
น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สงครามเพิ่มความเสี่ยงอุปทานโลก กดดันต้นทุนธุรกิจ
สรุปประเด็น
-
น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 110 ดอลลาร์: ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นสูงสุดรอบหลายเดือน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย–ยูเครน
-
ความเสี่ยงอุปทานและเส้นทางขนส่ง: ตลาดกังวลผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซีย
-
แรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจและเงินเฟ้อ: ต้นทุนโลจิสติกส์ การผลิต และราคาสินค้าจ่อปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
-
แนวทางปรับตัวของผู้ประกอบการไทย: ธุรกิจต้องทบทวนต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่น
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซีย สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดพลังงาน และอาจส่งผ่านแรงกดดันไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และเงินเฟ้อทั่วโลก
ตลาดน้ำมันโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านอุปทาน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย–ยูเครนเพิ่มความกังวลต่อความต่อเนื่องของการผลิตและการขนส่งพลังงาน
ข้อมูลการซื้อขายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สำหรับส่งมอบเดือนธันวาคมปรับขึ้น 3.94 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ปิดที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างวันเคลื่อนไหวขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และเป็นราคาปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.44 ดอลลาร์ หรือ 3.5% ปิดที่ 101.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน
เมื่อพิจารณาผลงานตลอดสัปดาห์เดียวกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 4.9% ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 10.4% สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
ตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางส่งออกน้ำมัน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันขึ้น คือความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งน้ำมันทางทะเล
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม มีรายงานว่าพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดและทำลายขีปนาวุธที่มุ่งเป้าไปยังเมืองยานบู (Yanbu) บริเวณทะเลแดง ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย
ยานบูมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถขนส่งน้ำมันดิบออกสู่ตลาดต่างประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเพียงเส้นทางเดียว
รายงานเบื้องต้นที่อ้างถึงบริษัทที่ปรึกษา Rapidan Energy Group ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานในยานบูไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังพื้นที่นี้ยังทำให้ตลาดกังวลว่าเส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกอาจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน รายงานเกี่ยวกับการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้า และท่าทีของอิหร่านต่อมาตรการปิดล้อมท่าเรือและการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการขนส่งพลังงานในภูมิภาค
สำหรับตลาดน้ำมัน ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จริง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการขนส่ง การเข้าถึงท่าเรือ และต้นทุนประกันภัยหรือการเดินเรือที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อสถานการณ์ความมั่นคงเปลี่ยนแปลง
โรงกลั่นรัสเซียถูกโจมตี เพิ่มแรงกดดันอีกด้านต่ออุปทาน
นอกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางแล้ว ตลาดน้ำมันยังติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมสองแห่ง ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันเรียซาน (Ryazan) ในรัสเซียปิดหน่วยกลั่นน้ำมันดิบแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว หลังถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนกลับมาโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของรัสเซียอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเสนอให้ยุติการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานก็ตาม
การหยุดดำเนินงานของหน่วยกลั่นน้ำมันอาจกระทบปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยที่ได้รับผลกระทบ ระยะเวลาซ่อมแซม และความสามารถในการชดเชยการผลิตจากโรงกลั่นอื่น
เมื่อความเสี่ยงจากหลายภูมิภาคเกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดจึงต้องประเมินทั้งสถานการณ์การผลิตน้ำมันดิบ การกลั่น และการขนส่ง ตลอดจนความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ
แม้เพิ่มกำลังผลิต ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอน
แม้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จะสนับสนุนมาตรการเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านอุปทาน แต่การเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดชะงักของการขนส่งหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้ทั้งหมด
ตลาดน้ำมันยังต้องติดตามปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระยะเวลาที่ความขัดแย้งจะดำเนินต่อไป ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ ความพร้อมของกำลังการผลิตสำรอง และการตอบสนองของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังขึ้นอยู่กับอุปสงค์จากเศรษฐกิจหลักและความคาดหวังของนักลงทุน การเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นจึงอาจสะท้อนทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและการประเมินความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ในอนาคต
สำหรับภาคธุรกิจ การติดตามเฉพาะราคาน้ำมันดิบอาจยังไม่เพียงพอ เพราะราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และอัตราแลกเปลี่ยน ล้วนมีส่วนกำหนดต้นทุนพลังงานและต้นทุนขนส่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายจริง
น้ำมันแพงส่งผ่านต้นทุน สะเทือนผู้ประกอบการและกำลังซื้อ
หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบอาจขยายจากตลาดพลังงานไปสู่ภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยมีช่องทางสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน
1. ค่าขนส่งและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น
ธุรกิจขนส่งทางบก ทางทะเล และการบินมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนเชื้อเพลิงโดยตรงหรือโดยอ้อม หากราคาพลังงานสูงขึ้นเป็นเวลานาน ผู้ให้บริการบางรายอาจปรับค่าบริการหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ส่งผลต่อต้นทุนการกระจายสินค้าและการส่งออก
สำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อหรือผู้ให้บริการขนส่งจำกัด ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันอัตรากำไร หากไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนได้ทัน
2. ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าสูงขึ้น
น้ำมันและพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของหลายอุตสาหกรรม ทั้งการผลิต การเกษตร บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งวัตถุดิบ หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้นตามมา โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นหรือพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมี
เมื่อผู้ผลิตไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ก็อาจต้องปรับราคาสินค้าหรือบริการ ซึ่งมีโอกาสส่งผ่านไปยังผู้บริโภคและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
3. กำลังซื้อและการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มภาระค่าเดินทางและค่าครองชีพ ทำให้ผู้บริโภคมีรายได้เหลือสำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นลดลง โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น
ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีก สินค้าไลฟ์สไตล์ และบริการบางประเภท ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง มาตรการภาครัฐ โครงสร้างต้นทุนของแต่ละอุตสาหกรรม และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย
ธุรกิจไทยควรวางแผนรับมือความผันผวนของพลังงาน
ในภาวะที่ราคาน้ำมันผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการควรเตรียมแผนรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง แทนที่จะรอให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนกระทบผลประกอบการ
แนวทางที่ควรพิจารณา ได้แก่
-
ทบทวนต้นทุนและงบประมาณ: วิเคราะห์สัดส่วนค่าเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และพลังงานในต้นทุนรวม พร้อมจัดทำสถานการณ์จำลองหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
-
เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์: วางแผนเส้นทางขนส่ง ลดเที่ยววิ่งเปล่า บริหารสินค้าคงคลัง และรวมคำสั่งซื้อเมื่อเหมาะสม เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย
-
บริหารสัญญากับคู่ค้า: ทบทวนเงื่อนไขการปรับราคาขนส่งและการส่งมอบสินค้า รวมถึงประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป
-
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน: ปรับปรุงเครื่องจักร กระบวนการผลิต และระบบจัดการพลังงานตามความเหมาะสม เพื่อลดความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
-
ติดตามตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง: นอกจากราคาน้ำมันดิบ ควรติดตามราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าระวางเรือ ค่าเงิน และประกาศมาตรการด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการส่งออก การประเมินต้นทุนขนส่งและเงื่อนไขการส่งมอบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถเจรจากับคู่ค้าและปรับแผนธุรกิจได้เร็วขึ้น หากสถานการณ์พลังงานเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป: ความเสี่ยงพลังงานอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
การที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านอุปทานจากหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลางและรัสเซีย–ยูเครน
แม้ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวตามสถานการณ์และความคาดหวังของตลาด แต่หากความเสี่ยงด้านการผลิตและการขนส่งยืดเยื้อ ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนโลจิสติกส์ การผลิต ราคาสินค้า และกำลังซื้อของผู้บริโภค
สำหรับธุรกิจไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นหรือลง แต่คือการสร้างความยืดหยุ่นให้กับต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์แตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 5 เดือน https://www.vietnam.vn/th/gia-dau-brent-cham-moc-110-usd-thung-cao-nhat-trong-5-thang
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาตรการลดค่าการกลั่นน้ำมันรอบสองและบรรเทาผลกระทบราคาพลังงานของ รมว.พลังงาน
รัฐมนตรีพลังงานเดินหน้าลดค่าการกลั่นน้ำมันรอบแรก 2 บาทต่อลิตร พร้อม ครม. อนุมัติ 7 มาตรการด่วนและ Soft Loan 1 หมื่นล้านบาท เพื่อลดภาระค่าพลังงานและหนุน SME ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน

สีจิ้นผิงเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ มุ่งหารือทรัมป์เชิงลึก หนุนสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ
สีจิ้นผิงเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของทรัมป์ พร้อมส่งสัญญาณผลักดันความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ สู่ความร่วมมือและเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ภาคธุรกิจจับตาผลต่อการค้า เทคโนโลยี การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก

ดอลลาร์แข็งค่ารับ "Economic D-Day" ถล่มอิหร่าน สงครามเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ธุรกิจไทยต้องอ่านให้ขาด
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.2% แตะระดับ 99.003 ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) หลังสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "Economic Outcast"

ยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตพลังงานโลก เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA เพื่อทางรอดของภาคธุรกิจ
เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA ยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานโลกจากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง พร้อมแนวทางปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและรักษาสภาพคล่องในสภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูง

มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SME จากผลกระทบราคาน้ำมัน
ครม. อนุมัติมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SME เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบราคาน้ำมันแพงที่อาจฉุดรั้ง GDP และนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย

จีนกับบทบาทผู้นำรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนระหว่างประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญอินโดนีเซียชี้ จีนยังมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกว่า 30% ผ่านนโยบาย Dual Circulation การเปิดกว้างระดับสูง และความร่วมมือภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
