งกันซื้อ
- ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
จุดเด่นของพันธบัตรออมทรัพย์
พันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังรุ่นนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนหลายประการ
- ผลตอบแทนสูง อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี สูงกว่าเงินฝากประจำทั่วไป
- ความปลอดภัยสูง รับประกันโดยกระทรวงการคลัง มีความเสี่ยงต่ำ
- รายได้สม่ำเสมอ จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะกับผู้ต้องการกระแสเงินสดประจำ
- เข้าถึงง่าย ซื้อได้ทั้งออนไลน์ผ่านแอปและช่องทางธนาคาร
- เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำ เริ่มต้นเพียง 100 บาทผ่านเป๋าตัง

ใครมีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรรุ่นนี้?
สำหรับการซื้อผ่านเป๋าตัง เปิดให้บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ส่วนการซื้อผ่านธนาคารเปิดให้บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ระบบการจัดสรรแบบ Small Lot First สำหรับการซื้อผ่านธนาคาร จะทยอยจัดสรรให้ผู้ซื้อทุกคนได้รับจำนวนหน่วยลงทุนเท่ากันก่อน ก่อนที่จะเพิ่มให้ในรอบถัดไป หากวงเงินไม่พอในรอบสุดท้าย จะใช้วิธีสุ่มจัดสรร

พันธบัตรออมทรัพย์รุ่นนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาการลงทุนที่มั่นคงปลอดภัยในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวน
ผู้สนใจสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดจองในวันที่ 8-16 พฤษภาคม 2568 นี้
ที่มาข้อมูล - สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรณีศึกษา: หุ้นกู้ดิจิทัลอสังหาฯ เมื่อแสนสิริและกรุงไทยสร้างตลาดตราสารหนี้รายย่อยบนแอปมือถือ
แสนสิริจับมือธนาคารกรุงไทย เสนอขาย “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ชูดอกเบี้ยคาดการณ์ [3.70 – 3.80]% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุ 5 ปี อันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ เริ่มต้นลงทุนเพียง 1,000 บาท เปิดจองซื้อ 27 ส.ค. นี้ ตอกย้ำนวัตกรรมระดมทุนยุคใหม่ที่เข้าถึงง่ายและเท่าเทียม
![แสนสิริจับมือกรุงไทยเตรียมขาน “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ชูดอกเบี้ย [3.70 – 3.80]% ต่อปี ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดีเดย์ 27 ส.ค. นี้](/_next/image?url=https%3A%2F%2Fbusinessleader.co%2Fresources%2Farticle%2F651bd599-73e3-4678-850c-d75ae7d7271c%2F8f51527c-b8a5-477b-9a2a-dcab1e2e2f23_1785999469.webp&w=3840&q=100)
แสนสิริจับมือกรุงไทยเตรียมขาน “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” ชูดอกเบี้ย [3.70 – 3.80]% ต่อปี ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดีเดย์ 27 ส.ค. นี้
แสนสิริร่วมกับธนาคารกรุงไทย เตรียมเปิดตัว “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” เสนอขายผ่านแอปฯ เป๋าตัง เริ่มต้นลงทุนเพียง 1,000 บาท ชูดอกเบี้ยคาดการณ์ [3.70 – 3.80]% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุ 5 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชม. เปิดจองซื้อ 27 ส.ค. นี้

ไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3: รัฐพนัน 3,500 ล้านบาทกับโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าแค่ "กระตุ้นการใช้จ่าย"
เจาะลึกโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3 วงเงิน 3,500 ล้านบาท 1 ล้านสิทธิ์ พร้อมวิเคราะห์ความคุ้มค่า นัยต่อธุรกิจท่องเที่ยว และกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการ เพื่อคว้าโอกาสฟื้นฟูธุรกิจช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2569

จีนโต้กลับสงครามการค้า ถอนการลงทุนกองทุนสหรัฐฯ
รัฐบาลจีนถอนการลงทุนจากกองทุน Private Equity ของสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกย้ายเงินเข้าตลาดยุโรปและเอเชีย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ