
ทุนมืด 4.6 หมื่นล้านปอนด์กับคำถามใหญ่ต่อระบบการเงินไทย
ในโลกที่รัฐบาลต่างประกาศทำสงครามกับ “เงินสกปรก” ยังมีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่สามารถใช้สหราชอาณาจักร—หนึ่งในศูนย์กลางการเงินและกฎหมายของโลก—เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของเงินผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 46,000 ล้านปอนด์ได้อย่างแนบเนียน บทความนี้เรียบเรียงจาก “How a £46 billion criminal enterprise made the UK its second home” ของ Transparency International UK เพื่อสำรวจว่าขบวนการนี้ลอดผ่านกฎเกณฑ์ เข้าสู่ระบบการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงินในอังกฤษได้อย่างไร
พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า หากประเทศที่มีกลไกกำกับเข้มข้นอย่างสหราชอาณาจักรยังกลายเป็นเป้าหมายของเงินสกปรกได้ แล้วระบบการเงินและข้อบังคับของประเทศไทยวันนี้และอนาคตประเทศมีพร้อมแค่ไหนต่อการรับมือกับเครือข่ายลักษณะเดียวกัน
ส่องปฏิบัติการ “Prince Group” เครืออาชญากรรมข้ามชาติ ใช้ลอนดอนเป็นศูนย์ฟอกเงิน
เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้า รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ชื่อ “Prince Group” ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐจัดให้เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Criminal Organization) กลุ่มนี้นำโดย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi) นักธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองแน่นแฟ้น และถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับคดีคอร์รัปชัน การฉ้อโกงขนาดอุตสาหกรรม และการค้ามนุษย์—ข้อกล่าวหาที่ Prince Group ปฏิเสธทุกประการ โดยอ้างว่าเป็นข้ออ้างของทางการในการยึดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของพวกเขา
มีรายงานว่ากลุ่มอาชญากรรมนี้สร้างผลประโยชน์มากกว่า 46,000 ล้านปอนด์ และต้องหาช่องทาง “เก็บเงิน” อย่างปลอดภัย สุดท้ายกลุ่มจึงเลือกสหราชอาณาจักรเป็นเป้าหมาย โดยเฉิน จื้อถึงขั้นย้ายไปพำนักในลอนดอนเป็นบ้านหลังที่สอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรยังต้องทำอีกมากเพื่อจัดการ “เงินสกปรก” ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ผ่านการลงทุนและอสังหาริมทรัพย์ชั้นหรู
เส้นทางเข้าถึงสหราชอาณาจักร
สาเหตุแรกที่ Prince Group เลือกสหราชอาณาจักร คือ “เข้าได้ง่าย” จากคำให้การของแหล่งข่าวในรายงานของ The Times ระบุว่า ขณะที่สหรัฐปฏิเสธการขอวีซ่าของเฉินและพรรคพวก แต่สหราชอาณาจักรกลับเปิดทางผ่าน “โครงการวีซ่านักลงทุนระดับ Tier 1” ที่อนุญาตให้ผู้ลงทุนอย่างน้อย 2 ล้านปอนด์ได้รับสิทธิพำนักอาศัยได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านั้นสองปี เฉิน จื้อ ยังได้สัญชาติไซปรัสผ่านโครงการ “ซื้อสัญชาติด้วยเงินลงทุน” เช่นกัน ทั้งที่รัฐบาลอังกฤษและสมาชิกรัฐสภาเคยเตือนตั้งแต่ปี 2558 ว่าโครงการวีซ่านี้เป็นช่องโหว่ของการฟอกเงิน แต่โครงการดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่จนถึงปี 2565 ก่อนจะถูกยกเลิก—หลังบุคคลสำคัญในเครือ Prince Group ได้รับวีซ่าไปแล้วเรียบร้อย
การใช้ประโยชน์จากเขตนอกฝั่ง (Offshore Centres)
Prince Group ยังใช้ประโยชน์จากศูนย์การเงินนอกฝั่งของสหราชอาณาจักรเพื่อหมุนเงินทั่วโลก การสืบสวนของ Radio Free Asia ปี 2567 พบว่ากลุ่มนี้ตั้งบริษัทในเกาะ Isle of Man และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพนัน ดำเนินธุรกรรมมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนถูกตำรวจบุกค้นสำนักงานในเดือนมีนาคม 2568
ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐยังเปิดเผยว่า Prince Group ใช้บริษัทกว่าสองสิบแห่งในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) และอีกหลายแห่งในหมู่เกาะเคย์แมน เพื่อปกปิดตัวตนผู้ถือหุ้นจริง ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าความลับทางบริษัทในเขตอาณานิคมอังกฤษยังถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินรายใหญ่
อสังหาริมทรัพย์และช่องโหว่ของระบบตรวจสอบ
เฉิน จื้อและพวกพ้องสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรมากกว่า 180 ล้านปอนด์ รวมถึงอาคารสำนักงานมูลค่า 94 ล้านปอนด์ในลอนดอน และอพาร์ตเมนต์ใหม่ 17 ยูนิต ซึ่งซื้อผ่านบริษัทจดทะเบียนใน BVI โดยแทบไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน ทั้งที่มีรายงานข่าวและเอกสารรั่วไหลตั้งแต่ปี 2563 เกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเมืองและอาชญากรรมของเขาในกัมพูชา
กระบวนการตรวจสอบที่หละหลวมนี้สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลนักกฎหมาย บริษัทบัญชี และตัวแทนจัดตั้งบริษัท ที่ควรเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ของการฟอกเงินในตลาดสหราชอาณาจักร
ทางออกและข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอโดย Transparency International UK
แม้ Prince Group จะถูกรัฐบาลสหรัฐและสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรแล้ว แต่ความง่ายดายที่องค์กรอาชญากรรมระดับโลกเข้ามาสร้างอาณาจักรในลอนดอนได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง
นักวิเคราะห์เสนอ 5 มาตรการป้องกันในอนาคต ได้แก่
-
เผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการวีซ่า Tier 1 และตรวจสอบย้อนหลังผู้ได้รับวีซ่าทั้งหมด
-
ยุติความลับของบริษัทในเขตนอกฝั่งของอังกฤษ โดยเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง
-
เพิ่มการกำกับดูแลวิชาชีพเอกชน เช่น นักกฎหมายและนักบัญชี ให้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับการเงิน (FCA)
-
อุดช่องโหว่การซื้ออสังหาริมทรัพย์ก่อนสร้าง (off-plan) ซึ่งเสี่ยงถูกใช้ฟอกเงินในตลาดอสังหาฯ
-
ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านเงินสกปรก โดยใช้การประชุมสุดยอดนานาชาติด้านการเงินผิดกฎหมายที่สหราชอาณาจักรจะจัดขึ้นในปีหน้าเป็นเวทีขับเคลื่อน
ไทยในเงาเครือข่าย Prince Group
รายงานข่าวต่างประเทศและสื่อไทยระบุสอดคล้องกันว่า Prince Group ดำเนินเครือข่ายบริษัทมากกว่า 100 แห่งในหลายประเทศ เพื่อรองรับการฉ้อโกงลงทุนออนไลน์และฟอกเงิน รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไทยเป็นหนึ่งในตลาดและช่องทางสำคัญ
-
สื่อไทยและสื่อสากลรายงานว่ามีการตรวจสอบ “บริษัทที่ใช้ชื่อ Prince/Prince International ในไทย” ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างกับ Prince Group ของกัมพูชาหรือไม่ แม้บางบริษัทจะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่เพียงข้อสงสัยก็เพียงพอให้หน่วยงานกำกับไทยต้องขยับตัว
-
สถานทูตสหรัฐฯ และหน่วยงานด้านไซเบอร์ของไทยเผยแพร่เอกสารเตือน โดยระบุให้เห็นบทบาทของ Prince Group ในการฉ้อโกงคริปโตและ “pig butchering scams” ระดับโลก ซึ่งไทยอยู่ในภูมิภาคเป้าหมายและเป็นทางผ่านสำคัญของเงินดิจิทัลและเงินดอลลาร์

ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบไทย
การที่มีชื่อไทย หรือบริษัทในไทย ปรากฏในสื่อสากลควบคู่กับเครือข่าย Prince Group ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “มาตรฐานกำกับดูแล” ทันที
-
ภาพลักษณ์ด้าน AML/CFT: นักลงทุนสถาบันและธนาคารต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมากกับความเสี่ยงฟอกเงิน หากไทยถูกมองว่าเป็น “soft spot” ของทุนสีเทา ภาพลักษณ์ความเสี่ยงประเทศ (country risk) ด้านการเงินจะสูงขึ้นทันที แม้เศรษฐกิจจริงยังแข็งแรง
-
ความสัมพันธ์กับพันธมิตรตะวันตก: เมื่อสหรัฐ–สหราชอาณาจักรยกระดับ Prince Group เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยย่อมถูกจับตาว่าจะ “ร่วมมือเชิงรุก” ในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแค่ไหน ทั้งด้าน KYC, การอายัดทรัพย์, และการปิดช่องโหว่ในภาคการเงินและดิจิทัล
ทำไมไทยจึงเสี่ยงถูกใช้เป็น “โซ่ข้อกลาง”
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในฐานะฮับการค้า–การเงินของภูมิภาคบวกกับธรรมชาติ “เปิดกว้าง” ของธุรกิจต่างชาติ ทำให้ไทยถูกใช้เป็น “โซ่ข้อกลาง” ได้ง่าย หากระบบกำกับอ่อนจุด
-
ระบบบริษัทจำกัดตั้งง่าย ใช้ nominee และโครงสร้างหลายชั้นได้ หาก KYC ฝั่งบริษัทจดทะเบียน–สถาบันการเงินไม่เข้ม ตรงนี้คือจุดที่ TCO ชอบใช้ตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อเชื่อมระหว่างกัมพูชา–สิงคโปร์–ฮ่องกง–ตลาดโลก
-
ไทยเป็นตลาดและทางผ่านของคริปโต–ฟินเทค–โอนเงินข้ามแดนจำนวนมาก การบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์–ฟอกเงินที่ตามไม่ทันโมเดลอาชญากรรมใหม่ จะทำให้ไทยถูกใช้เป็น “ช่องส่งต่อเงิน” โดยที่ธุรกรรมดูเหมือนถูกต้อง
สิ่งที่ไทยควรทำ ถ้าไม่อยากถูกจัดกลุ่ม “ศูนย์กลางทุนสีเทา”
ในเชิงนโยบายและภาพลักษณ์ประเทศ กรณี Prince Group เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ไทยเร่งปรับ 3 ด้านหลัก
-
เข้ม KYC (Know Your Customer คือกระบวนการที่สถาบันการเงินและธุรกิจใช้ตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้า) และ beneficial ownership สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างนอกฝั่งและเชื่อมกัมพูชา–BVI–Cayman–สิงคโปร์ ควรเพิ่มระดับการตรวจสอบบริษัทที่ชื่อ/กรรมการ/ที่อยู่สอดคล้องกับลิสต์คว่ำบาตร OFAC และ UK Sanctions List รวมถึงกำหนดหน้าที่รายงานธุรกรรมต้องสงสัยแบบเชิงรุก
-
ประสานข้อมูลกับสหรัฐ–สหราชอาณาจักรและหน่วยงานภูมิภาค
ไทยควรใช้กรณี Prince Group เป็นจุดเริ่มสร้างกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (intelligence sharing) กับ OFAC, FinCEN, และหน่วยงานภูมิภาค เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทหรือบุคคลในลิสต์ “รีแบรนด์” มาตั้งบริษัทใหม่ในไทย -
ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติการต่อสาธารณะและนักลงทุน
เช่น แถลงจุดยืนชัดเจนต่อคดี Prince Group, เปิดข้อมูลการตรวจสอบบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องในไทยเท่าที่กฎหมายอนุญาต และใช้โอกาสนี้ปรับกรอบกำกับฟินเทค–คริปโต–นิติบุคคล ให้สอดรับมาตรฐานสากลมากขึ้น
ที่มา
- How a £46 billion criminal enterprise made the UK its second home Transparency International UK
แกลเลอรีรูปภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
บอร์ด ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบในหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin โดยเฉพาะ USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผนึกกำลัง ธปท. สกัดกั้นความเสี่ยงฟอกเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ และการโอนเงินออกนอกระบบ พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อวางเกณฑ์กำกับดูแลเชิงรุกต่อไป

จีนเทา 2.0 (ตอนที่ 1) กายวิภาคของเครือข่าย: จาก Scam Centres สู่บริษัทที่ถูกกฎหมาย
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ถอดรหัส “จีนเทา 2.0” ผ่านคดี CARD SHIELD ชี้การกลายพันธุ์จาก Scam Centre สู่การฝังตัวในธุรกิจถูกกฎหมายและระบบชำระเงินจริง เผยสถาปัตยกรรม 5 ชั้นที่ใช้นอมินีเป็นเกราะบังหน้า ชวนตั้งคำถามใหญ่ถึงวิธีตัดวงจร UBO เพื่อปกป้องโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

จีนเทา 2.0 (ตอนที่ 3) — ตัดวงจรการฟื้นตัว: จากการตามรอยเงิน สู่การตามรอยโครงสร้างพื้นฐาน
ข้อเสนอสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับชาติ NGEIF ผสานข้อมูลนิติบุคคล–การเงิน–การเดินทาง สู่การตามรอยและตัดวงจรโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจจีนเทา 2.0 พร้อมยกระดับเกราะป้องกันระบบชำระเงินท่องเที่ยว เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้อาชญากรรมข้ามชาติฟื้นตัวในไทย

ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
เจาะลึกยุทธศาสตร์การทูตไทยต่อจีนเพื่อบริหารความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน ผ่านการชี้ให้เห็นต้นทุนของ Conflict of Choice ที่กระทบต่อผลประโยชน์จีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หนุนระบบตรวจสอบโดยอาเซียน เพื่อยกระดับไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

จีนเทา 2.0 (ตอนที่ 2) — เมื่อการท่องเที่ยว ระบบชำระเงิน และเงินที่ถูกฟอก กลายเป็นความเสี่ยงระดับชาติ
จาะลึกภัยคุกคาม “จีนเทา 2.0” เมื่อโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวและระบบชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นช่องโหว่ทางความมั่นคง ผสานวงจรฟอกเงินหมุนเวียนหลักหมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมสะท้อนจุดอ่อนภาครัฐที่ยังปราบปรามแบบแยกส่วน และความจำเป็นเร่งด่วนในการบูรณาการข้อมูลเพื่อตัดวงจรก่อนเกิดระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน



