
รู้จัก “Nature Positive” เป้าหมายโลกใหม่ เพื่อธรรมชาติและเราทุกคน
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ในยุคที่วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของทุกคน แนวคิด “Nature Positive” ได้กลายเป็นเป้าหมายระดับโลกฉบับใหม่ เพื่อชะลอ ฟื้นฟู และหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอย่างเร่งด่วน
นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในสภาผู้แทนราษฎร ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของ Nature Positive คือเป้าหมายระดับโลกในการหยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นคืนธรรมชาติให้ “เป็นบวก” ภายในปี ค.ศ. 2030 หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบันที่ใช้ทรัพยากรจนธรรมชาติ "ติดลบ" ใกล้ถึงจุดวิกฤติที่จะฟื้นคืนธรรมชาติให้ย้อนกลับมาเหมือนเดิมได้
โดยแนวคิดนี้ต่างจากแนวคิดอนุรักษ์รูปแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการ "ลดผลกระทบ" แต่เป็นการปรับเป้าหมายไปสู่การ "คืนธรรมชาติให้ได้มากกว่าที่ใช้ไป" ผ่านการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตและพื้นที่ป่าอย่างเป็นรูปธรรม
ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ประชาคมโลกได้สร้าง 3 เครื่องมือสำคัญขึ้นมาทำงานร่วมกัน ได้แก่:
-
Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework (GBF) ที่เปรียบเหมือนกฎหมายแม่บทระดับรัฐบาล
-
กรอบ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) สำหรับให้ภาคธุรกิจตรวจสอบความเสี่ยงของตนเอง
-
Science-Based Targets for Nature (SBTN) ที่เป็นคู่มือมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้นำไปลงมือทำได้จริง
จากกรอบกติกาโลกข้างต้น ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงและการดำเนินงาน ผ่าน 4 ขั้นตอนการจัดการ เพื่อพลิกธรรมชาติจากลบให้เป็นบวก ดังนี้:
-
หลีกเลี่ยง (Avoid): ป้องกันผลกระทบตั้งแต่ต้นทาง เช่น หยุดใช้วัตถุดิบจากการทำลายธรรมชาติ
-
ลด (Reduce): ลดการใช้ทรัพยากร การปล่อยมลพิษ ขยะ และพลังงานในกระบวนการผลิตและการดำเนินชีวิต
-
ฟื้นฟู (Restore): ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการหรือชุมชน
-
ชดเชย (Offset): ชดเชยผลกระทบส่วนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นทางเลือกสุดท้ายอย่างรับผิดชอบและตรวจสอบได้
Nature Positive ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR แต่คือหลักคิดหลักการเพื่อบริหารงานให้สร้างความยั่งยืนต่อธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The DNA of Change: เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ความยั่งยืนด้วย Inner ESG
ถอดบทเรียน Thai Smile Bus กับการขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยแนวคิด Inner ESG ผสานพลัง EV Technology, AI Fleet Management และกรอบ IDG ปลุกดีเอ็นเอคนหน้างานกว่า 5,000 คน สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ยกระดับความปลอดภัยและความสำเร็จทางธุรกิจที่จับต้องได้จริ

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
TDRI เตือนการลงทุน Data Center อาจได้ไม่คุ้มเสีย เหตุใช้ทรัพยากรสูงแต่จ้างงานต่ำ เสนอโมเดลพัฒนาใหม่เน้นสร้างงานคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อก้าวข้ามโลกเก่า

ลมหายใจของกรุงเทพฯ : เมื่อเยาวชนลุกขึ้นขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อรับมือวิกฤตมลพิษ
ท่ามกลางวิกฤตมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ เยาวชนไทยลุกขึ้นพัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศเพื่อชุมชนคลองเตย สะท้อนพลัง Social Innovation และโอกาสความร่วมมือของภาคธุรกิจในกรอบ ESG และความยั่งยืน

IRPC และ UOB ลงนามความร่วมมือสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืน
ไออาร์พีซีและยูโอบี ประเทศไทย ร่วมลงนามสินเชื่อเพื่อการค้าเพื่อความยั่งยืนที่อิงกับ S&P Global ESG Score ซึ่งเป็นการยกระดับและต่อยอดแนวคิด Sustainable Finance ในตลาดการเงินไทยอย่างชัดเจน

สร้างผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร: พลังขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสุขภาพ
ในยุคที่อุตสาหกรรมสุขภาพต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดแคลนและภาวะเหนื่อยล้าสะสมของบุคลากรด่านหน้า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการสถานพยาบาลและธุรกิจสุขภาพในปัจจุบัน

4 เทรนด์องค์ความรู้และทักษะที่ต้องมีในปี 2025 เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกขบวน
ปี 2025 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวตาม 4 เทรนด์การพัฒนาทักษะใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและซัพพลายเชน, ความยั่งยืน (Sustainability & ESG), สุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness) และ AI ในการบริหารธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล
