ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%

ไทย–ยูเออี สรุปเจรจา CEPA การค้าครึ่งปีแรกพุ่งกว่า 75%

สรุปประเด็น

  • สรุปเจรจา CEPA สำเร็จ: ไทยและยูเออีสรุปการเจรจาความตกลง CEPA ได้แล้ว หลังเริ่มเจรจาตั้งแต่ปี 2566 ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและกระตุ้นการลงทุนสองฝ่าย

  • การค้าโตเร่งตัวสูง: ครึ่งแรกปี 2569 มูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันขยายตัวกว่า 75% เป็น 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโมเดลธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

  • เป้าหมาย 6 สาขายุทธศาสตร์: มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านการผลิตขั้นสูง, โลจิสติกส์, ความมั่นคงทางอาหาร, การค้าดิจิทัล, พลังงานหมุนเวียน และโลหะมีค่า

  • ขั้นตอนต่อไปทางกฎหมาย: เตรียมจัดทำกระบวนการทางกฎหมายและเทคนิคเพื่อลงนามและบังคับใช้ พร้อมรอติดตามรายละเอียดอัตราภาษีและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเป็นทางการ

ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) สรุปการเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ได้แล้ว หลังเริ่มเจรจาตั้งแต่ปี 2566 โดยคาดว่าจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า กระตุ้นการลงทุน และเร่งการค้าสองฝ่าย ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันขยายตัวเกิน 75% เป็น 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.42 แสนล้านบาท) ขั้นต่อไปคือการจัดทำกระบวนการทางกฎหมายและเทคนิคเพื่อลงนามและบังคับใช้ความตกลง

กระทรวงการค้าต่างประเทศของยูเออีแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 ว่า ทั้งสองประเทศสรุปการเจรจา CEPA ได้แล้ว โดยการเจรจาครอบคลุมแนวทางยกระดับการค้า การลงทุน และโอกาสขยายความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจาเมื่อปี 2566 และจัดตั้งสภาธุรกิจร่วมในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การสรุปเจรจาไม่ได้หมายความว่าความตกลงมีผลบังคับใช้ทันที ระยะต่อไปของทั้งสองประเทศคือการจัดทำขั้นตอนทางกฎหมายและเทคนิคให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ความตกลงพร้อมสำหรับการลงนามและนำไปปฏิบัติ ซึ่งผู้ประกอบการควรติดตามรายละเอียดข้อบทและตารางลดภาษีเมื่อมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

ตัวเลขการค้าที่ทำให้ CEPA มีน้ำหนัก

ความตกลงนี้เกิดขึ้นบนฐานการค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตามข้อมูลของกระทรวงการค้าต่างประเทศยูเออี

  • ครึ่งแรกปี 2569: การค้านอกภาคน้ำมันระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกิน 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.42 แสนล้านบาท)
  • ปี 2568: การค้าเติบโตมากกว่า 65% เป็น 12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.12 แสนล้านบาท)
  • สินค้าส่งออกหลักของยูเออีไปไทย: ทองคำ อะลูมิเนียม และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ

กระทรวงฯ ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการบูรณาการของเศรษฐกิจทั้งสองประเทศที่ลึกขึ้น และเป็นขนาดของโอกาสที่ความตกลงจะปลดล็อกได้ ข้อสังเกตสำคัญคือ ตัวเลขครึ่งแรกปี 2569 (10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าใกล้มูลค่าทั้งปี 2568 (12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แล้ว สะท้อนว่าการค้ากำลังเร่งตัวแม้ยังไม่มี CEPA

เป้าหมาย: 6 สาขาที่ยูเออีและไทยให้ความสำคัญ

CEPA คาดว่าจะเร่งการไหลเวียนทางการค้า เปิดโอกาสการลงทุนใหม่ และเสริมความร่วมมือภาคเอกชนในสาขาสำคัญ ได้แก่

  1. การผลิตขั้นสูง (advanced manufacturing)
  2. โลจิสติกส์
  3. ความมั่นคงทางอาหาร (food security)
  4. การค้าดิจิทัล
  5. พลังงานหมุนเวียน
  6. โลหะมีค่า

ดร.ธานี อัล เซยูดี (Dr Thani Al Zeyoudi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของยูเออี กล่าวว่า การสรุปเจรจาครั้งนี้ "สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสะพานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง" และกล่าวว่าไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีพลวัตและหลากหลายที่สุดในภูมิภาค ความตกลงนี้จะเปิดช่องทางใหม่ให้บริษัท นักลงทุน และผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดที่เติบโตสูง

ระหว่างการเยือนไทย ดร.อัล เซยูดี ยังหารือกับบริษัทและสถาบันไทยในภาคการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และบริการ ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ให้ความเห็นว่าความตกลงจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับยูเออี

CEPA ในยุทธศาสตร์การค้าของยูเออี

สำหรับยูเออี ความตกลงฉบับนี้เป็นอีกก้าวของการขยายเครือข่ายการค้า ปัจจุบันยูเออีลงนาม CEPA กับคู่ค้ามาแล้ว 38 ฉบับ เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ด้านการลงทุน ขยายฐานเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน และกระจายตลาดส่งออก โดยโครงการ CEPA เป็นเสาหลักของวาระการค้าต่างประเทศ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้านอกภาคน้ำมันเป็น 4 ล้านล้านดิรฮัม (ราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 36.9 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2574

มองไปข้างหน้า

สำหรับผู้ประกอบการไทย ข้อมูลที่เปิดเผยแล้วชี้ว่าโอกาสอยู่ในสาขาที่ทั้งสองประเทศระบุไว้ โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ และการค้าดิจิทัล ขณะที่ฝั่งนำเข้า โลหะมีค่าและอะลูมิเนียมซึ่งเป็นสินค้าหลักจากยูเออีอาจได้รับอานิสงส์จากการลดอุปสรรคทางการค้า (ข้อสังเกตนี้เป็นการตีความจากรายการสินค้าและสาขาที่ระบุ ไม่ใช่ข้อมูลจากข้อบทของความตกลง)

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปมี 3 ประเด็น คือ กำหนดการลงนามและให้สัตยาบัน รายละเอียดอัตราภาษีและกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และความต่อเนื่องของการค้าสองฝ่าย ว่าจะรักษาโมเมนตัมการเติบโตระดับสองหลักได้หรือไม่ เมื่อฐานการค้าสูงขึ้นแล้ว

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BIS แนะ 4 เทรนด์ใหญ่เปลี่ยนโลกการลงทุน: จาก NBFIs สู่ Sovereign Bonds

BIS แนะ 4 เทรนด์ใหญ่เปลี่ยนโลกการลงทุน: จาก NBFIs สู่ Sovereign Bonds

ระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! NBFIs โตพุ่งจาก 167% เป็น 224% ของ GDP โลก ตลาด FX Swap มูลค่า 111 ล้านล้านดอลลาร์เปิดโอกาสลงทุนข้ามชาติใหม่ แต่ซ่อนความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรู้

17 นาที
สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

สหรัฐฯเปิดสงครามการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับไทย ต้องเฝ้าระวังการลักลอบปลอมแปลงถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมกับใช้โอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และขยายตลาดการส่งออกไทย

10 นาที
ค่าเงินบาทและการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ค่าเงินบาทและการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ตลาดการเงินจับตาการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2569 ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% หลังเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 เติบโตเกินคาด ท่ามกลางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเล็กน้อย

3 นาที
คำเตือนภาวะเศรษฐกิจไทยและ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วน โดยอลงกรณ์ พลบุตร

คำเตือนภาวะเศรษฐกิจไทยและ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วน โดยอลงกรณ์ พลบุตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างและเสี่ยงถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า พร้อมเสนอ 5 วาระปฏิรูปเร่งด่วนเพื่อกอบกู้ศักยภาพของชาติ

6 นาที
สถานการณ์ค่าเงินไทยดีขึ้น! สหรัฐฯ ปรับประเมินไทยเหลือติดเกณฑ์เฝ้าระวังเพียง 1 ข้อ

สถานการณ์ค่าเงินไทยดีขึ้น! สหรัฐฯ ปรับประเมินไทยเหลือติดเกณฑ์เฝ้าระวังเพียง 1 ข้อ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงาน FX Report ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 โดยยังคงจัดให้ประเทศไทยอยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Monitoring List) ทว่าสถานะของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ ที่สหรัฐฯ ใช้ในการประเมิน

11 นาที
เช็กลิสต์ 12 มาตรการใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 หวังปั๊ม GDP ให้โตเกิน 3%

เช็กลิสต์ 12 มาตรการใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 หวังปั๊ม GDP ให้โตเกิน 3%

เช็กลิสต์ 12 โครงการใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 2568 ครอบคลุมการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออก หวังผลักดัน GDP โตเกิน 3% ท่ามกลางความท้าทายจากหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

6 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง