ศาลสูงสหรัฐชี้ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

ศาลสูงสหรัฐชี้ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

ศาลสูงสหรัฐมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ครอบคลุมคู่ค้าทั่วโลกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส  ส่งผลให้มาตรการภาษีสำคัญในยุทธศาสตร์การค้าของทรัมป์ถูกศาลสั่งให้เป็นโมฆะ 


ศาลสูงสหรัฐ “เบรกอำนาจฉุกเฉิน” ทรัมป์ เปลี่ยนเกมภาษีนำเข้าทั่วโลก

คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสหรัฐที่ระบุว่ามาตรการเก็บ ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผิดกฎหมาย กำลังส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐและความเสี่ยงด้านกฎหมายของมาตรการภาษีในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการส่งออกไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจที่อาศัยตลาดสหรัฐผ่านห่วงโซ่การค้ากับประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงอย่างจีน เม็กซิโก แคนาดา อินเดีย และบราซิล​

คำพิพากษานี้มีมติ 6 ต่อ 3 โดยศาลชี้ว่าทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉิน International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เกินขอบเขต เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ “ตั้งอัตราภาษี” อย่างกว้างขวางและไร้กรอบเช่นนี้ ศาลย้ำว่าหากประธานาธิบดีจะใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ต้องมีการระบุให้อำนาจไว้อย่าง “ชัดเจน” จากสภาคองเกรส ส่งผลให้แนวคิดที่ฝ่ายบริหารจะใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อออกมาตรการภาษีเชิงนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีข้อจำกัดมากขึ้นในอนาคต​

ภาษี 1.34 แสนล้านดอลลาร์ที่ยัง “ค้างอยู่ในอากาศ”

แม้ศาลยังไม่ชี้ชัดว่าจะต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ผู้นำเข้าหรือไม่ และอย่างไร ซึ่งอาจต้องให้ศาลล่างและรัฐบาลสหรัฐกำหนดกระบวนการต่อไป แต่ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีฉุกเฉินสร้าง “หางความเสี่ยง” ด้านกฎหมายและภาระต้นทุนที่คาดเดาไม่ได้ให้กับทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกในห่วงโซ่เดียวกัน​

เมื่อ “Liberation Day tariffs” สะเทือนห่วงโซ่การค้าโลก

สำหรับผู้ประกอบการไทย แม้ไทยจะไม่ใช่เป้าหมายตรงของมาตรการ “Liberation Day tariffs” และภาษีตอบโต้ที่เล็งไปยังจีน เม็กซิโก แคนาดา และประเทศอื่น แต่ลูกค้าหรือคู่ค้าในประเทศเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากไทยไปผลิตต่อก่อนส่งออกไปสหรัฐ เมื่อห่วงโซ่นี้เจอภาษีนำเข้าในระดับสูงสุดถึง 145% ในกรณีของสินค้าจากจีน ย่อมส่งผลต่อคำสั่งซื้อ ราคาต่อหน่วย และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ซึ่งผู้ส่งออกไทยต้องวางแผนรับมือ​

ในเชิงกลยุทธ์ คำตัดสินนี้ชี้ว่าการใช้เครื่องมือภาษีของสหรัฐจะถูกตรวจสอบเข้มขึ้นภายใต้หลัก “major questions doctrine” คือ มาตรการที่มีผลกระทบใหญ่ต่อเศรษฐกิจต้องมีอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน
 

มาตรการที่มีผลกระทบใหญ่ต่อเศรษฐกิจต้องมีอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน


ผู้ส่งออกไทยจึงควร 1) ติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายการค้าสหรัฐอย่างสม่ำเสมอ 2) กระจายตลาดและฐานการผลิต ลดการพึ่งพาเส้นทางที่เสี่ยงต่อมาตรการภาษีเฉพาะกรณี 3) ทำงานใกล้ชิดกับผู้นำเข้าและที่ปรึกษากฎหมายในสหรัฐ เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยง ทั้งในกรณีที่มีการคืนภาษีย้อนหลัง หรือมีการออกมาตรการใหม่มาทดแทนในอนาคต​

ประเด็นสำคัญ 5 ข้อจากคำตัดสิน

1. ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัย 6–3 ว่าการใช้กฎหมายฉุกเฉิน IEEPA ของทรัมป์เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าอย่างกว้างขวาง “เกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจ” และขาดการอนุมัติที่ชัดเจนจากสภาคองเกรส​

2. มาตรการภาษีดังกล่าวเคยดันภาษีนำเข้า “แบบตอบโต้” ขึ้นสูงสุดถึง 50% สำหรับคู่ค้าหลักอย่างอินเดียและบราซิล และสูงสุดถึง 145% สำหรับสินค้าจากจีนในปี 2025 ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนโลก​

3. ศาลยังไม่ชี้ว่าต้องคืนเงินภาษีกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์ที่จัดเก็บจากผู้นำเข้ากว่า 301,000 รายอย่างไร ทำให้ภาคธุรกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนเรื่องกระบวนการคืนภาษีและผลต่อสภาพคล่อง​

4. คำพิพากษาตอกย้ำแนวทางที่ว่ามาตรการด้านเศรษฐกิจและการค้าขนาดใหญ่ของฝ่ายบริหารสหรัฐต้องอาศัยอำนาจที่ “ระบุชัด” จากสภาคองเกรส โดยเฉพาะในเรื่อง “คำถามใหญ่” ด้านเศรษฐกิจและการเมือง​

5. ผู้ส่งออกไทยควรใช้จังหวะนี้ประเมินโครงสร้างตลาดสหรัฐใหม่ ทั้งการกระจายความเสี่ยงจากฐานการผลิตในประเทศที่ถูกภาษีสูง การทำสัญญาที่รองรับความเสี่ยงด้านภาษี และการติดตามนโยบายการค้าสหรัฐอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป​

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการส่งออก

เพื่อให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติ 4 ประการดังนี้

  1. กระจายความเสี่ยงตลาด (Market Diversification): อย่าพึ่งพาตลาดสหรัฐเพียงตลาดเดียว แม้ตลาดนี้จะมีกำลังซื้อสูง แต่ความผันผวนทางนโยบายคือความเสี่ยงระบบิก ควรขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ ๆ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อินเดีย หรือตลาดอาเซียนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบหากนโยบายสหรัฐเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง

  2. ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin): ผู้ส่งออกต้องมั่นใจว่าสินค้าของตนมีแหล่งกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การอาศัยช่องว่างทางการค้าหรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อเลี่ยงภาษี (Transshipment) เป็นความเสี่ยงสูงที่อาจนำไปสู่โทษหนักและการถูกแบนในอนาคต

  3. ยกระดับมูลค่าสินค้า (Value Creation): แทนที่จะแข่งขันด้วยราคาซึ่งเสี่ยงต่อมาตรการกีดกันทางการค้า ควรลงทุนในการพัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือมีมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น (ESG Standards) ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะสินค้าที่มีคุณค่าเฉพาะตัวจะมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของภาษีมากกว่าสินค้าคอมโมดิตี้

  4. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด (Real-time Monitoring): จัดตั้งทีมหรือจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายการค้าสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายละเอียดของคำตัดสินศาลและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานศุลกากรสหรัฐ (CBP) เพื่อให้สามารถปรับแผนการขนส่งและราคาได้ทันท่วงที

อะไรคือ Liberation Day tariffs?

Liberation Day tariffs คือ “แพ็กเกจภาษีนำเข้าทั้งชุด” ส่วน reciprocal tariffsคือ “หนึ่งองค์ประกอบย่อย” ภายในแพ็กเกจนั้นที่คำนวณแบบตอบโต้เป็นรายประเทศ Liberation Day tariffs คืออะไร เป็นชื่อที่ทรัมป์ใช้เรียกชุดมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ตามคำสั่งประธานาธิบดี Executive Order 14257 เมื่อ 2 เม.ย. 2025

แกนหลักคือภาษีนำเข้า “กวาดทั้งโลก” 10% เกือบทุกประเทศ + ภาษีเพิ่มพิเศษกับบางประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐสูง โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ภายใต้การประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านดุลการค้า” ของสหรัฐ

Reciprocal tariffs คืออะไร

ตามหลักทั่วไป reciprocal tariff คือภาษีนำเข้าที่ “ตั้งตอบโต้” ให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับอัตราภาษีที่ประเทศคู่ค้าเก็บกับสินค้าเรา ใช้เพื่อกดดันให้คู่ค้าลดกำแพงภาษี หรือเจรจาใหม่ให้มีความสมดุลมากขึ้นในความสัมพันธ์ทางการค้า

ความสัมพันธ์ระหว่างสองคำนี้

Liberation Day tariffs ของทรัมป์ออกแบบเป็นโครง 2 ชั้น:

ชั้นที่ 1: ภาษีพื้นฐาน 10% กับเกือบทุกประเทศ (universal / baseline tariff)

ชั้นที่ 2: “reciprocal tariffs” แบบรายประเทศ เพิ่มอีก 11–50% สำหรับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าสูง เช่น จีนและสหภาพยุโรป

ในเอกสารอย่างเป็นทางการ ชื่อคำสั่งคือ “Regulating Imports With a Reciprocal Tariff …” แต่คำว่า Liberation Day ใช้เป็นชื่อทางการเมือง/การสื่อสารกับสาธารณะ


แหล่งที่มา: CNN, “Supreme Court rules that Trump’s sweeping emergency tariffs are illegal,” 20 กุมภาพันธ์ 2026

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตสามเส้าเศรษฐกิจไทย: คำเตือน 3 แบงก์ ท่ามกลางเงาสงครามภาษีสหรัฐ 

วิกฤตสามเส้าเศรษฐกิจไทย: คำเตือน 3 แบงก์ ท่ามกลางเงาสงครามภาษีสหรัฐ 

วิเคราะห์เจาะลึกคำเตือนจาก 3 ธนาคารใหญ่ถึงวิกฤตสามเส้าที่คุกคามเศรษฐกิจไทยปี 2568 ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาษีศุลกากรสหรัฐ และหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน ท่ามกลางการคาดการณ์การเติบโตที่จำกัด แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ 38 ล้านคน

7 นาที
เปิดความเสี่ยงไทย จากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของทรัมป์

เปิดความเสี่ยงไทย จากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของทรัมป์

ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศมาตรการภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ในวันพรุ่งนี้ (2 เมษายน) รายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เผยให้เห็นประเด็นปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่อาจถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการกำหนดมาตรการภาษีใหม่

4 นาที
'ทรัมป์'ส่งหนังสือเก็บภาษีนำเข้าไทยไทย 36% มีผล 1 ส.ค. - เปิดโอกาสการเจรจาเพิ่มเติม

'ทรัมป์'ส่งหนังสือเก็บภาษีนำเข้าไทยไทย 36% มีผล 1 ส.ค. - เปิดโอกาสการเจรจาเพิ่มเติม

​​​​​​​ประเทศไทยติดรายชื่อโดนภาษีสูง 36% เท่ากับกัมพูชา ในสงครามการค้ารอบใหม่ ขณะที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้โดนภาษี 25% ยังมีโอกาสเจรจาต่อ

4 นาที
สหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษีกับไทย เหตุพิพาทชายแดนกัมพูชา

สหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษีกับไทย เหตุพิพาทชายแดนกัมพูชา

รัฐบาลไทยผิดหวังหลังสหรัฐฯ ระงับเจรจาการค้าชั่วคราวจากปัญหาทุ่นระเบิดชายแดนไทย–กัมพูชา แม้ไทยย้ำให้แยกประเด็นความมั่นคงออกจากการค้า พร้อมเดินหน้าบนผลประโยชน์แห่งชาติ

5 นาที
สงครามการค้าโลกรอบ 2 กระทบไทยหนักแค่ไหน? ธปท. เผยผลวิเคราะห์ล่าสุด

สงครามการค้าโลกรอบ 2 กระทบไทยหนักแค่ไหน? ธปท. เผยผลวิเคราะห์ล่าสุด

ในช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 นโยบายการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า (tariff) กลับมาสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้วิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย พบว่าแม้จะมีผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการส่งออกทดแทนสินค้าจีนไปยังสหรัฐฯ แต่ไทยก็ต้องเผชิญความท้าทายจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนและผลกระทบต่อเนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในระยะต่อไป

10 นาที
ล้นหลาม! รายได้ ‘Mar-a-Lago’ และธุรกิจในเครือทรัมป์ พุ่งทะยาน หลังมหาเศรษฐี-นักลงทุน แห่ใช้บริการหวัง “เข้าถึงตัวประธานาธิบดี”

ล้นหลาม! รายได้ ‘Mar-a-Lago’ และธุรกิจในเครือทรัมป์ พุ่งทะยาน หลังมหาเศรษฐี-นักลงทุน แห่ใช้บริการหวัง “เข้าถึงตัวประธานาธิบดี”

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ! เจาะลึกโมเดล "Access Marketplace" เมื่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' เปลี่ยนอิทธิพลทางการเมืองให้เป็นขุมทรัพย์มหาศาล สวนทางอดีตประธานาธิบดีส่วนใหญ่ที่ทรัพย์สินลดลงระหว่างดำรงตำแหน่ง โมเดลนี้ทำเงินอย่างไร และทำไมความมั่งคั่งของเขาถึงพุ่งทะยานอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน?

10 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง