30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี

30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี

สรุปประเด็น

  • ชูการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: รมว.คลัง ดัน "การลงทุน" เป็นกลไกหลักเพิ่มศักยภาพ ตั้งเป้าเศรษฐกิจไทยเติบโต 3% ภายใน 3 ปี ท่ามกลางข้อจำกัดหนี้และเศรษฐกิจโลก

  • มุ่งดึงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคต: เน้นดึงดูดลงทุนต่างประเทศในเซมิคอนดักเตอร์, Data Center, EV และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างกำลังการผลิตและผลิตภาพใหม่

  • ความท้าทายจากหนี้และโครงสร้าง: เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% และความท้าทายในการเพิ่มสัดส่วนลงทุนต่อ GDP

  • ใช้เวทีประชุมโลกสื่อสารศักยภาพ: ใช้โอกาสเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ชูจุดเด่นความเป็นกลางและการเชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสู่โครงการจริง

ไทยเตรียมใช้เวทีประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 12–18 ตุลาคม 2569 สื่อสารศักยภาพประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สูง และการแข่งขันดึงเงินลงทุนในภูมิภาค

เกือบ 30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจครั้งสำคัญอีกครั้ง จากเดิมที่ต้องเร่งฟื้นฟูระบบการเงินหลังวิกฤต สู่ความท้าทายในการยกระดับการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' ลูกหม้อคลัง ว่าที่รมต.คลังคนใหม่ - ThaiPublica

บทความของ Reuters โดย Devjyot Ghoshal เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วาง “การลงทุน” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการฟื้นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมุ่งดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานและทักษะแรงงาน เพื่อผลักดันการเติบโตให้สูงขึ้นในระยะ 3 ปีข้างหน้า

แนวทางดังกล่าวถูกนำเสนอในช่วงที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ไทยสามารถสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนต่อผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจจากทั่วโลก

จากวิกฤตปี 2540 สู่โจทย์เศรษฐกิจโตต่ำ

ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหลังการลอยตัวค่าเงินบาท ก่อนต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และดำเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายด้าน

เกือบสามทศวรรษต่อมา โจทย์ของไทยเปลี่ยนไปจากการแก้ไขวิกฤตการเงินเฉพาะหน้า เป็นการเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเพิ่มกำลังการผลิตและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

เอกนิติให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 22–23% ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แรงส่งการเติบโตอ่อนแอลง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนและดึงเงินทุนเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง

ขณะเดียวกัน บทความ Reuters ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.34% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความท้าทายในการเร่งการเติบโตให้กลับมาอยู่ในระดับสูงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคที่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าในบางช่วง

โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่คือการเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นกำลังการผลิตใหม่ งานที่มีทักษะสูง และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย 3% ใน 3 ปี มุ่งดึงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคต

เมื่อเดือนกันยายน 2569 เอกนิติเปิดเผยแนวทางผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต 3% ภายใน 3 ปี โดยเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูง ได้แก่

  • เซมิคอนดักเตอร์: อุตสาหกรรมต้นน้ำสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง

  • Data Center: โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัล การประมวลผลข้อมูล และการพัฒนา AI

  • ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตขั้นสูง: การต่อยอดฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยไปสู่เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

  • พลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้า: การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความพร้อมของพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ

สำหรับไทย การสร้างความพร้อมของปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้กลายเป็นโครงการลงทุนจริง และทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศ

เป้าหมายรัฐบาลกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ประเมินโดย ธปท.

แม้รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 3% ภายใน 3 ปี แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 2.7% และมองว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปีจึงจะไปถึงระดับดังกล่าว ตามข้อมูลที่ Reuters รายงาน

ตัวเลขทั้งสองมีความหมายต่างกัน โดยเป้าหมายของรัฐบาลสะท้อนระดับการเติบโตที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น ขณะที่การประเมินของ ธปท. สะท้อนมุมมองต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

ความแตกต่างนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นจำเป็นต้องมีการลงทุนและการปฏิรูปที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่อาศัยมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

หนี้ครัวเรือนและความเสี่ยงโลกยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้

นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านการลงทุน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อ การเข้าถึงสินเชื่อ และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน ภาระหนี้ภาครัฐในหลายประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการลงทุนใน AI ที่อาจสร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านการประเมินมูลค่าการลงทุน

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งเข้าใกล้กรอบเพดานตามนโยบายการคลังที่ 70% ของ GDP ทำให้การเร่งลงทุนและการสนับสนุนเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง

อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานว่า Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยจาก “ลบ” เป็น “เสถียรภาพ” ในเดือนกันยายน 2569 โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความทนทานต่อแรงกระแทกมากกว่าที่คาด และความแน่นอนด้านนโยบายมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้ การปรับแนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่หลักประกันว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินความเสี่ยงของประเทศ

บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง: นโยบายต้องมีเจ้าของและทำต่อเนื่อง

อนูป สิงห์ (Anoop Singh) อดีตหัวหน้าคณะผู้แทน IMF ที่ดูแลประเทศไทยในช่วงวิกฤตปี 2540 ให้ความเห็นในบทความ Reuters ว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการฟื้นตัวคือการที่รัฐบาลมีความเป็นเจ้าของต่อการแก้ปัญหา หรือ Political Ownership โดยต้องยอมรับข้อจำกัดที่เกิดขึ้นและลงมือปฏิรูปอย่างจริงจัง

บทเรียนนี้ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เพราะการปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การปรับระบบพลังงาน และการยกระดับอุตสาหกรรม ต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่สามารถเห็นผลได้ทั้งหมดภายในระยะสั้น

การมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นจริง การลดอุปสรรคทางธุรกิจ และการกระจายประโยชน์จากการลงทุนไปยังผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศ

ไทยชูความเป็นกลาง ดึงดูดการลงทุนท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก เอกนิติเตรียมนำเสนอประเทศไทยในฐานะประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจและภาคธุรกิจจากหลายภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยใช้จุดแข็งด้านที่ตั้ง เครือข่ายการค้า และฐานการผลิตเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

อย่างไรก็ตาม การวางตำแหน่งไทยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ตั้งแต่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางพลังงาน กฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ไปจนถึงบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

เวที IMF–World Bank Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 จึงเป็นโอกาสในการสื่อสารศักยภาพของประเทศกับผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนระหว่างประเทศ แต่ความสำเร็จจะต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังการประชุมด้วย

บททดสอบต่อจากนี้ คือเปลี่ยนความสนใจให้เป็นการลงทุนจริง

เกือบ 30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ความท้าทายของไทยเปลี่ยนจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต มาเป็นการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว การผลักดันการลงทุนจึงเป็นแนวทางสำคัญ แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ว่าจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 22–23% ได้มากน้อยเพียงใด โครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

เป้าหมายการเติบโต 3% จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนโอกาสจากการลงทุนให้เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพและต่อเนื่องได้หรือไม่

ข้อมูลอ้างอิง:

Ghoshal, D. (2026, October 9). Nearly 30 years after IMF rescue, Thailand faces new economic test. Reuters. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/nearly-30-years-after-imf-rescue-thailand-faces-new-economic-test-2026-10-09/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

FTA ไทย–EU เดินหน้าเจรจารอบ 10 เร่งเคลียร์เปิดตลาด–สินค้าอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปดีลภายในปี 2569

FTA ไทย–EU เดินหน้าเจรจารอบ 10 เร่งเคลียร์เปิดตลาด–สินค้าอ่อนไหว ตั้งเป้าสรุปดีลภายในปี 2569

พาณิชย์เผย FTA ไทย-EU คืบหน้าแล้วเกือบ 2 ใน 3 หลังจบรอบ 9 เร่งเครื่องเคลียร์ประเด็นท้าทายทั้งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและสินค้าอ่อนไหว ส.อ.ท.หนุนเร่งปิดดีลภายในปี 2569 เพื่อขยายโอกาสส่งออก ดึงดูดการลงทุน และเตรียมพร้อมสู่สมาชิก OECD

8 นาที
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ปี 2569 โต 2.0% เตือน MPI เสี่ยงหดตัวปีที่ 4 จากต้นทุนพลังงานและการแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ปี 2569 โต 2.0% เตือน MPI เสี่ยงหดตัวปีที่ 4 จากต้นทุนพลังงานและการแข่งขัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0% แต่ภาคการผลิตยังเผชิญแรงกดดัน โดยการประเมินเดือนมิถุนายนชี้ MPI เสี่ยงหดตัว 0.5% เป็นปีที่ 4 ธุรกิจจึงต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพและบริหารต้นทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

6 นาที
สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว

สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว

การสัมมนา BOT Symposium 2025 ได้สะท้อนภาพผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และเสนอแนวทางการปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

6 นาที
The Big Long | รายงาน In Gold We Trust 2025

The Big Long | รายงาน In Gold We Trust 2025

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2025 รายงาน In Gold We Trust ฉบับที่ 19 ได้รับการนำเสนอในงานแถลงข่าวระดับนานาชาติที่ถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้เขียนรายงานนี้คือ Ronald-Peter Stöferle และ Mark J. Valek ผู้จัดการกองทุนจาก Incrementum AG บริษัทจัดการสินทรัพย์ในลิกเตนสไตน์ รายงาน In Gold We Trust 2025 ครอบคลุมหัวข้อสำคัญต่าง ๆ เช่น

3 นาที
ไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3: รัฐพนัน 3,500 ล้านบาทกับโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าแค่ "กระตุ้นการใช้จ่าย"

ไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3: รัฐพนัน 3,500 ล้านบาทกับโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าแค่ "กระตุ้นการใช้จ่าย"

เจาะลึกโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส เฟส 3 วงเงิน 3,500 ล้านบาท 1 ล้านสิทธิ์ พร้อมวิเคราะห์ความคุ้มค่า นัยต่อธุรกิจท่องเที่ยว และกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งระบบดิจิทัลและการบริหารจัดการ เพื่อคว้าโอกาสฟื้นฟูธุรกิจช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2569

10 นาที
คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

บอร์ด ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบในหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin โดยเฉพาะ USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผนึกกำลัง ธปท. สกัดกั้นความเสี่ยงฟอกเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ และการโอนเงินออกนอกระบบ พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางเกณฑ์กำกับดูแลเชิงรุกต่อไป

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง