‘เฉลิม อยู่วิทยา’ ยืนหนึ่งมหาเศรษฐีไทย 1.44 ล้านล้าน ถอดรหัส 'ทำน้อย แต่ดีที่สุด'

THE LEADERS

‘เฉลิม อยู่วิทยา’ ยืนหนึ่งมหาเศรษฐีไทย 1.44 ล้านล้าน ถอดรหัส 'ทำน้อย แต่ดีที่สุด'

เครือ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล

‘เฉลิม อยู่วิทยา’ ยืนหนึ่งมหาเศรษฐีไทย 1.44 ล้านล้าน ถอดรหัส 'ทำน้อย แต่ดีที่สุด'

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

ทำไม Red Bull ของเฉลิม อยู่วิทยา รวยที่สุด 1.44 ล้านล้านบาท? เจาะลึกกลยุทธ์ 'ทำน้อย แต่ดีที่สุด' ที่แซงหน้า CP-Gulf-Central-ThaiBev

ขณะที่มหาเศรษฐีไทยต่างแข่งขันขยายอาณาจักรธุรกิจไปทุกทิศทาง - CP ของพี่น้องเจียรวนนท์ครอบคลุมตั้งแต่ฟาร์มไก่ถึงเซเว่น, Gulf ของสารัชถ์ รัตนาวะดีบุกตลาดพลังงานและโทรคมนาคม, Central ของตระกูลจิราธิวัฒน์รุกหนักค้าปลีกและอสังหาฯ - แต่กลับมีชื่อเดียวที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความมั่งคั่ง 

เฉลิม อยู่วิทยา 🔗 ทายาทแห่งอาณาจักรกระทิงแดง และ Red Bull ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ด้วยทรัพย์สิน 4.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.44 ล้านล้านบาท ตามการจัดอันดับของ Forbes Thailand ประจำปี 2568

ความมั่งคั่งที่เหนือชั้นนี้ตั้งคำถามสำคัญ: ทำไมการ "ทำน้อยแต่ดีที่สุด" ของ Red Bull จึงสร้างความรวยได้มากกว่าการ "ทำทุกอย่าง" ของเจ้าสัวรายอื่น?

เมื่อตัวเลขบอกเล่าความแตกต่าง

มองจากมูลค่าทรัพย์สินตามการจัดอันดับ Forbes Thailand 2568:

  • เฉลิม อยู่วิทยา: 4.45 หมื่นล้านเหรียญ (1.44 ล้านล้านบาท)

  • พี่น้องเจียรวนนท์ (CP): 3.57 หมื่นล้านเหรียญ (1.16 ล้านล้านบาท)

  • สารัชถ์ รัตนาวะดี  🔗 (Gulf): 1.20 หมื่นล้านเหรียญ (3.90 แสนล้านบาท)

  • เจริญ สิริวัฒนภักดี 🔗 (ThaiBev): 1.05 หมื่นล้านเหรียญ (3.41 แสนล้านบาท)

  • ตระกูลจิราธิวัฒน์ (Central): 8,600 ล้านเหรียญ (2.79 แสนล้านบาท)

ทรัพย์สินของเฉลิม อยู่วิทยา มากกว่าพี่น้องเจียรวนนท์ถึง 25% และมากกว่าสารัชถ์ รัตนาวะดีถึงเกือบ 4 เท่า

CP: อาณาจักรที่ใหญ่แต่กระจัดกระจาย

เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินธุรกิจใน 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 14 กลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซและดิจิทัล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจการเงินและการธนาคาร

ธนินท์ เจียรวนนท์ เปิดเผยว่า CP เป็นบริษัทที่ลงทุนกว่า 20 ประเทศ ทำตลาดกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถสร้างรายได้ส่วนใหญ่ 60-70% ของบริษัทมาจากต่างประเทศ

แม้จะมีขนาดใหญ่และครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ แต่การกระจายตัวที่กว้างเกินไปอาจทำให้แต่ละธุรกิจมีประสิทธิภาพและอัตรากำไรที่แตกต่างกัน เครือเจริญโภคภัณฑ์มีรายได้รวมทั้งหมด 5.53 ล้านล้านบาท กำไร 4.2 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นอัตรากำไรประมาณ 7.6% ซึ่งต่ำกว่าธุรกิจแบรนด์พรีเมียมอย่าง Red Bull มาก

Gulf: ดาวรุ่งที่ต้องแบกภาระการลงทุน

สารัชถ์ได้ก่อตั้งบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554 แม้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย แต่ธุรกิจพลังงานมีข้อจำกัดสำคัญ:

  1. ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล: การสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งต้องใช้เงินหลายพันล้านบาท

  2. ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ: ต้องขออนุญาตจากภาครัฐ มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

  3. การเติบโตที่จำกัด: ตลาดพลังงานมีการควบคุมจากภาครัฐสูง

การเติบโตของทรัพย์สินครั้งนี้เป็นผลมาจากราคาหุ้นของ Gulf Energy ที่พุ่งขึ้น 52% แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่มาจากมูลค่าหุ้น ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานโดยตรง

Central: ค้าปลีกที่ถูกท้าทายจากอีคอมเมิร์ซ

ในการบริหารของทศ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กลุ่มธุรกิจแบ่งเป็น 9 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างสินค้าตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ

การที่ Central โฟกัสธุรกิจค้าปลีกและอสังหาฯ ทำให้เผชิญความท้าทายจาก:

  • การเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่แย่งส่วนแบ่งตลาด

  • พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

  • อัตรากำไรที่ต่ำของธุรกิจค้าปลีก (มาร์จิ้น 3-5%)

ThaiBev: ข้อจำกัดของธุรกิจแอลกอฮอล์

เจริญ สิริวัฒนภักดีเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มทีซีซี ประธานกรรมการหลายบริษัทในกลุ่ม เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องดื่มตราช้าง แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีข้อจำกัด:

  • กฎหมายห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ข้อจำกัดทางวัฒนธรรมในหลายประเทศ

  • ภาษีสรรพสามิตที่สูง

Red Bull: พลังของการ "ทำน้อยแต่ดีที่สุด"

1. โฟกัสสินค้าเดียว สร้างแบรนด์ระดับโลก

ในปี พ.ศ. 2527 เฉลียวขยายธุรกิจกระทิงแดงไปต่างประเทศ โดยลงทุนร่วมกับดีทริช เมเทสซิทซ์ นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัทเรดบูล จีเอ็มบีเอช ในประเทศออสเตรีย โดยเฉลียวและเมเทสซิทซ์ถือหุ้นคนละ 49% และเฉลิม อยู่วิทยา บุตรชายของเฉลียว ถือหุ้นอีก 2%

2. สร้างหมวดหมู่สินค้าใหม่ในตลาดโลก

Red Bull ไม่ได้แค่ขายเครื่องดื่ม แต่สร้างหมวดหมู่ "เครื่องดื่มชูกำลัง" (Energy Drink Category) ขึ้นมาใหม่ในตลาดตะวันตกที่ไม่เคยมีมาก่อน ตามข้อมูลจากการศึกษาด้านการตลาด Red Bull เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในสถานที่และกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ ทั้งงานภาพยนตร์ เทศกาลดนตรี และการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะการสนับสนุนกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างฟอร์มูล่าวันและการดำน้ำจากหน้าผา

Red Bull เข้าถึงกลุ่มลูกค้าผด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

3. การตั้งราคาระดับพรีเมียมกับการสร้างคุณค่าระดับพรีเมียม

Red Bull ครองส่วนแบ่งตลาดที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลัง ทำให้สามารถใช้กลยุทธ์การตั้งราคาระดับพรีเมียมสำหรับผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ได้ด้วยการวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม Red Bull สามารถตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่ง 3-4 เท่า โดยที่ผู้บริโภคยังยินดีจ่าย

4. ตัวเลขที่พิสูจน์ความสำเร็จ

ในปี 2023 Red Bull ขายได้ทั้งหมด 12,138 ล้านกระป๋อง เพิ่มขึ้น 4.8% จากปี 2022 ที่ประสบความสำเร็จ รายได้ของกลุ่มเพิ่มขึ้น 9% จาก 9,684 ล้านยูโร เป็น 10,554 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ในปี 2024 ยอดขายสุทธิของบริษัทออสเตรียเพิ่มขึ้น 6.4% เป็น 11,200 ล้านยูโร (11,700 ล้านเหรียญสหรัฐ) พร้อมขายเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนได้ 12,700 ล้านกระป๋อง เพิ่มขึ้น 4.4% จากปี 2023

5. โมเดลธุรกิจแบบไม่ถือครองสินทรัพย์

โมเดลธุรกิจของ Red Bull มุ่งเน้นการดึงดูดผู้บริโภคให้ซื้อเครื่องดื่มชูกำลังด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบ "สร้างเรื่องราว" (Story-performing) แทนการเล่าเรื่องทั่วไป แบรนด์ใช้วิธีจ้างผลิตและจัดส่งจากภายนอก (Outsourcing) เพื่อโฟกัสเฉพาะการขายเครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ใช้กลยุทธ์จ้างผลิตจากภายนอก โฟกัสเฉพาะการสร้างแบรนด์และการตลาด ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและไม่ต้องแบกภาระการลงทุนในโรงงาน

บทเรียนสำคัญ: เมื่อ "ลึก" ชนะ "กว้าง"

ด้วยการขยายการจัดจำหน่ายไปกว่า 178 ประเทศ บริษัทขายกระป๋อง Red Bull ได้มากกว่า 12,700 ล้านกระป๋องในปี 2024 ทำให้เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่บริโภคมากที่สุดในโลก ความสำเร็จของเฉลิม อยู่วิทยา พิสูจน์ให้เห็นว่า:

  1. การโฟกัสสร้างความเชี่ยวชาญ: ขณะที่คู่แข่งกระจายความสนใจไปหลายธุรกิจ Red Bull โฟกัสที่การเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจเดียว

  2. แบรนด์ที่แข็งแกร่งสร้างมาร์จิ้นสูง: การสร้างแบรนด์ระดับโลกทำให้ตั้งราคาพรีเมียมได้ ต่างจากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต้องแข่งด้วยราคา

  3. การเติบโตแบบทวีคูณ: เมื่อแบรนด์แข็งแกร่งระดับโลก การขยายตัวจะเป็นแบบทวีคูณ ไม่ใช่แบบเส้นตรงเหมือนธุรกิจทั่วไป

  4. ไม่ต้องแบกภาระการลงทุน: ด้วยโมเดลที่ไม่ถือครองสินทรัพย์ ทำให้นำเงินไปลงทุนในการสร้างแบรนด์แทนการสร้างโรงงาน

ตามข้อมูลจากนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เฉลิม อยู่วิทยา มีอัตราการเติบโตของความมั่งคั่งตลอดช่วงทศวรรษ (2557-2566) จากระดับ 9,900 ล้านเหรียญ พุ่งขึ้นมาถึงกว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับธนินท์ เจียรวนนท์ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นไม่มากเท่า

สรุป: ทางเลือกระหว่าง "ทำทุกอย่าง" กับ "ทำให้ดีที่สุด"

ในโลกธุรกิจที่ซับซ้อน มหาเศรษฐีไทยเลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน บางคนเลือก "ทำทุกอย่าง" เพื่อกระจายความเสี่ยง บางคนเลือก "ทำให้ดีที่สุด" ในสิ่งที่ถนัด เฉลิม อยู่วิทยา และ Red Bull พิสูจน์ให้เห็นว่า การมุ่งมั่นสร้างแบรนด์เดียวให้แข็งแกร่งในระดับโลก อาจเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนกว่าการกระจายธุรกิจไปทุกทิศทาง เพราะในที่สุด ไม่ใช่ว่าคุณทำธุรกิจกี่อย่าง แต่คุณทำธุรกิจนั้นได้ดีแค่ไหนต่างหากที่สำคัญ


ข้อมูลอ้างอิงจาก Forbes Thailand ประจำปี 2568, งบการเงินบริษัทจดทะเบียน, รายงานประจำปีของ Red Bull GmbH, วิกิพีเดีย, มติชนสุดสัปดาห์

 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวของ


 


หน้าหลัก > ผู้นำธุรกิจ

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดอาณาจักร 5 ทายาท เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สานต่อธุรกิจ 1.2 ล้านล้าน

เปิดอาณาจักร 5 ทายาท เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สานต่อธุรกิจ 1.2 ล้านล้าน

เจาะลึกการส่งต่อธุรกิจยักษ์ใหญ่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาทจากเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สู่ 5 ทายาท ฐาปน-ปณต-อาทินันท์-วัลลภา-ฐาปณี แต่ละคนดูแลธุรกิจอะไร พร้อมเปิดเผยกลยุทธ์การเชื่อมโยงธุรกิจและมูลค่าสินทรัพย์รวม

8 นาที
เส้นทางสู่จุดสูงสุดของ สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้พลิกโฉมวงการพลังงาน-โทรคมนาคมไทย

เส้นทางสู่จุดสูงสุดของ สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้พลิกโฉมวงการพลังงาน-โทรคมนาคมไทย

เจาะลึกเส้นทางสู่ความสำเร็จของ สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้พลิกโฉมวงการพลังงานและโทรคมนาคมไทย จากวิศวกรสู่มหาเศรษฐีอันดับต้นของประเทศ พร้อมเปิดกลยุทธ์การขับเคลื่อน GULF สู่การเป็น Global Company ในยุคดิจิทัล

10 นาที
เปิดโฉม 3 กลุ่มทุนผู้ชนะ Virtual Bank: ผู้เปลี่ยนโฉมระบบธนาคารไทย

เปิดโฉม 3 กลุ่มทุนผู้ชนะ Virtual Bank: ผู้เปลี่ยนโฉมระบบธนาคารไทย

การประกาศผลการคัดเลือกธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาครั้งแรกของไทยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของระบบการเงินไทย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศให้ความเห็นชอบแก่ 3 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่จะร่วมกันสร้างนิยามใหม่ของ "ธนาคาร" ในศตวรรษที่ 21

7 นาที
“สุภกิต-ศุภชัย” ทายาทรุ่น 3 ขับเคลื่อนธุรกิจ CP ศตวรรษที่ 2

“สุภกิต-ศุภชัย” ทายาทรุ่น 3 ขับเคลื่อนธุรกิจ CP ศตวรรษที่ 2

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของไทยที่ปัจจุบันยังคงถูกกุมบังเหียนด้วย “ธนินท์ เจียรวนนท์” มาครบ 104 ปี ในปี 2568 ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา “ธนินท์” จะลดบทบาทจากประธานกรรมการ 3 บริษัทที่เป็นเรือธงของเครือ CP เมื่อปี 2562 คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) , บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

6 นาที
กลุ่มทุนเจ้าสัวเจริญ เสนอซื้อที่ดินย่านบูกิตติมาห์ สิงคโปร์

กลุ่มทุนเจ้าสัวเจริญ เสนอซื้อที่ดินย่านบูกิตติมาห์ สิงคโปร์

กลุ่มทุนของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ยื่นข้อเสนอยื่นข้อเสนอราคาสูงสุดที่ในซื้อที่ดินแปลงสำคัญในย่านบูกิตติมาห์ ประเทศสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ประมาณ 13.000 ล้านบาท

5 นาที
เจาะวิธีคิดกลุ่ม "ซีพี" ผนึกยักษ์ใหญ่จีน เปิดศึกธนาคารไร้สาขา

เจาะวิธีคิดกลุ่ม "ซีพี" ผนึกยักษ์ใหญ่จีน เปิดศึกธนาคารไร้สาขา

เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผลการคัดเลือก Virtual Bank เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือ "แอสเซนด์ มันนี่" ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย

7 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง