ปลดล็อกศักยภาพการส่งออก: ใช้ FTA และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน สร้างแต้มต่อธุรกิจไทย

ปลดล็อกศักยภาพการส่งออก: ใช้ FTA และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน สร้างแต้มต่อธุรกิจไทย

สรุปประเด็น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสอันมหาศาลนี้ ปัญหาเรื่อง "ต้นทุนการขนส่ง" และ "ภาษีนำเข้าปลายทาง" ยังคงเป็นกำแพงสูงชันที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย เครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยทำลายกำแพงนี้และสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนก็คือ ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยสามารถผสานกลยุทธ์การขายออนไลน์เข้ากับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นการสร้าง "แต้มต่อ" ครั้งใหญ่ที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร และดันแบรนด์ไทยให้เติบโตในเวทีโลกได้อย่างก้าวกระโดด

 

มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่มา: กระทรวงพาณิชย์) — แต่ตัวเลขนี้อาจยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงหากผู้ประกอบการไทยยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวน FTA ที่ไทยมี — ไทยมีอยู่แล้วมากกว่า 14 กรอบความร่วมมือ ครอบคลุม 18 ประเทศหลักนอกอาเซียน — แต่อยู่ที่การแปลงสนธิสัญญาบนกระดาษให้กลายเป็นประโยชน์ทางภาษีจริงในระดับรายสินค้า อัตราการใช้สิทธิ์ประโยชน์ FTA ของผู้ส่งออกไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม ซึ่งใช้สิทธิ์ FTA ในการส่งออกไปตลาดใหม่ได้อย่างเป็นระบบมากกว่า

บทความนี้จัดทำแผนที่ FTA ของไทยทั้งที่มีผลบังคับใช้แล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน 12 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลครบชุดในการวางแผนกลยุทธ์ส่งออก

FTA Map ไทย 2569: ประเทศที่ได้สิทธิ์แล้ว กับ 4 ข้อตกลงที่กำลังมาถึงซึ่งเปลี่ยนสมการการส่งออก

ส่วนที่ 1: แผนที่ FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว

กรอบอาเซียนและพหุภาคี — ฐานครอบคลุม 15 ประเทศในชุดเดียว

AFTA (ASEAN Free Trade Area) กรอบหลักของการค้าภายในอาเซียน ครอบคลุม 10 ประเทศสมาชิก ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย (ในฐานะสมาชิก) ภาษีสินค้าส่วนใหญ่ลดลงเหลือ 0% แล้ว ทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของไทย

RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ข้อตกลงพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน ครอบคลุม 15 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ บวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ประโยชน์สำคัญของ RCEP สำหรับผู้ส่งออกไทยคือ กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่ยืดหยุ่นกว่า — สามารถนับวัตถุดิบจากประเทศสมาชิก RCEP ด้วยกันเพื่อให้ถึงเกณฑ์ Local Content ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค

FTA ทวิภาคีและกรอบย่อยที่มีผลบังคับใช้แล้ว

ประเทศ/
กลุ่ม
กรอบข้อตกลง สถานะ จุดเด่น
จีน ASEAN-China FTA + RCEP มีผล ภาษีสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมลด 0% กว่า 90% ของรายการสินค้า
ญี่ปุ่น JTEPA (ทวิภาคี) + ASEAN-Japan FTA + RCEP มีผล JTEPA ให้สิทธิ์ครอบคลุมกว่า มักได้อัตราดีกว่า RCEP ในสินค้าเฉพาะ
เกาหลีใต้ ASEAN-Korea FTA + RCEP มีผล อัตราภาษีลดลงชัดเจนในกลุ่มอาหาร ยาง และพลาสติก
ออสเตรเลีย TAFTA (ทวิภาคี) + ASEAN-Australia-NZ FTA + RCEP มีผล สินค้าเกษตรไทยได้ประโยชน์สูง ควรเปรียบเทียบ 3 กรอบก่อนทำ C/O
นิวซีแลนด์ ASEAN-Australia-NZ FTA + RCEP มีผล ตลาดขนาดเล็กแต่กำลังซื้อสูง ภาษีส่วนใหญ่ 0% แล้ว
อินเดีย ASEAN-India FTA (สินค้าเท่านั้น) มีผล (บางส่วน) ครอบคลุมสินค้าประมาณ 80% ของรายการ แต่ยังไม่ครอบคลุมบริการและการลงทุน
ฮ่องกง ASEAN-HK FTA มีผล สำคัญในฐานะ re-export hub ไปจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก
ชิลี ไทย-ชิลี FTA มีผล FTA ทวิภาคีแรกของไทยกับละตินอเมริกา ลดภาษีสินค้า 90%
เปรู ไทย-เปรู FTA มีผล เปิดทางสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์
สหรัฐฯ ไม่มี FTA ไม่มี ยังใช้ MFN Rate ปกติ + GSP (บางรายการ)
EU ไม่มี FTA (อยู่ระหว่างเจรจา) กำลังมา ดูส่วนที่ 2

ข้อสังเกตเชิงกลยุทธ์: เมื่อมีหลายกรอบ FTA บังคับใช้กับประเทศเดียวกัน (เช่น ญี่ปุ่นมีทั้ง JTEPA, ASEAN-Japan FTA และ RCEP) ผู้ส่งออกสามารถเลือกใช้กรอบที่ให้อัตราภาษีดีที่สุดสำหรับแต่ละรายการสินค้า โดยต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) ตามกรอบที่เลือกใช้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีระบบ FTA Thailand อยู่ที่ fta.dtn.go.th ซึ่งช่วยเปรียบเทียบอัตราภาษีข้ามกรอบได้โดยตรง

ส่วนที่ 2: 4 ข้อตกลงที่คาดว่าจะมีความคืบหน้าภายใน 12 เดือน

1. ไทย–EU FTA: ข้อตกลงที่รอมา 10 ปี กับตลาด 440 ล้านคน

การเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปกลับมาดำเนินการอีกครั้งอย่างจริงจังหลังจากหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้ผ่านการเจรจาในหลายรอบแล้ว และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ระบุในรายงานความคืบหน้าว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งรัดสรุปประเด็นหลักในปี 2568–2569

ตลาด EU มีขนาดเศรษฐกิจรวมกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นตลาดส่งออกที่มีกำลังซื้อสูง โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไป EU ยังต้องเผชิญภาษีนำเข้าเฉลี่ย 4–12% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ซึ่ง FTA จะช่วยลดหรือยกเว้นภาษีเหล่านี้ได้ กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารทะเลแปรรูป ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และอิเล็กทรอนิกส์

ประเด็นที่ต้องติดตาม: EU มักผูกเงื่อนไข FTA กับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา นอกจากนี้ มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของ EU ที่จะมีผลเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จะกระทบผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แม้จะมี FTA แล้วก็ตาม

2. ไทย–GCC FTA: เปิดประตูตะวันออกกลาง 6 ประเทศในคราวเดียว

สภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน มีขนาด GDP รวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความต้องการนำเข้าสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้างสูงมาก

การเจรจา ASEAN–GCC FTA ดำเนินมาหลายปีแล้ว และในระหว่างที่รอ ASEAN-GCC ไม่คืบ ไทยเลือกเดินหน้าเจรจาทวิภาคีกับ UAE โดยตรงซึ่งมีความคืบหน้าเร็วกว่า ตลาด GCC มีความน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับสินค้าอาหารฮาลาล อาหารทะเลแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งของผู้ส่งออกไทย

ประเด็นที่ต้องติดตาม: GCC มีมาตรฐานสินค้าเฉพาะ โดยเฉพาะด้านฮาลาลที่เข้มข้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าตลาดนี้ควรเตรียมการรับรองมาตรฐานฮาลาลล่วงหน้า แม้ FTA จะยังไม่มีผลบังคับใช้

3. CPTPP: Mega-Deal ที่ไทยต้องตัดสินใจ

Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP) เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุม 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคนและ GDP รวมกันประมาณ 13.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับไทย ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของ CPTPP คือการเข้าถึงตลาดแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งไทยยังไม่มี FTA ด้วย รวมถึงการได้ประโยชน์จากกฎแหล่งกำเนิดสินค้าร่วมกันในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การเจรจา CPTPP มีประเด็นอ่อนไหวหลายจุด โดยเฉพาะในภาคเกษตร (การเปิดตลาดนม ข้าว น้ำตาล) และทรัพย์สินทางปัญญา (การขยายอายุสิทธิบัตรยา) ซึ่งทำให้กระบวนการทางการเมืองในประเทศยังซับซ้อน

ประเด็นที่ต้องติดตาม: ความคืบหน้าของ CPTPP สำหรับไทยขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันและฉันทามติในสภา ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน การเข้าร่วม CPTPP ในระยะนี้อาจยาวนานกว่า 12 เดือน แต่ความคืบหน้าในการศึกษาและเตรียมการเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องติดตาม

4. ไทย–EFTA FTA: เปิดทางสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์

สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เป็นตลาดขนาดเล็กแต่มีกำลังซื้อสูงมาก โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เครื่องมือแพทย์ และการเงินระดับโลก

การเจรจา ASEAN–EFTA ดำเนินมาหลายปี แต่ไทยยังไม่มี FTA ทวิภาคีกับ EFTA โดยตรง ซึ่งหากการเจรจาคืบหน้า จะเปิดโอกาสให้สินค้าไทยหลายกลุ่มเข้าตลาดยุโรปตะวันตกในอัตราภาษีที่ต่ำลง

ส่วนที่ 3: ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดในแผนที่ FTA ไทย

แม้ไทยจะมี FTA ครอบคลุมหลายตลาดสำคัญแล้ว แต่ยังมีช่องว่างเชิงกลยุทธ์ที่น่าสังเกต

สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ไทยยังไม่มี FTA กับสหรัฐฯ และโอกาสในการเจรจาระยะใกล้ยังอยู่ในระดับต่ำ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการรักษาอุตสาหกรรมในประเทศมากขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งอัตราภาษี MFN และสิทธิ GSP (ที่เหลืออยู่) เป็นหลัก

ตลาดแอฟริกา ยังแทบไม่มีกรอบ FTA ใดๆ รองรับ ในขณะที่ประชากรแอฟริกาซึ่งมีกว่า 1.4 พันล้านคนและเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตกำลังกลายเป็นตลาดส่งออกอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีศักยภาพสูงในทศวรรษหน้า

ตลาดเอเชียใต้ แม้ไทยจะมี ASEAN-India FTA แต่ครอบคลุมเฉพาะสินค้า ไม่รวมบริการและการลงทุน นอกจากนี้ยังไม่มี FTA กับปากีสถาน บังกลาเทศ และศรีลังกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 400 ล้านคน

ส่วนที่ 4: จากกระดาษสู่ประโยชน์จริง — ทำไมอัตราการใช้สิทธิ์ถึงต่ำ

การมี FTA และการ "ใช้" FTA เป็นคนละเรื่องกันอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ์ FTA ได้ต่ำกว่าศักยภาพมีสามประการหลัก

ประการแรกคือปัญหา กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่ผู้ส่งออกต้องผ่านก่อนจะใช้สิทธิ์ภาษีใดๆ สินค้าต้องผ่านกระบวนการผลิตในประเทศไทยในระดับที่เพียงพอ (ปกติกำหนดโดย Local Content ขั้นต่ำ 40% หรือการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร) ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายไม่ได้ตรวจสอบก่อนส่งออก ทำให้ถูกปฏิเสธสิทธิ์ FTA ที่ปลายทาง

ประการที่สองคือ ความซับซ้อนของการขอ C/O เอกสาร Certificate of Origin แต่ละกรอบ FTA มีรูปแบบและหน่วยงานออกเอกสารที่แตกต่างกัน JTEPA ใช้ Form JV, ASEAN-China FTA ใช้ Form E, RCEP ใช้ Form RCEP หรือสามารถรับรองตนเอง (Self-Certification) ได้ในบางกรณี ความซับซ้อนนี้ทำให้ผู้ส่งออกรายย่อยที่ไม่มีทีมงาน Logistics เชี่ยวชาญมักเลือกส่งออกโดยไม่ใช้ FTA เพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอน

ประการที่สามคือ ความไม่รู้ว่าตนมีสิทธิ์ การสำรวจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสินค้าตนเองมีสิทธิ์ใช้ FTA หรือไม่ และสิทธิ์นั้นมีมูลค่าเท่าไร การลงทุนในการเรียนรู้และตรวจสอบระบบ FTA จึงเป็นจุดที่ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มกำไรได้ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตแต่อย่างใด

เตรียมเอกสารและใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบดิจิทัลให้พร้อมสรรพ

การผ่านพิธีการศุลกากรอย่างราบรื่นและได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนำเข้านั้น ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของเอกสาร โดยในยุคปัจจุบันภาครัฐได้เปลี่ยนผ่านระบบงานสู่ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกอย่างเต็มที่

  • ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกและสมัครใช้งานระบบใบรับรองดิจิทัล: ลงทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าต่างประเทศกับกรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสิทธิ์ในการยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้ประโยชน์จากระบบออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D หรือ e-CO): ปัจจุบันระบบของกรมการค้าระหว่างประเทศสามารถส่งผ่านข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังด่านศุลกากรของประเทศปลายทางได้โดยตรง (เช่น ระบบ e-Form D ในกลุ่มประเทศอาเซียน) ช่วยลดการใช้เอกสารกระดาษ ลดเวลาการจัดส่งเอกสาร และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหน้าด่านศุลกากร
  • ศึกษาการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification): ภายใต้บางกรอบความตกลงการค้าเสรี เช่น ความตกลงอาเซียน (AWSC) ผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับสิทธิ์สามารถเขียนคำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าลงบนใบกำกับสินค้า (Invoice) ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องยื่นขอหนังสือรับรองจากภาครัฐทุกครั้ง ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความรวดเร็วในการส่งออกสินค้าทางออนไลน์ได้อย่างดีเยี่ยม

บทสรุป: FTA คือ Infrastructure ของการส่งออก ไม่ใช่แค่เอกสาร

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มองตลาดต่างประเทศ FTA ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องของนักกฎหมายหรือทีม Compliance เท่านั้น แต่ควรถูกมองในฐานะ โครงสร้างพื้นฐานทางการค้า ที่กำหนดว่าสินค้าไทยจะแข่งขันในตลาดปลายทางได้ในระดับราคาใด

ในระยะสั้น การใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่แล้ว — โดยเฉพาะ RCEP ซึ่งครอบคลุม 15 ประเทศในกรอบเดียว — ยังคงเป็นลู่ทางที่มีโอกาสสูงที่สุดสำหรับผู้ส่งออกส่วนใหญ่ เพราะหลายรายยังไม่ได้ใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่

ในระยะกลาง ความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับ EU และ GCC จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าไทยสามารถเพิ่มความหลากหลายของตลาดส่งออกได้จริงหรือไม่ ผู้ส่งออกที่เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ — ทั้งในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ผ่านเกณฑ์ Rules of Origin, การรับรองมาตรฐานที่ EU ต้องการ และการศึกษาโครงสร้างตลาด GCC — จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อข้อตกลงมีผลบังคับใช้

แผนที่ FTA อาจดูซับซ้อน แต่ข้อสรุปเชิงปฏิบัติไม่ซับซ้อน: เริ่มจากการรู้ว่าตนเองส่งออกสินค้าอะไร ไปตลาดไหน และกรอบ FTA ใดให้อัตราภาษีดีที่สุดสำหรับสินค้านั้นในตลาดนั้น — แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนความสามารถในการแข่งขันได้ทันที

ข้อมูลอ้างอิง:

  • กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. (2567). ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย. กระทรวงพาณิชย์. https://www.dtn.go.th 
  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ. (2567). โครงการพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์ข้ามพรมแดน. กระทรวงพาณิชย์. https://www.ditp.go.th 
  • กรมการค้าระหว่างประเทศ. (2567). ระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์. กระทรวงพาณิชย์. https://www.dft.go.th 
  • กระทรวงพาณิชย์. (2568). รายงานสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย. https://www.ops3.moc.go.th
  • กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. (2568). ระบบสืบค้นข้อมูล FTA Thailand. https://fta.dtn.go.th
  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ. (2568). แนวทางการใช้สิทธิประโยชน์ภาษีจาก FTA สำหรับ SMEs. กระทรวงพาณิชย์
  • European Commission. (2025). Trade Policy Review: Thailand EU FTA Negotiations Update. https://ec.europa.eu/trade
  • RCEP Secretariat. (2024). RCEP Annual Report 2024: Trade and Investment Statistics. https://rcepsec.org
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง. (2568). ผลกระทบ CBAM ต่อการส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป: การประเมินเบื้องต้น. กระทรวงการคลัง
     

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนกับบทบาทผู้นำรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนระหว่างประเทศ

จีนกับบทบาทผู้นำรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนระหว่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญอินโดนีเซียชี้ จีนยังมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกว่า 30% ผ่านนโยบาย Dual Circulation การเปิดกว้างระดับสูง และความร่วมมือภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

4 นาที
ไขความลับภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าดันสินค้าไทยบุกตลาดเอเชีย

ไขความลับภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าดันสินค้าไทยบุกตลาดเอเชีย

เจาะลึกแนวทางปฏิบัติจริงในการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจากกรอบความตกลง FTA เพื่อลดหย่อนภาษีนำเข้าเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ แนะนำตั้งแต่การเช็กพิกัดศุลกากร HS Code การตรวจสอบเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า การยื่นเอกสารผ่านระบบดิจิทัล ตลอดจนการนำมาใช้เป็นอาวุธลับในการเจรจาธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนสินค้าไทยให้เติบโตในตลาดเอเชียได้อย่างยั่งยืน

8 นาที
สุชาติ นำทีมพาณิชย์บุกสวิสฯ ดันส่งออกสินค้าไทย ใช้ FTA ไทย-EFTA พร้อมโปรโมต Thai SELECT

สุชาติ นำทีมพาณิชย์บุกสวิสฯ ดันส่งออกสินค้าไทย ใช้ FTA ไทย-EFTA พร้อมโปรโมต Thai SELECT

สุชาติ ชมกลิ่น นำคณะกระทรวงพาณิชย์เยือนสมาพันธรัฐสวิส 8–12 ส.ค. 2568 หารือผู้นำเข้ารายใหญ่ ดันส่งออกสินค้าไทย ใช้ FTA ไทย-EFTA เพิ่มโอกาสตลาด พร้อมโปรโมตร้านอาหาร Thai SELECT โฉมใหม่ ให้ครองใจชาวต่างชาติ

3 นาที
ทิศทางการดำเนินงาน และก้าวแห่งอนาคตของ DTN

ทิศทางการดำเนินงาน และก้าวแห่งอนาคตของ DTN

ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่ 4 ฉบับ ได้แก่ ความ ตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) FTA ไทย ปากีสถาน FTA ไทย ตุรกี และ BIMSTEC (บังคลาเทศ อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล และไทย) รวมทั้งอยู่ระหว่างศึกษาและรับฟังความเห็น เพื่อพิจารณาเรื่องการเปิดเจรจา FTA ฉบับใหม่ เช่น FTA ไทย สหภาพยุโรป (EU) FTA ไทย สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) FTA ไทย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และ FTA ไทย สหราชอาณาจักร เป็นต้น

4 นาที
รายงานพิเศษ: ข้อตกลงการค้าพลิกโฉมธุรกิจโลก: นัยเชิงยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทย

รายงานพิเศษ: ข้อตกลงการค้าพลิกโฉมธุรกิจโลก: นัยเชิงยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทย

รายงานพลวัตข้อตกลงการค้าโลกใหม่ เจาะลึกผลกระทบ RCEP–CPTPP ต่อห่วงโซ่อุปทาน FDI และความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทย พร้อมข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์รับมือ

20 นาที
ครัวไทยบนเวทีโลก: โอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหาร

ครัวไทยบนเวทีโลก: โอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหาร

เจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรมอาหารไทยปี 2569 ท่ามกลางโอกาสส่งออกเติบโตแตะ 1.79 ล้านล้านบาท และความท้าทายจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ชี้ช่องทางรอดด้วยการเจาะตลาดพรีเมียม อาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) และ E-commerce พร้อมใช้ประโยชน์จาก FTA และเทคโนโลยี AI ยกระดับขีดความสามารถบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

7 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง