
ไทยจ่อคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดโจทย์ใหม่ SMEs ลดต้นทุนออนไลน์ เพิ่มความเป็นธรรม
สรุปประเด็น
-
TCCT ดึงแพลตฟอร์มเปิดเผยโครงสร้างและเหตุผลการเปลี่ยนค่าธรรมเนียม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและบรรเทาภาระร้านค้า
-
SMEs เผชิญต้นทุนแฝงรอบด้าน ทั้งค่าคอมมิชชัน โฆษณา และบริการเสริม ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิและกระแสเงินสด
-
ผู้ประกอบการควรปรับตัวด้วยการคำนวณกำไรแยกตามช่องทาง ตรวจสอบเงื่อนไข และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างเหมาะสม
การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นช่องทางสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบจำหน่ายออนไลน์ของตนเองทั้งหมด แต่เมื่อการแข่งขันบนแพลตฟอร์มเข้มข้นขึ้น ค่าธรรมเนียมและต้นทุนแฝงจากการขายออนไลน์ ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของไทยกำลังเดินหน้าเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยมุ่งให้การกำหนดและการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมมีความโปร่งใส พร้อมเปิดให้ตรวจสอบเหตุผลได้มากขึ้น เพื่อบรรเทาภาระของร้านค้าและผู้ให้บริการที่พึ่งพาแพลตฟอร์มเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจ
โจทย์ของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียมสูงหรือต่ำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้ประกอบการเข้าใจต้นทุนทั้งหมดได้หรือไม่ มีอำนาจต่อรองเพียงใด และสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่
ไทยเดินหน้าเพิ่มความโปร่งใสค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
รายงานของ The Nation Thailand เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ระบุว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (TCCT) กำลังผลักดันแนวทางกำกับดูแลค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มเรียกรถและบริการจัดส่งตามความต้องการ โดยร่างหลักเกณฑ์ที่ผ่านความเห็นชอบในชั้นคณะกรรมการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม กำหนดให้แพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์ต้องเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงเหตุผลในการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าบริการ
ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 21 ตุลาคมถึง 20 พฤศจิกายน 2026 โดยมีกำหนดนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการในวันที่ 23 พฤศจิกายน ทั้งนี้ กำหนดการดังกล่าวเป็นแผนดำเนินงานตามรายงานข่าว ไม่ใช่การยืนยันว่าหลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้แล้ว
สาระสำคัญคือการกำหนดให้แพลตฟอร์มอธิบายโครงสร้างค่าบริการและเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้นทุนการดำเนินงานหรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการเข้าใจที่มาของค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมโดยตรง แต่เน้นให้การเรียกเก็บค่าบริการมีเหตุผล โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยมุ่งกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มีอำนาจทางการตลาดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แทนที่จะใช้มาตรการเดียวกันกับผู้ให้บริการทุกราย
ทำไมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงเป็นประเด็นสำคัญของ SMEs
สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอาจเป็นหนึ่งในต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ผ่านการกระจายช่องทางจำหน่ายหรือการต่อรองเงื่อนไขทางการค้า แต่สำหรับ SMEs ที่มีเงินทุนจำกัดและพึ่งพาช่องทางออนไลน์อย่างมาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบกำไรและกระแสเงินสดโดยตรง
ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการหลักเท่านั้น เพราะผู้ขายอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย เช่น
-
ค่าคอมมิชชันหรือ GP: ส่วนแบ่งรายได้ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากการขาย
-
ค่าโฆษณา: ค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าและเข้าถึงลูกค้า
-
ค่าเข้าร่วมโปรโมชั่น: ต้นทุนจากการทำส่วนลดหรือแคมเปญส่งเสริมการขาย
-
ค่าบริการเสริม: ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้า
-
ค่าธรรมเนียมด้านการชำระเงินหรือโลจิสติกส์: ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินและการจัดส่ง ตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เคยสะท้อนประเด็นนี้ผ่านแนวทางส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการกำหนดค่าธรรมเนียม โดยชี้ให้เห็นว่าการเปิดเผยค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนจะช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าใจว่าจ่ายค่าธรรมเนียมใด เพื่อแลกกับบริการอะไร และสามารถประเมินต้นทุนที่แท้จริงได้ดีขึ้น
เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้กระจายอยู่หลายรายการ ผู้ประกอบการอาจเห็นยอดขายเติบโต แต่ไม่สามารถประเมินกำไรสุทธิจากแต่ละช่องทางได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การทำให้ค่าธรรมเนียมโปร่งใสจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านกฎระเบียบ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
จากความโปร่งใสสู่ความเป็นธรรมในการแข่งขัน
ประเด็นสำคัญของการกำกับดูแลแพลตฟอร์มคือการสร้างสมดุลระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ประกอบการที่ใช้แพลตฟอร์ม โดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการลงทุนและพัฒนาบริการของผู้ให้บริการเอง
หากแพลตฟอร์มสามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมโดยผู้ประกอบการไม่เข้าใจเหตุผล หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับประเมินความคุ้มค่า ผู้ขายรายย่อยย่อมเผชิญข้อจำกัดในการวางแผนราคาและบริหารกำไร โดยเฉพาะเมื่อการย้ายไปใช้ช่องทางอื่นอาจทำให้สูญเสียฐานลูกค้าหรือเพิ่มต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่
ในทางกลับกัน หากกฎเกณฑ์กำหนดภาระให้แพลตฟอร์มมากเกินความจำเป็น ก็อาจกระทบความสามารถในการลงทุนและการพัฒนาบริการได้เช่นกัน
แนวทางกำกับดูแลจึงต้องพิจารณาทั้งความโปร่งใสของข้อมูล ความสมเหตุสมผลของค่าธรรมเนียม ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย และสภาพการแข่งขันของตลาดโดยรวม
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีแนวทางกำกับดูแลแยกต่างหาก
สำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ เช่น Marketplace แนวทางกำกับดูแลมีรายละเอียดแตกต่างจากธุรกิจเรียกรถและจัดส่งอาหาร เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจและความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายไม่เหมือนกัน
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้ออกแนวทางเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2026 โดยครอบคลุมพฤติกรรมทางการค้า เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่อาจสร้างภาระเกินสมควร การเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ขาย การจำกัดการมองเห็นสินค้า และการให้ความได้เปรียบแก่บริการของแพลตฟอร์มเองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ประเด็นนี้สะท้อนว่าการกำกับดูแลเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไม่ได้มุ่งพิจารณาเฉพาะอัตราค่าธรรมเนียม แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขทางการค้าและวิธีดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลต่อโอกาสในการแข่งขันของผู้ขายแต่ละรายด้วย
SMEs ต้องปรับตัวอย่างไรในช่วงที่กฎเกณฑ์กำลังเปลี่ยนแปลง
แม้การเพิ่มความโปร่งใสของค่าธรรมเนียมจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น แต่ธุรกิจไม่ควรรอให้มาตรการกำกับดูแลมีผลบังคับใช้แล้วจึงเริ่มจัดการต้นทุนของตนเอง
แนวทางที่ SMEs สามารถดำเนินการได้มีอย่างน้อย 4 ประการ
1. คำนวณกำไรสุทธิแยกตามช่องทางขาย
ผู้ประกอบการควรรวมค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา ส่วนลด ค่าจัดส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าการขายผ่านแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าใด ไม่ควรใช้ยอดขายเพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ
2. ตรวจสอบเงื่อนไขค่าธรรมเนียมอย่างสม่ำเสมอ
ควรเก็บข้อมูลอัตราค่าบริการ เงื่อนไขโปรโมชั่น และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างช่วงเวลา และตรวจสอบผลกระทบต่อกำไรได้
3. ประเมินความคุ้มค่าของโปรโมชั่นและโฆษณา
การเข้าร่วมแคมเปญไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างกำไรเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ผู้ประกอบการควรประเมินต้นทุนต่อคำสั่งซื้อ อัตราการซื้อซ้ำ และกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อเลือกกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
4. กระจายช่องทางจำหน่ายตามความเหมาะสม
การขายผ่านแพลตฟอร์มช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น แต่การพึ่งพาช่องทางเดียวมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยง ผู้ประกอบการควรพิจารณาช่องทางอื่นควบคู่กัน เช่น เว็บไซต์ของตนเอง การขายตรง หรือช่องทางพันธมิตร โดยประเมินต้นทุนและความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าของแต่ละทางเลือก
เป้าหมายไม่ใช่การหลีกเลี่ยงแพลตฟอร์ม แต่คือการเลือกใช้แพลตฟอร์มอย่างเข้าใจต้นทุน และทำให้แต่ละช่องทางสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
บทสรุป: กติกาที่ชัดเจนต้องมาพร้อมธุรกิจที่บริหารต้นทุนเป็น
การเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นพัฒนาการสำคัญของเศรษฐกิจออนไลน์ไทย เพราะสะท้อนว่าการส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนผู้ขายหรือการขยายยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของการแข่งขันและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยด้วย
อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสของค่าธรรมเนียมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ความเป็นธรรมในการแข่งขันยังต้องอาศัยการบังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างเหมาะสม การเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอ และการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
สำหรับ SMEs การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสในการกลับมาทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการขายออนไลน์อย่างจริงจัง เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ธุรกิจที่ขายได้มากที่สุดเสมอไป แต่คือธุรกิจที่เข้าใจต้นทุน รักษากำไร และเลือกช่องทางการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลอ้างอิง:
-
The Nation Thailand — Thailand moves to tighten oversight of platform fees amid SME concerns, 26 October 2026. รายงานแนวทางเพิ่มความโปร่งใสในการกำหนดค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ และกระบวนการพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ อ่านรายงานต้นฉบับจาก The Nation Thailand
-
The Nation Thailand — Thailand approves draft fee rules for ride-hailing and delivery apps, 20 October 2026. รายละเอียดร่างหลักเกณฑ์สำหรับแพลตฟอร์มเรียกรถและบริการจัดส่ง อ่านรายละเอียดร่างหลักเกณฑ์
-
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) — ข่าวเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการกำหนดค่าธรรมเนียมบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล อ่านข้อมูลจาก ETDA
-
The Nation Thailand — Thailand issues new e-commerce platform competition guidelines, targeting unfair fees, discrimination and self-preferencing, 27 March 2026. รายงานแนวทางกำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อ่านรายงานแนวทางกำกับดูแลอีคอมเมิร์ซ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชวนเที่ยว: Food Truck Carnival 2026
อย่าพลาด! Food Truck Carnival 2026 มหกรรมฟู้ดทรัคสุดยิ่งใหญ่กลางแจ้ง รวมกว่า 100 คัน ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา เพลิดเพลินกับเมนูสุดครีเอทีฟ บรรยากาศเทศกาล และไลฟ์สไตล์สายกิน ที่รัฐบาลหนุนเต็มที่ให้คุณได้สนุกและอิ่มอร่อยไปพร้อมกั จัดโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ สสว.

Monday Recap 1-19 ต.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ
ภาพรวมข่าวธุรกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-19 กันยายน 2568) มุ่งเน้นไปที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และการปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้แสดงความคิดเห็นและตั้งความหวังต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรีไทยหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดหาน้ำมัน
นายกรัฐมนตรีหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานและสำรวจแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ SMEs ไทย โดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาด

กลยุทธ์การปรับตัวของบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ในภาวะตลาด FMCG อิ่มตัว
ไลอ้อน (ประเทศไทย) ประกาศแผนทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ภายใต้การนำของประเสริฐ สุรัตนเมธากุล เพื่อเป้ารายได้ 30,000 ล้านบาท รับมือตลาด FMCG ไทยอิ่มตัวและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation
ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจ สู่แผนปฏิบัติการฟื้นเศรษฐกิจไทย
รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมมือกับ กกร. ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับภาคเอกชนสู่การร่วมกำหนดนโยบาย มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งเป้าดัน GDP โตไม่น้อยกว่า 3% และการลงทุนแตะ 30% ของ GDP ชู 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ
