TAGTHAi กับความฝัน "National Tourism Integration Platform" งานยากที่ไทยพยายามแก้มาหลายรัฐบาล

TAGTHAi กับความฝัน "National Tourism Integration Platform" งานยากที่ไทยพยายามแก้มาหลายรัฐบาล

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

ความท้าทายที่แท้จริงของการท่องเที่ยวไทยในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การดึงนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่คำถามว่า รัฐไทยสามารถรู้จริงๆ ว่านักท่องเที่ยวเหล่านั้นใช้จ่ายเงินไปเท่าไหร่ ที่ไหน และอย่างไร

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางยกระดับแพลตฟอร์ม TAGTHAi สู่การเป็น "National Tourism Integration Platform" เชื่อมโยงข้อมูลการท่องเที่ยวของภาครัฐและเอกชนเข้าสู่ระบบเดียว พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

สัญญาณที่น่าสนใจกว่าตัวแพลตฟอร์มคือการที่ศุภจีระบุชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทย จากเดิมที่มุ่งเน้น "จำนวนนักท่องเที่ยว" ไปสู่ "การใช้จ่ายต่อหัวและระยะเวลาพำนัก" แทน ความท้าทายที่แท้จริงของแนวคิดนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ไทยพยายามแก้มาหลายรัฐบาลโดยยังไม่สำเร็จ นั่นคือการรวมข้อมูลท่องเที่ยวที่กระจัดกระจายในหน่วยงานนับสิบให้เป็นระบบเดียวกัน

ความพยายามครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน ตรงที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมโดยตรง ไม่ใช่แค่ระดับกรมหรือกระทรวงเดียว — แต่ประวัติศาสตร์นโยบายไทยก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ระดับผู้นำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

จาก "นับหัวนักท่องเที่ยว" สู่ "นับมูลค่าเศรษฐกิจ" การเปลี่ยนกรอบคิดที่สำคัญกว่าที่คิด

ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดในการแถลงครั้งนี้ไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์ม TAGTHAi เอง แต่คือการเปลี่ยนรูปแบบวัดผลความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยที่ประกาศออกมาพร้อมกัน

ที่ผ่านมา ตัวเลข "จำนวนนักท่องเที่ยว" มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่จับต้องง่ายและประกาศความสำเร็จได้ทันที ขณะที่ตัวชี้วัดด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจต้องอาศัยการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ซับซ้อนกว่ามาก ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย รูปแบบการเดินทาง และการกระจายรายได้ในแต่ละพื้นที่

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมระบบข้อมูลอย่าง TAGTHAi ถึงต้องถูกยกระดับความสำคัญขึ้นในเวลานี้ เพราะถ้ารัฐบาลต้องการวัดผล "มูลค่า" ไม่ใช่ "จำนวน" รัฐบาลจำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลที่รองรับการวัดผลนั้นด้วย สิ่งนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตจากภาคเอกชนก่อนหน้านี้ที่เคยชี้ว่าไทยขาดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวโดยรวมที่เชื่อมโยงข้อมูลแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกระจัดกระจายและไม่ตรงจุด

TAGTHAi คืออะไร และทำไมถึงถูกเลือกเป็นแกนหลัก

TAGTHAi พัฒนาโดย บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ในฐานะ "Thailand's Official Travel Platform" ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การสนับสนุน โดยมียอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 1 ล้านครั้ง มาตั้งแต่ต้นปี 2567 ครอบคลุมทั้งฟีเจอร์ City Pass สิทธิประโยชน์ร้านค้าพันธมิตร และข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว

ฐานผู้ใช้งานที่มีอยู่แล้วนี้คือเหตุผลที่ทำให้ TAGTHAi ถูกเลือกเป็นแกนหลัก แทนที่จะเริ่มสร้างระบบใหม่จากศูนย์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของ National Tourism Integration Platform ทะเยอทะยานกว่านั้นมาก คือการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยวของ "ภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ" เข้าสู่ระบบเดียว ซึ่งหมายรวมถึงหน่วยงานนับสิบแห่ง ตั้งแต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. กรมการท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงแพลตฟอร์มเอกชนที่แต่ละจังหวัดหรือแต่ละหน่วยงานเคยพัฒนาขึ้นมาใช้เอง

โจทย์ยากที่แท้จริง: ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการประสานหน่วยงาน

หากมองในมุมประวัติศาสตร์นโยบาย แนวคิดการรวมระบบข้อมูลท่องเที่ยวของไทยให้เป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาต่างเคยผลักดันแนวคิดคล้ายกันนี้ในชื่อต่างๆ กัน แต่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาเดียวกันคือ แต่ละหน่วยงานและแต่ละพื้นที่มักพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองขึ้นมาแยกกัน ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณเฉพาะโครงการ ความเป็นเจ้าของข้อมูล และข้อจำกัดด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ผลลัพธ์คือประเทศไทยมีแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐกระจัดกระจายอยู่หลายสิบระบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่ที่ประชุมครั้งนี้ระบุตรงไปตรงมาว่าต้องการ "ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาแพลตฟอร์มของแต่ละพื้นที่"

สิ่งที่ทำให้ความพยายามครั้งนี้น่าจับตามากกว่าครั้งก่อนๆ คือระดับผู้นำ เพราะครั้งนี้มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมโดยตรง ไม่ใช่แค่ระดับกรมหรือกระทรวงเดียว ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การประสานงานข้ามหน่วยงานที่เคยเป็นอุปสรรคในอดีตทำได้ราบรื่นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะวัดได้จากการปฏิบัติจริงในอีกหลายเดือนข้างหน้า ไม่ใช่จากคำแถลงในที่ประชุมเพียงครั้งเดียว

มิติที่มองข้ามไม่ได้: ข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

จุดที่น่าสนใจในการหารือครั้งนี้คือที่ประชุมให้ความสำคัญกับประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของผู้ใช้งานควบคู่ไปกับการพัฒนาฟีเจอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐตระหนักถึงความเสี่ยงของการรวมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ไม่ใช่มาแก้ไขภายหลังเกิดปัญหา

ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะแผน Tourism Data Intelligence ที่ระบุไว้ในการหารือ หมายถึงการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงลึก ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทั้งในแง่พฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนบุคคลและรูปแบบการเดินทาง หากระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลไม่แข็งแกร่งเพียงพอ อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ต้องนำข้อมูลธุรกิจของตนเข้าสู่ระบบ

Highlight: ยิ่งระบบรวมศูนย์ข้อมูลมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น — ความปลอดภัยของข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคที่แก้ทีหลัง แต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันแรก

เชื่อมโยง "ไทยเที่ยวไทยพลัส" มิติที่ทำให้นโยบายนี้จับต้องได้เร็วขึ้น

จุดที่ทำให้แผนนี้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น คือการที่รัฐบาลวางแผนเชื่อมโยง TAGTHAi เข้ากับโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศที่มีฐานผู้ใช้งานอยู่แล้ว

การเชื่อมสองระบบนี้เข้าด้วยกันช่วยแก้โจทย์สำคัญของแพลตฟอร์มใหม่ทุกตัว นั่นคือปัญหาการสร้างฐานผู้ใช้งานตั้งแต่ศูนย์ เพราะสามารถอาศัยแรงจูงใจทางการเงินจากคูปองหรือสิทธิประโยชน์ของไทยเที่ยวไทยพลัสดึงคนเข้ามาใช้งาน TAGTHAi ไปพร้อมกัน

แนวทางนี้สอดคล้องกับที่ภาคเอกชนเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ในบริบทของธุรกิจ Man-made Attraction ว่ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยวได้จริง การผนวกแพลตฟอร์มข้อมูลเข้ากับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรมเร็วกว่าการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลแบบลอยตัวเพียงอย่างเดียว

มุมมองสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้าชุมชน หรือผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ มีอย่างน้อย 3 ประเด็นที่ควรพิจารณาจากความเคลื่อนไหวนี้

ประการแรก หากแพลตฟอร์มนี้พัฒนาสำเร็จตามเป้าหมายจริง จะเป็นช่องทางการตลาดต้นทุนต่ำที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและสินค้าชุมชนที่ที่ประชุมระบุว่าจะได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษผ่านระบบแคตตาล็อกบนแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ควรเริ่มศึกษาแนวทางเข้าร่วมตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อให้ได้เปรียบในการปรากฏตัวบนระบบก่อนคู่แข่ง

ประการที่สอง การที่นโยบายภาครัฐเปลี่ยนโฟกัสจากจำนวนนักท่องเที่ยวสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและระยะเวลาพำนัก เป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องตาม เช่น การออกแบบแพ็กเกจที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นหรือใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป แทนที่จะแข่งขันด้วยราคาต่ำเพื่อดึงจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ประการที่สาม ผู้ประกอบการควรติดตามความคืบหน้าของนโยบายนี้อย่างมีวิจารณญาณ แต่ไม่ควรวางแผนธุรกิจโดยพึ่งพาความสำเร็จของแพลตฟอร์มนี้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากบทเรียนจากความพยายามลักษณะเดียวกันในอดีตแสดงให้เห็นว่าโครงการบูรณาการข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่มักใช้เวลานานกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรก

บทสรุป: ความตั้งใจดีต้องพิสูจน์ด้วยการดำเนินการที่ต่อเนื่อง

แนวคิด National Tourism Integration Platform ผ่าน TAGTHAi สะท้อนทิศทางนโยบายที่ถูกต้องในเชิงหลักการ ทั้งการเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้น และความพยายามแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของข้อมูลภาครัฐที่เป็นอุปสรรคเรื้อรังมานาน

แต่ประวัติศาสตร์นโยบายด้านนี้ของไทยก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความตั้งใจที่ดีในที่ประชุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โจทย์ที่แท้จริงคือการแปลงความร่วมมือระดับนโยบายให้กลายเป็นการบูรณาการข้อมูลที่ทำงานได้จริงในทุกวัน ซึ่งต้องการทั้งเจตจำนงทางการเมืองที่ต่อเนื่อง กลไกงบประมาณที่ยืดหยุ่น และที่สำคัญที่สุดคือการโน้มน้าวให้แต่ละหน่วยงานยินยอมเปิดข้อมูลของตนเข้าสู่ระบบกลาง

สำหรับภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย บทเรียนสำคัญคือการติดตามอย่างมีวิจารณญาณ ให้ความสำคัญกับการดำเนินการจริงมากกว่าคำแถลงนโยบาย และเตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงมูลค่าที่รัฐบาลประกาศไว้ ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วแพลตฟอร์มนี้จะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดที่ความพยายามครั้งก่อนๆ เคยเผชิญได้หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง:

  • Thai Digital Platform Social Enterprise. (n.d.). Travel it yourself. TAGTHAi. Retrieved August 28, 2026, from https://www.tagthai.com/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผย 7 นโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

6 นาที
บสย. เผยผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ไตรมาส 1/2569 เติบโต 2.87 เท่า

บสย. เผยผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ไตรมาส 1/2569 เติบโต 2.87 เท่า

บสย. โชว์ผลงานค้ำประกันสินเชื่อไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตถึง 2.87 เท่า หนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยรักษาการจ้างงาน และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

4 นาที
จีนเทา 2.0 (ตอนที่ 2) — เมื่อการท่องเที่ยว ระบบชำระเงิน และเงินฟอก กลายเป็นความเสี่ยงระดับชาติ

จีนเทา 2.0 (ตอนที่ 2) — เมื่อการท่องเที่ยว ระบบชำระเงิน และเงินฟอก กลายเป็นความเสี่ยงระดับชาติ

จาะลึกภัยคุกคาม “จีนเทา 2.0” เมื่อโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวและระบบชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นช่องโหว่ทางความมั่นคง ผสานวงจรฟอกเงินหมุนเวียนหลักหมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมสะท้อนจุดอ่อนภาครัฐที่ยังปราบปรามแบบแยกส่วน และความจำเป็นเร่งด่วนในการบูรณาการข้อมูลเพื่อตัดวงจรก่อนเกิดระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน

11 นาที
กรุงเทพฯ กำลังจะมีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งใหม่จาก Dusit Central Park

กรุงเทพฯ กำลังจะมีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งใหม่จาก Dusit Central Park

กรุงเทพฯ กำลังจะมีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งใหม่ขนาดใหญ่กว่า 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) พบกับ “Roof Park” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองแห่งใหม่จากโครงการ Dusit Central Park ที่เตรียมขึ้นแท่นเป็น สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Extending Park View ที่เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวของโครงการสู่สวนลุมพินีอย่างกลมกลืน ออกแบบภายใต้แนวคิด Universal Design เพื่อให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในฐานะเมืองสีเขียวแห่งอนาคตด้วย

10 นาที
หมดยุค Sea-Sand-Sun: ทำไม "Man-made Attraction" คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายของท่องเที่ยวไทย

หมดยุค Sea-Sand-Sun: ทำไม "Man-made Attraction" คือจิ๊กซอว์ที่ขาดหายของท่องเที่ยวไทย

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่ "Experience Tourism" ที่ต้องการประสบการณ์ผสมผสาน ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Attraction) กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ประเทศต่างๆ

11 นาที
ผลการดำเนินงานโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ของกระทรวงพาณิชย์ สองครั้งแรกทะลุ 60 ล้านบาท หนุน SMEs

ผลการดำเนินงานโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ของกระทรวงพาณิชย์ สองครั้งแรกทะลุ 60 ล้านบาท หนุน SMEs

กระทรวงพาณิชย์เผยโครงการไทยช่วยไทยสองครั้งแรกทำยอดขายกว่า 60.85 ล้านบาท ดึงดูดประชาชนกว่า 5 แสนคน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ SMEs และ OTOP ทั่วประเทศ

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง