ร่างกฎหมายที่พักแรมจุดชนวนกังวล สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องโหว่ตรวจสอบความปลอดภัย

ร่างกฎหมายที่พักแรมจุดชนวนกังวล สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องโหว่ตรวจสอบความปลอดภัย

สรุปประเด็น

  • ปรับระบบกำกับดูแล 3 ระดับ: ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรมใหม่ แบ่งที่พักเป็นแจ้ง, ขึ้นทะเบียน และขอใบอนุญาต ตามขนาดและความเสี่ยงเพื่อลดขั้นตอนภาครัฐ

  • สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องโหว่: THA กังวลการลดขั้นตอนอาจทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร ดัดแปลง และการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เข้มงวดพอ

  • คุมเข้มมาตรฐานและความปลอดภัย: ย้ำว่าการกำกับดูแลต้องคำนึงถึงโครงสร้าง ทางหนีไฟ และอัคคีภัย ไม่ควรจำกัดแค่จำนวนห้องหรือผู้เข้าพักอย่างเดียว

  • ความรับผิดชอบแพลตฟอร์มออนไลน์: เสนอให้แพลตฟอร์มจองที่พักต้องตรวจสอบเอกสารและสถานะถูกกฎหมายของผู้ให้บริการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรมฉบับใหม่กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หลัง สมาคมโรงแรมไทย (THA) แสดงความกังวลว่า การปรับระบบกำกับดูแลและลดขั้นตอนการขออนุญาตอาจทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยของที่พักบางประเภทไม่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะอาคารที่ดัดแปลงมาเป็นที่พักระยะสั้น และกิจการที่ใช้เพียงการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนก่อนเปิดดำเนินการ

ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายปรับปรุงกฎหมายโรงแรมเดิมให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่พักที่หลากหลายขึ้น ตั้งแต่โรงแรมขนาดใหญ่ โฮสเทล และโฮมสเตย์ ไปจนถึงบ้านพักและที่พักในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน พร้อมลดภาระด้านใบอนุญาตและเพิ่มความคุ้มครองผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ภาคธุรกิจตั้งคำถามคือ การลดขั้นตอนทางปกครองจะทำควบคู่กับการตรวจสอบมาตรฐานอาคาร การใช้ประโยชน์ที่ดิน และความปลอดภัยของผู้เข้าพักได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากระบบกำกับดูแลมีช่องว่าง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ร่างกฎหมายใหม่ ปรับระบบกำกับดูแลที่พัก 3 ระดับ

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. .... ซึ่งมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรมฉบับเดิมและปรับระบบกำกับดูแลให้ครอบคลุมที่พักรูปแบบใหม่มากขึ้น

แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานและขั้นตอนอนุญาตในรูปแบบเดียวกัน ไปสู่การกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้เข้าพัก และระดับความเสี่ยง โดยแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่

  • จำพวกที่ 1 — แจ้งต่อนายทะเบียน: ตัวอย่างเช่น ที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และรองรับผู้เข้าพักไม่เกิน 30 คน ตามเงื่อนไขที่กำหนด

  • จำพวกที่ 2 — ขึ้นทะเบียน: ตัวอย่างเช่น ที่พักที่มี 9–40 ห้อง หรือรองรับผู้เข้าพัก 31–150 คน ตามหลักเกณฑ์ของร่างกฎหมาย

  • จำพวกที่ 3 — ขอใบอนุญาต: ที่พักที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือรองรับผู้เข้าพักเกิน 150 คน ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินกิจการ

การปรับระบบดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้สะดวกขึ้น ลดอุปสรรคจากขั้นตอนอนุญาตที่อาจไม่เหมาะกับธุรกิจทุกประเภท และทำให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับการกำกับดูแลกิจการได้ครอบคลุมมากขึ้น

แต่ในมุมของสมาคมโรงแรมไทย การกำหนดระดับการกำกับดูแลตามขนาดหรือจำนวนห้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่มีหลักประกันว่าที่พักทุกประเภทจะผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยตามความเสี่ยงจริงของอาคาร

การลดขั้นตอนขออนุญาตอาจช่วยให้ธุรกิจที่พักรายย่อยเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้การตรวจสอบอาคาร ความปลอดภัยจากอัคคีภัย และการใช้ประโยชน์ที่ดินอ่อนแอลง เพราะต้นทุนจากความเสี่ยงอาจตกอยู่กับทั้งผู้ประกอบการ ผู้เข้าพัก และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม

สมาคมโรงแรมไทยห่วงช่องว่างตรวจสอบอาคาร

เธียรประสิทธิ์ ชัยยภัทรานนท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นว่า อุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการที่พักบางส่วนอาจไม่ได้อยู่ที่กฎหมายโรงแรมเพียงฉบับเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

สมาคมฯ จึงกังวลว่า หากปรับกฎหมายสถานที่พักแรมโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับกฎหมายเหล่านี้อย่างรอบด้าน อาจเกิดช่องว่างในการกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีอาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน ตึกแถว หรือโรงงานที่ถูกดัดแปลงเป็นที่พักระยะสั้น

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานประเภทหนึ่งอาจไม่ได้มีโครงสร้าง ทางหนีไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย หรือองค์ประกอบด้านความปลอดภัยเหมาะสมกับการรองรับผู้เข้าพักในลักษณะเดียวกับโรงแรม

สมาคมโรงแรมไทยยังตั้งคำถามว่า ที่พักที่ใช้เพียงระบบแจ้งหรือขึ้นทะเบียนจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเปิดให้บริการในระดับใด และจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้การปรับประเภทใบอนุญาตกลายเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่ควรต้องปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ข้อกังวลดังกล่าวเป็นความเห็นของภาคอุตสาหกรรมต่อร่างกฎหมาย ไม่ใช่ข้อสรุปว่าร่างกฎหมายจะทำให้มาตรฐานความปลอดภัยลดลงอย่างแน่นอน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่รายละเอียดของกฎหมายลำดับรองและกลไกตรวจสอบที่จะนำมาใช้จริง

ความปลอดภัยไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนห้อง

การแบ่งประเภทที่พักตามจำนวนห้องหรือผู้เข้าพักช่วยให้การกำกับดูแลมีความแตกต่างตามขนาดกิจการ แต่ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น อายุและลักษณะของอาคาร การดัดแปลงโครงสร้าง จำนวนทางออกฉุกเฉิน ระบบป้องกันอัคคีภัย และสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ที่พักขนาดเล็กบางแห่งอาจตั้งอยู่ในอาคารเก่าหรืออาคารที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับผู้เข้าพักจำนวนมาก ขณะที่ที่พักรูปแบบใหม่ เช่น บ้านต้นไม้ เต็นท์ หรือที่พักดัดแปลงจากตู้คอนเทนเนอร์ ก็มีลักษณะความเสี่ยงเฉพาะที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป

ร่างกฎหมายระบุถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น ป้ายชื่อสถานที่พักแรม แผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และข้อกำหนดด้านอัคคีภัยที่เหมาะกับลักษณะของที่พักแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม การมีข้อกำหนดในกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีขั้นตอนตรวจสอบ การติดตาม และการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

โจทย์ของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าที่พักประเภทใดต้องแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขอใบอนุญาต แต่ต้องกำหนดด้วยว่า ที่พักแต่ละประเภทต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำอะไร ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และจะดำเนินการอย่างไรเมื่อพบความเสี่ยง

ผังเมืองและสิ่งแวดล้อม อีกเงื่อนไขที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากความปลอดภัยของตัวอาคาร สมาคมโรงแรมไทยยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่พักในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ชายฝั่ง และบริเวณที่มีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน

หากระบบแจ้งหรือขึ้นทะเบียนทำให้การเริ่มประกอบกิจการสะดวกขึ้น แต่การประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านอาคาร ผังเมือง และสิ่งแวดล้อมยังไม่ชัดเจน ก็อาจเพิ่มความยากในการตรวจสอบว่าที่พักแต่ละแห่งดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่

เรื่องนี้มีความสำคัญต่อแหล่งท่องเที่ยวที่มีทรัพยากรธรรมชาติเปราะบาง เพราะการขยายตัวของที่พักโดยขาดการควบคุมที่เหมาะสมอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการขยะ การใช้น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน

ดังนั้น การทำให้ธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ระบบควรดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบสิทธิในการใช้พื้นที่และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใช้กระบวนการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนแทนการปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น

อีกประเด็นที่สมาคมโรงแรมไทยต้องการให้ทบทวน คือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักท่องเที่ยว

สมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ร่างกฎหมายควรกำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าที่พักที่นำมาโฆษณามีเอกสารแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาตที่ถูกต้องตามประเภทกิจการหรือไม่ พร้อมกำหนดมาตรการเมื่อพบการโฆษณาที่พักที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อเสนอนี้สะท้อนว่า การกำกับดูแลตลาดที่พักในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสถานที่พักจริงได้อีกต่อไป เพราะผู้บริโภคจำนวนมากค้นหา เปรียบเทียบ และจองที่พักผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

หากระบบตรวจสอบผู้ให้บริการไม่ชัดเจน ผู้เข้าพักอาจไม่ทราบว่าที่พักมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายหรือผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจต้องแข่งขันกับที่พักที่ไม่รับภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและบทลงโทษที่เหมาะสมยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณารายละเอียดในกระบวนการจัดทำกฎหมาย ไม่ควรสรุปว่าร่างกฎหมายไม่มีมาตรการกำกับดูแลเลย แต่ควรจับตาว่าข้อกำหนดที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการบังคับใช้จริงหรือไม่

ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิผู้เข้าพัก

ในอีกด้านหนึ่ง ร่างกฎหมายมีข้อเสนอที่อาจช่วยลดภาระผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระบบ Super License ซึ่งเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่พักแรมจำพวกที่ 3 สามารถขอให้ใบอนุญาตหลักครอบคลุมกิจการที่เกี่ยวเนื่องได้สูงสุด 10 กิจการ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ สถานออกกำลังกาย และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง

ร่างกฎหมายยังมุ่งเพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้ข้อมูลที่โฆษณา เช่น ราคาห้องพัก เงื่อนไขการจอง รายละเอียดบริการ และภาพถ่าย เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ใช้บริการ

หากที่พักหรือบริการไม่ตรงตามที่โฆษณา ผู้ใช้บริการอาจยกเลิกการจองหรือยุติการเข้าพักและขอคืนเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงมีข้อเสนอห้ามใช้เงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเปิดทางให้ผู้ประกอบการยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีข้อจำกัดที่เหมาะสม

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายไม่ได้มุ่งลดขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามปรับระบบคุ้มครองผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการจองที่พักในยุคดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคด้านการคืนเงินและข้อมูลโฆษณาไม่สามารถทดแทนมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารได้ ทั้งสองส่วนจึงต้องดำเนินควบคู่กัน

4 ประเด็นที่ควรจับตาก่อนร่างกฎหมายเดินหน้าต่อ

เพื่อให้การปฏิรูปกฎหมายเกิดประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจและนักท่องเที่ยว กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้

1. กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยตามความเสี่ยงจริง
จำนวนห้องและผู้เข้าพักควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมิน ควบคู่กับประเภทอาคาร ลักษณะการดัดแปลง ระบบป้องกันอัคคีภัย และความสามารถในการอพยพผู้เข้าพัก

2. ระบุหน้าที่การตรวจสอบให้ชัดเจน
ต้องกำหนดว่า ที่พักประเภทใดต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเปิดกิจการ ประเภทใดสามารถตรวจภายหลังได้ และหน่วยงานใดรับผิดชอบการตรวจติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างการแจ้ง การขึ้นทะเบียน และการตรวจสอบจริง

3. เชื่อมโยงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ระบบอนุญาตที่พักต้องทำงานสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ เพื่อป้องกันการใช้กฎหมายฉบับใหม่เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงข้อกำหนดเดิม

4. สร้างระบบตรวจสอบที่พักและแพลตฟอร์มออนไลน์
ควรมีข้อมูลสถานะที่พักที่ตรวจสอบได้ง่าย พร้อมกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบการและแพลตฟอร์มให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม

ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คือทุนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย

การปรับปรุงกฎหมายสถานที่พักแรมเป็นโอกาสในการทำให้ระบบกำกับดูแลสอดคล้องกับธุรกิจที่พักในยุคใหม่ ทั้งการเติบโตของโฮมสเตย์ ที่พักขนาดเล็ก และการจองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอาจช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้มากขึ้นและทำให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับกำกับดูแลกิจการที่หลากหลายกว่าเดิม

แต่ความสะดวกในการประกอบธุรกิจจะสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมาตรฐานความปลอดภัยยังได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เพราะเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเพียงครั้งเดียวอาจกระทบทั้งผู้เข้าพัก ชุมชน และความเชื่อมั่นต่อจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างลดกฎระเบียบกับรักษาความปลอดภัย แต่คือการออกแบบกฎระเบียบที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและบังคับใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรได้รับ

ในขั้นตอนต่อไป รายละเอียดของการตรวจสอบก่อนเปิดกิจการ การบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง การกำกับแพลตฟอร์ม และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถลดภาระผู้ประกอบการโดยไม่สร้างช่องว่างด้านความปลอดภัยได้มากน้อยเพียงใด

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Overtourism ในยุโรปใต้: บทเรียนและโอกาสของการท่องเที่ยวไทย

Overtourism ในยุโรปใต้: บทเรียนและโอกาสของการท่องเที่ยวไทย

การประท้วง “Overtourism” ในยุโรปใต้เมื่อ 15 มิ.ย.2568 ชาวเมืองบาร์เซโลนา เวนิส มิลาน ลิสบอน รวมตัวต่อต้านนักท่องเที่ยวล้นเมือง ส่งผลให้ค่าเช่าและค่าครองชีพสูงขึ้น วิถีท้องถิ่นเปลี่ยน ไทยแม้ยังไม่รุนแรงแต่เผชิญปัญหาคล้ายในเมืองท่องเที่ยวหลัก อย่างไรก็ตามวิกฤตินี้เปิดโอกาสให้ไทยเป็นทางเลือกใหม่ เน้นการท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง พัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มสุขภาพ นิเวศ และหรูหรา เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม.

9 นาที
กรุงศรี ออโต้ จับมือ ททท. และภาคีพันธมิตรเดินหน้าสร้าง EV Ecosystem หนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขับรถไฟฟ้าเที่ยวไทย

กรุงศรี ออโต้ จับมือ ททท. และภาคีพันธมิตรเดินหน้าสร้าง EV Ecosystem หนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขับรถไฟฟ้าเที่ยวไทย

กรุงศรี ออโต้ ผนึก ททท. และภาคีพันธมิตร ยกระดับสู่ Auto User Ecosystem Aggregator ผ่านบริการ GO Travel บนแอป GO by Krungsri Auto เชื่อมโยงจุดชาร์จและเส้นทางขับขี่ EV ทั่วไทย หนุนท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน พร้อมเปลี่ยนฐานลูกค้าเป็น Data ต่อยอดรายได้ใหม่รับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม

6 นาที
คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น 9 เดือนแรกโต 2.4% จับตาโอกาสธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น 9 เดือนแรกโต 2.4% จับตาโอกาสธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน

ความนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นของนักท่องเที่ยวไทยยังมีทิศทางเติบโต โดยข้อมูลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า มีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น 835,400 คน เพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไทยเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 6 ของญี่ปุ่น แม้จำนวนผู้เดินทางในเดือนกันยายนจะลดลงก็ตาม

6 นาที
รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี พลังงานสีเขียว และการค้าระหว่างประเทศ

17 นาที
ศึกสายเลือดดุสิตธานี: ขัดแย้ง สืบทอดอำนาจ และเดิมพันธุรกิจไทยในตำนาน

ศึกสายเลือดดุสิตธานี: ขัดแย้ง สืบทอดอำนาจ และเดิมพันธุรกิจไทยในตำนาน

ความขัดแย้งภายในครอบครัวผู้ก่อตั้งดุสิตธานีระหว่างนายชนินทธ์ โทณวณิก และน้องสาวสองคน สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์แบรนด์ไทย ท่ามกลางบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลที่เข้ามาถือหุ้นและร่วมบริหารกิจการ พร้อมข้อเสนอเปลี่ยนแปลงเพื่อฟื้นฟูธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่อง

15 นาที
ททท.ยืนยัน Tomorrowland มาไทยแน่นอน ปักหมุดจังหวัดชลบุรี ธันวาคม 2569

ททท.ยืนยัน Tomorrowland มาไทยแน่นอน ปักหมุดจังหวัดชลบุรี ธันวาคม 2569

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เทศกาลดนตรี Tomorrowland จะมาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2569 โดยเลือกจังหวัดชลบุรีเป็นสถานที่จัดงาน

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง