
กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU)
สรุปประเด็น
การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (EU) กำลังคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดการเจรจารอบที่ 9 ได้ข้อสรุปเพิ่มเติม 8 ประเด็น ส่งผลให้ข้อตกลงโดยรวมคืบหน้าไปแล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของความตกลง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการเร่งปิดดีลดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากภาคเอกชน อาทิ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่มองว่า FTA นี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข้อตกลง FTA ไทย-EU นี้ถูกมองว่าเป็นมากกว่าเพียงข้อตกลงทางการค้า แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม การเร่งการเจรจามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตลาดสำหรับสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งถือเป็นการสร้างความหลากหลายทางการตลาดและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับ EU จะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งทางการค้าของไทยในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับแผนงาน 4 ปี ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งพลิกฟื้นและผลักดันประเทศไทยให้เป็น "ศูนย์กลางการค้าเสรี" (Free Trade Hub) ภายในปี 2569 โดยมีเป้าหมายในการเร่งเจรจา FTA กับหลายภูมิภาคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา รวมถึงการปิดดีลภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์เชิงรุกและครอบคลุมของภาครัฐในการบูรณาการไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าโลก เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับภาคธุรกิจขนาดใหญ่และนักลงทุน การทำข้อตกลง FTA กับ EU จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ลดอุปสรรคทางการค้าและภาษี ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง การลงทุนจากยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการ ก็จะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมีความแข็งแกร่งและมีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถผนวกรวมหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการในภาคส่วนดังกล่าวเพื่อขยายธุรกิจได้
ดังนั้น การเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดประตูการค้า แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุนและการเติบโตขององค์กรขนาดใหญ่ในระยะยาว
แผนเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU: เตรียมจัดประชุมเคาะประเด็นคงค้าง
สำหรับการดำเนินการต่อไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะจัดประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-EU ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อหารือประเด็นคงค้างสำคัญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และทั้งสองฝ่ายจะจัดให้มีการหารือระหว่างรอบ ทั้งในระดับหัวหน้าคณะเจรจาและในแต่ละกลุ่มเจรจา รวมถึงการหารือในระดับรัฐมนตรี โดยกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ (นายมารอส เซฟโควิช) จะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงก่อนการเจรจารอบที่ 10 เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันให้การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งมีกำหนดจัดในช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 ณ ประเทศไทย ให้มีความคืบหน้าสูงสุดและสรุปผลได้โดยเร็ว ตามที่รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายไว้ และตามยุทธศาสตร์ที่ทั้งไทย และ EU ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางการค้า การลงทุนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน รองรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของภูมิเศรษฐ์ศาสตร์โลก
ส่องสถิติการค้าไทย-EU ปี 2568 รั้งตำแหน่งคู่ค้าอันดับ 4 มูลค่ารวมทะลุ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4.ผลิตภัณฑ์ยาง และ 5.หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2.ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 3.เคมีภัณฑ์ 4.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ 5.เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้ดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขยายโครงข่ายพันธมิตรยุโรป: ผนึกพลัง EU ควบคู่ EFTA เจาะตลาดพรีเมียม
การเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดประตูการค้า แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุนและการเติบโตขององค์กรขนาดใหญ่ในระยะยาว
เติมเต็มจิ๊กซอว์ยุโรปด้วยการเจรจาคู่ขนาน
นอกจากความคืบหน้าในการเจรจา FTA ไทย-EU แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าควบคู่ไปกับการเจรจา FTA กับ EFTA (European Free Trade Association) ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศสมาชิก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ โดยความตกลงนี้จะทำหน้าที่เป็น "ประตูสู่ตลาดยุโรปในระดับพรีเมียม" ช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยที่มีมาตรฐานสูง สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีสีเขียว และการเงินระดับโลกเข้ามายังประเทศไทย
บทสรุปผู้บริหาร
หากมองลึกไปที่อุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการทำ FTA ไทย-EU นั้น จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดภาษีนำเข้า (Tariff Barriers) เท่านั้นครับ แต่ยังรวมถึงการปรับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดของยุโรป ซึ่งจะกลายเป็น "ใบเบิกทาง" สำคัญที่ทำให้สินค้าไทยได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาว โดยสามารถเจาะลึกกลุ่มสินค้าและบริการที่มีศักยภาพสูงได้ดังนี้
1. กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป (Premium & Sustainable Food)
ยุโรปเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สินค้าเกษตรแปรรูปของไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมากหากมีการลดภาษีและเคลียร์กำแพงภาษีที่มิใช่ภาษี (NTBs):
-
อาหารแปรรูปและอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat): สินค้ากลุ่มไก่แปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง และทูน่าแปรรูป ซึ่งปัจจุบันเผชิญกำแพงภาษีและโควตาที่ค่อนข้างจำกัด การทำ FTA จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ทันที
-
อาหารแห่งอนาคต (Future Food / Plant-Based): ยุโรปมีอัตราการเติบโตของประชากรที่บริโภคอาหารทางเลือกสูงมาก ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชหรือส่วนผสมอาหารฟังก์ชัน (Functional Ingredients) ของไทยจะเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
-
สินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Products): ข้าวออร์แกนิก ชา ผลไม้เมืองร้อนอบแห้ง ที่ได้รับตรารับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม จะสามารถข้ามผ่านกำแพงมาตรการ EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) ได้อย่างราบรื่น
2. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (โดยเฉพาะกลุ่ม EV & Green Mobility)
แม้ว่าค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว แต่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจะได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ:
-
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์: ยุโรปกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ย่อย และเซนเซอร์ต่างๆ ที่ผลิตในไทยจะมีโอกาสส่งออกไปยังค่ายรถยนต์ยุโรปมากขึ้น
-
ยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป: ยุโรปเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ยางที่สำคัญ หากซัพพลายเชนของไทยสามารถพิสูจน์ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตามเกณฑ์พิกัดที่ดินของ EUDR ได้ FTA จะช่วยให้ไทยเป็นแหล่งซัพพลายหลักที่ยุโรปเลือกซื้อแทนคู่แข่งที่ยังไม่พร้อม
3. กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electronics)
-
แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB / PCBA) และเซนเซอร์ AI: จากการที่ประเทศไทยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคและ Data Center อย่างต่อเนื่อง สินค้ากลุ่มนี้จะกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักไปรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลในยุโรป
-
ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ESPR (Digital Product Passport): สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เริ่มปรับตัวและมีข้อมูลพาสปอร์ตสินค้าดิจิทัล (สะท้อนวงจรชีวิตและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) จะได้ประโยชน์จากอัตราภาษี 0% และได้รับการยอมรับในตลาดยุโรปเร็วกว่าประเทศอื่น
4. ภาคบริการและการลงทุน (Services & Investment)
FTA ไทย-EU ไม่ได้เปิดแค่ฝั่งสินค้า แต่เป็นการเปิดตลาดภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพสูงในการดึงดูดเม็ดเงินและการร่วมทุน:
-
บริการด้านสุขภาพและเวลเนส (Resilience & Wellness Economy): ยุโรปกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ธุรกิจ Medical Hub, Wellness Retreat และการบริการดูแลสุขภาพเชิงรุกของไทย จะดึงดูดกลุ่ม Long-stay และนักท่องเที่ยวเวลเนสกำลังซื้อสูงจากยุโรปได้มากขึ้น
-
บริการด้านการท่องเที่ยวและการบริการพรีเมียม (Premium Hospitality): การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนโรงแรมระดับลักชัวรี และการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว
-
การร่วมทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology & Finance): เปิดโอกาสให้องค์กรขนาดใหญ่ของไทยร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีของยุโรป เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และระบบการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต
ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์: สินค้าและบริการที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากดีลนี้ คือกลุ่มที่พร้อมปรับตัวเข้าหาเกณฑ์ Green Economy ของยุโรป (เช่น มาตรการ CBAM และ EUDR) ซึ่งหากไทยปิดดีล FTA นี้ได้สำเร็จควบคู่กับการเจรจาคู่ขนานอย่าง EFTA จะช่วยล็อกตำแหน่งของประเทศไทยในการเป็น "ศูนย์กลางการค้าเสรี" ระดับพรีเมียมของภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์
ข้อมูลอ้างอิง:
- สำนักข่าวอินโฟเควสท์. (2569, 6 กรกฎาคม). หอการค้าฯ หนุนพาณิชย์เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ช่วยยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ. https://www.infoquest.co.th/2026/610665
- กระทรวงพาณิชย์. (2569). พาณิชย์ขยับรับนโยบายเชิงรุก ตั้งเป้าดันไทยฮับค้าเสรี โตยั่งยืน. https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10210
- สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยนาท. (2568). กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเครื่องปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU). https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173834
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาตรการกระทรวงการคลังเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและสนับสนุน SME
กระทรวงการคลังเตรียมออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs และธุรกิจฐานราก ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ผ่านแนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ AI และ Data Center ซึ่งส่งสัญญาณถึงทิศทางและโอกาสการลงทุนสำหรับภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับนโยบายรัฐเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ค่าเงินไทยดีขึ้น! สหรัฐฯ ปรับประเมินไทยเหลือติดเกณฑ์เฝ้าระวังเพียง 1 ข้อ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงาน FX Report ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 โดยยังคงจัดให้ประเทศไทยอยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Monitoring List) ทว่าสถานะของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ ที่สหรัฐฯ ใช้ในการประเมิน

นายกฯ เดินหน้า "ครม.เศรษฐกิจพลัส" จับมือ กรอ. เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบต่อ SME
รัฐบาลได้ริเริ่มกลไก "ครม.เศรษฐกิจพลัส" เพื่อผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

หนี้ครัวเรือนลุกลาม เศรษฐกิจไทยซึมลึก: BAM ส่งสัญญาณเตือนวิกฤติเรื้อรัง
BAM เตือนวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่แทรกซึมทั่วสังคมไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซาและฟื้นตัวยาก ต่างจากวิกฤติปี 2540 ที่จำกัดอยู่ในธุรกิจใหญ่และสถาบันการเงิน ยอดหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 16.2 ล้านล้านบาท บั่นทอนกำลังซื้อและความมั่นใจของประชาชนอย่างรุนแรง

จับตาดีลลับ กาสิโนถูกกฎหมาย ไทย-สิงคโปร์ "win-win"
ความพยายามในการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ จับตาผู้มีอำนาจของไทยดึงกลุ่ม Las Vegas Sands เข้ามาพัฒนาท่าเรือคลองเตย เพื่อเปิดเส้นทางเรือสำราญเชื่อมไทย-สิงคโปร์ สร้างโมเดลความร่วมมือแบบ win-win

EXIM BANK ฉลองครบรอบ 32 ปี พร้อมก้าวสู่บทบาท Export Co-pilot เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่สากล
EXIM BANK ฉลองครบรอบ 32 ปี พร้อมประกาศบทบาท "Export Co-pilot" ที่มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม
