"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

สรุปประเด็น

สิ้นปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้ว 14.14 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.82% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังคงลดลงต่อเนื่อง [1] ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงที่คนทำงานจำนวนมากอาจไม่ทันตั้งตัว นั่นคือพ่อแม่และผู้สูงอายุในครอบครัวกำลังแก่ตัวลงเร็วกว่าที่คิด และเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการดูแลกันก็นับถอยหลังไปพร้อมกันทุกวัน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Gallup ชี้ว่าสัดส่วนพนักงานที่มีความผูกพันกับองค์กร (employee engagement) ทั่วโลกลดลงเหลือ 20% ในปี 2568 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563 และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกจากผลิตภาพที่สูญเสียไปสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9% ของ GDP โลก [2] ตัวเลขทั้งสองชุดบอกเป็นนัยเดียวกันว่า ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัวไม่ใช่เรื่องปัจเจกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่ทั้งครอบครัวและองค์กรต้องเผชิญร่วมกัน

ในโลกการทำงานที่แข่งขันสูง หลายคนทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดให้กับหน้าที่การงาน มุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ครอบครัว จนบางครั้งอาจหลงลืมไปว่าสิ่งที่คนในครอบครัวต้องการมากที่สุดไม่ใช่เงินทองเสมอไป แต่คือ "เวลา" ที่ซื้อคืนไม่ได้ ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ทั้งพนักงานและองค์กรควรให้ความสำคัญร่วมกันอย่างจริงจัง

เมื่อความสำเร็จในงาน แลกมาด้วยเวลาที่หายไป

คนทำงานจำนวนมากตั้งเป้าหมายด้านหน้าที่การงานและรายได้ เพื่อหวังให้คนในครอบครัวมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ในระหว่างทางของการไล่ตามความสำเร็จนั้น เวลาที่ควรใช้ร่วมกับคนที่รักกลับค่อยๆ ลดน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ขณะที่พ่อแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัวก็มีอายุมากขึ้นในทุกๆ วันเช่นกัน

ความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่ยังเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อองค์กรโดยตรง เพราะพนักงานที่รู้สึกขาดสมดุลระหว่างงานกับครอบครัวมีแนวโน้มเผชิญความเครียดสะสม ซึ่งกระทบทั้งสุขภาพจิตและประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว รายงาน State of the Global Workplace ของ Gallup ในปี 2568 พบว่า พนักงานทั่วโลกเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่าชีวิตตนเอง "รุ่งเรือง" (thriving) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่มีพนักงานกว่า 20% ที่รายงานว่ารู้สึกโดดเดี่ยวในชีวิตการทำงาน [3]

ผู้สูงอายุไทยมีสัดส่วนแตะ 21.82% ของประชากรทั้งประเทศแล้วในปี 2567 [1] ขณะที่พนักงานทั่วโลกซึ่งระบุว่าชีวิตตนเอง "รุ่งเรือง" มีเพียง 33% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี [3] — สองตัวเลขที่ชี้ไปทางเดียวกันว่าเวลาสำหรับครอบครัวกำลังเป็นทรัพยากรที่หายากขึ้นเรื่อยๆ

"เวลา" คือทรัพยากรเดียวที่เงินซื้อคืนไม่ได้

รายได้และความมั่นคงทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวได้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เงินทองไม่สามารถซื้อคืนได้ คือ "เวลา" เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้อีก การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการให้เวลาครอบครัว จึงเป็นทักษะสำคัญที่คนทำงานยุคนี้ควรฝึกฝน ไม่ต่างจากทักษะด้านอาชีพ

แนวทางสร้างสมดุลเวลาให้ครอบครัว สำหรับคนทำงาน

  1. ใช้เวลาที่มีอย่างตั้งใจ แม้เวลาจะจำกัด แต่การกลับไปเยี่ยมเยียนหรือให้คนในครอบครัวได้เห็นหน้าอย่างสม่ำเสมอ มีความหมายมากกว่าที่คิด
  2. จดจำวันสำคัญของคนในครอบครัว วันเกิด วันครบรอบ วันรับปริญญา หรือกิจกรรมสำคัญของลูก คือช่วงเวลาที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แม้ตารางงานจะแน่นเพียงใด
  3. กำหนดเวลาสำหรับครอบครัวไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับการวางแผนงาน การจัดสรรเวลาว่างร่วมกันทั้งครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เช่น มื้ออาหารร่วมกันในวันหยุด ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง
  4. สร้างกิจกรรมร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่โต อาจเป็นเกมง่ายๆ หรือกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำร่วมกันได้บ่อยครั้ง
  5. เป็นกำลังใจให้กัน การสนับสนุนซึ่งกันและกันในครอบครัว เป็นพลังใจสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนรับมือกับความกดดันจากการทำงานได้ดีขึ้น
  6. เคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน แม้เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน การให้เกียรติและเคารพความเป็นส่วนตัวยังคงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

มุมมองต่อองค์กร: Work-Life Balance ไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือการลงทุน

แนวโน้มที่คนทำงานยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตมากขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนในผลสำรวจหลายฉบับ ผลสำรวจของ Robert Walters ที่สอบถามคนทำงานไทย 570 คนเมื่อปลายปี 2566 พบว่า 78% ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน และมีบริการดูแลสุขภาวะพนักงาน ขณะที่ 59% ให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นในการทำงานเมื่อพิจารณาเปลี่ยนงาน และมากถึง 75% มีแผนจะหางานใหม่ภายใน 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนว่าความไม่สมดุลด้านนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจริง ไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทั่วไปที่พูดผ่านๆ [4]

แนวโน้มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในคนทำงานรุ่นใหม่ ผลสำรวจ Deloitte Global 2024 Gen Z and Millennial Survey ในกลุ่มตัวอย่างคนไทยกว่า 300 คน พบว่า work-life balance เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ Gen Z และมิลเลนเนียลใช้เลือกองค์กรที่จะร่วมงานด้วย รองจากโอกาสเรียนรู้พัฒนาตนเองและงานที่มีความหมาย [5]

สำหรับองค์กร การสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเพียงพอ ไม่ใช่เพียงสวัสดิการเสริม แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลดีต่อความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (Employee Engagement) และประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว เพราะพนักงานที่รู้สึกมั่นคงทั้งในชีวิตงานและชีวิตครอบครัว มักมีแนวโน้มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่กับองค์กรได้นานขึ้น ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจากความผูกพันที่ลดลงทั่วโลก [2] คือเครื่องเตือนใจว่านี่ไม่ใช่ตัวเลขเชิงนามธรรม แต่คือต้นทุนจริงที่องค์กรกำลังจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่

พนักงานไทยถึง 75% วางแผนหางานใหม่ภายใน 1 ปี ท่ามกลางเทรนด์ที่ 78% ต้องการทำงานกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน [4]

บทสรุป: เดิมพันที่มองไม่เห็นในงบดุลองค์กร

ตัวเลขประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับความผูกพันของพนักงานที่ลดต่ำลงทั่วโลก ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือองค์กรที่มองข้ามเรื่อง "เวลา" ของพนักงานกำลังแบกรับต้นทุนแฝงที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นอัตราการลาออกที่สูงขึ้น ผลิตภาพที่ลดลง หรือความยากในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ให้น้ำหนักกับสมดุลชีวิตมากกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน

สำหรับผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคล คำถามที่ควรถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ "จะให้สวัสดิการอะไรเพิ่ม" แต่คือ "นโยบายและวัฒนธรรมองค์กรในปัจจุบัน เอื้อให้พนักงานมีเวลาสำหรับครอบครัวจริงหรือไม่" เพราะในตลาดแรงงานที่คนรุ่นใหม่พร้อมเปลี่ยนงานทันทีที่สมดุลชีวิตไม่เป็นไปตามคาด องค์กรที่ตอบโจทย์นี้ได้ก่อนมีแนวโน้มจะรักษาคนเก่งไว้ได้นานกว่าคู่แข่งที่ยังมองเรื่องนี้เป็นเพียงสวัสดิการเสริม

ส่วนคนทำงานเอง ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าเวลาที่มีให้ครอบครัวไม่ได้ลดลงเพราะภาระงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีบริหารจัดการเวลาที่ตั้งใจ การจัดลำดับความสำคัญตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นตัวตัดสินว่าจะยังมีเวลาเพียงพอสำหรับคนที่รักหรือไม่ ก่อนที่ "เวลา" จะกลายเป็นทรัพยากรที่ซื้อคืนไม่ได้จริงๆ

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. TheCoverage.info. (2568). "ผู้สูงอายุเพิ่ม เด็กเกิดน้อย" จำนวนประชากรไทย "ลดลง" ปี 68 เหลือเพียง 65.8 ล้านคน. TheCoverage.info. https://www.thecoverage.info/news/content/10963
  2. Gallup. (2569, 7 เมษายน). Global Employee Engagement Continues Decline. Gallup, Inc. https://www.gallup.com/workplace/708071/global-employee-engagement-continues-decline.aspx
  3. Gallup. (2568). State of the Global Workplace: 2025 Report. Gallup, Inc. https://www.gallup.com/workplace/349484/state-of-the-global-workplace.aspx
  4. Nation Thailand. (2566, 5 ธันวาคม). Work-life balance and flexibility top priorities for Thai employees: survey. Nation Thailand. https://www.nationthailand.com/thailand/general/40033501
  5. Bangkok Post. (2567). Young Thais want work-life balance. Bangkok Post Learning. https://www.bangkokpost.com/learning/advanced/2813064/young-thais-want-work-life-balance

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เหตุสลดเทพศิรินทร์ฯ "สังคมไทยต้องทำอย่างไร"  ถอดบทเรียน 5 ข้อจาก "สหรัฐอเมริกา"

เหตุสลดเทพศิรินทร์ฯ "สังคมไทยต้องทำอย่างไร" ถอดบทเรียน 5 ข้อจาก "สหรัฐอเมริกา"

ถอดบทเรียนสำคัญ 5 ข้อจากสหรัฐอเมริกาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนไทย จากกรณีโศกนาฏกรรม มุ่งเน้นการตั้งศูนย์โรงเรียนปลอดภัยแห่งชาติ คุมเข้มการเข้าถึงอาวุธปืน วางแผนรับมือเหตุร้าย นำเทคโนโลยี AI มาช่วยเตือนภัย และการสังเกตสัญญาณความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุรุนแรง

7 นาที
The Empathy Advantage: เมื่อ "การเข้าใจคน" คือกลยุทธ์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพและแรงจูงใจที่แท้จริง

The Empathy Advantage: เมื่อ "การเข้าใจคน" คือกลยุทธ์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพและแรงจูงใจที่แท้จริง

เจาะลึกบทบาทของ Empathy ในฐานะกลยุทธ์สำคัญของการบริหารยุคใหม่ การเข้าอกเข้าใจทีมงานไม่ใช่แค่เรื่องของความใจดี แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างแรงจูงใจ ปลดล็อกศักยภาพพนักงาน และขับเคลื่อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างยั่งยืน พร้อมแนวทางการนำไปปรับใช้จริง

14 นาที
"เปลี่ยนคำห้ามเป็นคำชวน" เทคนิคพูดสั้นๆ ที่หยุดลูกร้องงอแงได้ในหนึ่งวัน

"เปลี่ยนคำห้ามเป็นคำชวน" เทคนิคพูดสั้นๆ ที่หยุดลูกร้องงอแงได้ในหนึ่งวัน

เปลี่ยนเสียงบ่นและบรรยากาศตึงเครียดในบ้านให้เป็นท่วงทำนองแห่งความร่วมมือ ด้วยเทคนิคเปลี่ยนคำพูดจาก "คำห้าม" ที่คอยตีกรอบและกระตุ้นการต่อต้าน มาเป็น "คำชวน" ที่บอกพฤติกรรมทางออกที่ชัดเจนและสร้างสรรค์ วิธีการง่ายๆ ที่สอดคล้องกับธรรมชาติการทำงานของสมองเด็กวัยเรียนรู้ ช่วยลดการร้องงอแง เอาแต่ใจ และสร้างสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นเหนียวแน่นในครอบครัวได้เห็นผลทันตาในหนึ่งวัน

7 นาที
ก้าวข้ามหน้าจอ สู่การเชื่อมโยงที่แท้จริง: วิธีสร้าง Human Connection ในออฟฟิศยุคดิจิทัล

ก้าวข้ามหน้าจอ สู่การเชื่อมโยงที่แท้จริง: วิธีสร้าง Human Connection ในออฟฟิศยุคดิจิทัล

เจาะลึก 4 แนวทางสร้าง Human Connection ในองค์กรยุคดิจิทัล เพื่อดึงพนักงานกลับมาจากความห่างเหิน ผ่านการกำหนดเขตปลอดหน้าจอ เปลี่ยนห้องประชุมให้เกิดการพูดคุยและสบตาจริง จัดกิจกรรม Hands-on ที่เน้นการมีส่วนร่วม และผู้นำร่วมทำเป็นแบบอย่าง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

5 นาที
สร้างองค์กรด้วยใจ: ปรัชญาผู้นำยุคใหม่กับการหลอมรวมวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ

สร้างองค์กรด้วยใจ: ปรัชญาผู้นำยุคใหม่กับการหลอมรวมวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำจำนวนมากมักมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและตัวเลขเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาด "หัวใจ" ที่หลอมรวมคนในองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว

7 นาที
"สัญญาณเตือน" ก่อนโศกนาฏกรรม: นักจิตวิทยาเด็กแนะพ่อแม่-ครู สังเกตอะไรในตัวเด็ก

"สัญญาณเตือน" ก่อนโศกนาฏกรรม: นักจิตวิทยาเด็กแนะพ่อแม่-ครู สังเกตอะไรในตัวเด็ก

ถอดบทเรียนแนวทางสังเกตและป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนผ่าน 4 กลุ่มสัญญาณเตือนสำคัญ ทั้งการสื่อสาร (Leakage) อารมณ์ พฤติกรรม และการเรียน พร้อมข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ ครู และโรงเรียน ในการรับมือ ร่วมมือ และสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมก่อนสายเกินไป

7 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง