
ส่งออกไทย 2569 โต 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน รับแรงหนุน AI ลุ้นทั้งปีขยายตัว 15%
สรุปประเด็น
-
ส่งออกไทยเดือน ส.ค. 2569 พุ่งแตะ 34,618.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24.3% สูงสุดในรอบ 56 เดือน รับอานิสงส์ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ AI
-
ยอดส่งออกสะสม 8 เดือนแรกโต 18.9% ขณะที่การนำเข้าโตเร็วกว่าส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสม 37,837.2 ล้านดอลลาร์
-
สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวโดดเด่น 27.1% นำโดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่สินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัวจากผลไม้สดตลาดจีน
-
สนค. ประเมินส่งออกทั้งปีมีโอกาสโตถึง 15% แต่ต้องจับตาความเสี่ยงปลายปี ทั้งมาตรการภาษีสหรัฐฯ และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 แตะ 34,618.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.3% จากปีก่อน รับอานิสงส์ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และ Data Center ดันยอดส่งออก 8 เดือนแรกโต 18.9% กระทรวงพาณิชย์ประเมินทั้งปีมีโอกาสขยายตัวถึง 15% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก
การส่งออกไทยยังได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก โดยเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัว 24.3% ขณะที่ยอดสะสม 8 เดือนเพิ่มขึ้น 18.9% อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เติบโตเร็วกว่าส่งออกทำให้ไทยขาดดุลการค้าสะสมกว่า 37,800 ล้านดอลลาร์ และแนวโน้มปี 2570 ยังเผชิญความท้าทายจากฐานส่งออกที่สูง สงคราม และมาตรการกีดกันทางการค้า
ส่งออกไทยเดือนสิงหาคมโตแรง มูลค่าสูงอันดับ 3 เป็นประวัติการณ์
การส่งออกไทยในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 56 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
ด้านมูลค่าการส่งออก เดือนสิงหาคมทำสถิติสูงเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับรายเดือนในช่วงที่ผ่านมา รองจากเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งมีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์ และเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ 34,789.1 ล้านดอลลาร์
นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในต่างประเทศ ซึ่งเพิ่มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ขณะเดียวกัน การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสดจากผลผลิตภาคใต้ที่ทยอยออกสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกเติบโตในระดับสูง แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25.1% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,482.7 ล้านดอลลาร์
ยอดส่งออก 8 เดือนโต 18.9% แต่ขาดดุลการค้าสะสมสูง
ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 การส่งออกไทยมีมูลค่ารวม 266,149.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.9% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 36.1% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสม 37,837.2 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพการค้าที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง การส่งออกได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI แต่อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าที่ขยายตัวเร็วกว่าส่งออกทำให้ต้องติดตามโครงสร้างการค้า ต้นทุนการผลิต และความต้องการนำเข้าสินค้าทุนหรือวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
สินค้าอุตสาหกรรมโต 27.1% รับอานิสงส์ห่วงโซ่ AI
เมื่อแยกตามหมวดสินค้า พบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 27.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรกลับมาขยายตัวในภาพรวม
อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
สินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัว ได้แก่
-
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
-
เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
-
แผงวงจรไฟฟ้าและวงจรพิมพ์
-
อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ
-
หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
-
เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ
-
เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ
การขยายตัวของสินค้ากลุ่มนี้สอดคล้องกับความต้องการจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม การเติบโตในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับทิศทางการลงทุนของตลาดหลัก ความต้องการสินค้าเทคโนโลยี และการแข่งขันจากผู้ผลิตประเทศอื่น
ในทางกลับกัน สินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน โดยการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ หดตัว
สำหรับยอดสะสม 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 22.7% สะท้อนบทบาทของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยในปีนี้
สินค้าเกษตรกลับมาโต ผลไม้สดหนุนตลาดจีน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 1.4% กลับมาขยายตัวในรอบ 4 เดือน โดยสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 4.2% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 1.9% และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
สินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง
ส่วนสินค้าที่หดตัว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ตลอดจนไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง เนื้อสัตว์และส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้
แม้สินค้าเกษตรบางรายการเริ่มฟื้นตัว แต่ยอดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสะสม 8 เดือนแรกยังลดลง 2.4% จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าการฟื้นตัวในเดือนสิงหาคมจะต่อเนื่องไปถึงช่วงที่เหลือของปีหรือไม่
ตลาดหลักและตลาดรองขยายตัว แต่บางภูมิภาคยังหดตัว
ภาพรวมตลาดส่งออกไทยในเดือนสิงหาคมขยายตัวทั้งตลาดหลักและตลาดรอง โดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 25.4% และตลาดรองเพิ่มขึ้น 17.8%
ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่
| ตลาดส่งออก | อัตราการเปลี่ยนแปลง |
|---|---|
| สหรัฐอเมริกา | +48.7% |
| จีน | +15.5% |
| ญี่ปุ่น | +19.6% |
| สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) | +23.1% |
| อาเซียน 5 ประเทศ | +19.3% |
| CLMV | +0.3% |
| ออสเตรเลีย | +81.0% |
| ลาตินอเมริกา | +8.8% |
| รัสเซียและกลุ่ม CIS | +1.9% |
ขณะเดียวกัน ตลาดที่หดตัว ได้แก่ แอฟริกา ลดลง 8.8% เอเชียใต้ลดลง 11.4% ตะวันออกกลางลดลง 7.8% และสหราชอาณาจักรลดลง 8.9% ส่วนตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 66%
การขยายตัวในหลายตลาดช่วยกระจายแรงหนุนของการส่งออกไทย แต่ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคยังสะท้อนว่าผู้ส่งออกต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจและความต้องการของแต่ละตลาดอย่างใกล้ชิด โดยไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ส่งออกทั้งปีมีโอกาสโต 15% แต่ต้องจับตาความเสี่ยงปลายปี
กระทรวงพาณิชย์ยังคงกรอบคาดการณ์การส่งออกปี 2569 ไว้ที่ 5–11% โดยมีค่ากลาง 8% และเตรียมประเมินตัวเลขอีกครั้งตามสถานการณ์การค้าโลก
อย่างไรก็ตาม จากยอดส่งออกสะสม 8 เดือนที่ขยายตัว 18.9% สนค. ประเมินว่าการส่งออกทั้งปีมีโอกาสเติบโตเกินกรอบเดิม และ การขยายตัว 15% ยังเป็นไปได้ โดยจะต้องมีมูลค่าส่งออกรวมประมาณ 391,267.4 ล้านดอลลาร์
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว การส่งออกในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีจำเป็นต้องทำได้เฉลี่ยประมาณ 31,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยแรงหนุนที่ต้องติดตาม ได้แก่
-
ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก
-
ความชัดเจนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อและทิศทางการค้า
-
การส่งออกสินค้าเกษตรและผลไม้ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของตลาดจีน
-
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและกระทบความต้องการสินค้าในตลาดโลก
แม้ตัวเลขส่งออกในช่วง 8 เดือนแรกจะอยู่ในระดับสูง แต่การรักษาอัตราการเติบโตในช่วงที่เหลือของปีจำเป็นต้องอาศัยทั้งความต้องการจากตลาดหลักและความสามารถของผู้ส่งออกในการบริหารต้นทุน ความเสี่ยง และคำสั่งซื้อที่อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลก
ปี 2570 เสี่ยงส่งออกหดตัว หลังเผชิญฐานสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอ
สำหรับปี 2570 สนค. ประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงที่จะกลับมาขยายตัวติดลบ โดยมีปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งฐานเปรียบเทียบที่สูงจากปี 2569 แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไม่สดใส และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจรุนแรงหรือขยายวงกว้างขึ้น
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือระดับสินค้าคงคลังของผู้นำเข้าในต่างประเทศ หากสินค้าที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้ายังมีอยู่มาก ความต้องการนำเข้าสินค้ารอบใหม่อาจลดลง ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ในบางตลาด อาจทำให้แรงหนุนจากการลงทุนเพิ่มเติมไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ปัญหาการเงิน ค่าเงิน และหนี้สินของสหรัฐฯ อาจเพิ่มแรงกดดันให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารดุลการค้าและใช้มาตรการกีดกันการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวโน้มส่งออกปี 2570 ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจโลก คำสั่งซื้อจริง และทิศทางนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าการชะลอตัวจะรุนแรงเพียงใด
โอกาสจาก AI ยังมี แต่ผู้ส่งออกต้องเตรียมรับความผันผวน
การส่งออกไทยในเดือนสิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการค้าไทยได้ในช่วงที่การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขยายตัว ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของผลไม้สดและการเติบโตของตลาดส่งออกหลายภูมิภาคช่วยเสริมภาพรวมการค้า
แต่การเติบโตที่สูงในปีนี้ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกจะขยายตัวในอัตราเดียวกันต่อไป เพราะฐานเปรียบเทียบที่สูง สินค้าคงคลังในต่างประเทศ ความไม่แน่นอนด้านภาษี และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเปลี่ยนทิศทางคำสั่งซื้อได้
สำหรับผู้ประกอบการไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเร่งยอดส่งออกในช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง แต่รวมถึงการกระจายตลาด เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน บริหารต้นทุน และติดตามสัญญาณการค้าโลก เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในปีถัดไปได้ดีขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จุดเดือดภูมิรัฐศาสตร์ 2569: วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามและเข็มทิศยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทย
โลกกำลังเผชิญจุดเดือดภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่รัสเซีย–ยูเครน ตะวันออกกลาง จีน–ไต้หวัน เมียนมา จนถึง OCA บทความนี้ถอดฉากทัศน์สงคราม ผลกระทบต่อพลังงาน โลจิสติกส์ การส่งออกไทย ค่าเงินบาท และอธิบายว่าธุรกิจไทยควรวางยุทธศาสตร์และรับมือร่วมกับมาตรการ War Room ของรัฐบาลอนุทินอย่างไรให้รอดในโลกเสี่ยงสูง

ประเทศไทยจะตกขบวน AI หรือไม่? เมื่อโลกแบ่งเป็นผู้ “สร้างเทคโนโลยี” และผู้ “ถูกใช้โดยเทคโนโลยี”
บทวิเคราะห์อนาคต AI โลก ชี้ไทยเสี่ยง “ตกขบวน” เมื่อขาดบุคลากรและระบบนิเวศเทคโนโลยี เทียบกับการเร่งลงทุนของ NVIDIA Google และ Microsoft ในภูมิภาค พร้อมตั้งคำถามใหญ่ ไทยจะเลือกเป็นผู้สร้างหรือผู้ถูกเปลี่ยนโดย AI

เบื้องหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของไทย: สัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในความเติบโต
GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2568 ขยายตัว 3.1% แต่ซ่อนความไม่สมดุล ส่งออกพึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การบริโภคชะลอ การลงทุนเอกชนลดลง และสภาพัฒน์ปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 1.8% พร้อมเผยข้อเสนอแนะนโยบายรับมือช่วงเวลาท้าทายที่รออยู่

อบรมออนไลน์ : พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI
พลิกเกมธุรกิจส่งออกด้วย AI กับหลักสูตร AI for Export จาก สถาบัน NEA กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ตลาด สร้างคอนเทนต์ วางกลยุทธ์การขาย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เหมาะสำหรับ SMEs ผู้ส่งออก และนักธุรกิจที่ต้องการต่อยอดธุรกิจด้วย AI

“อีลอน มัสก์ vs OpenAI” เมื่อ AI ไม่ได้ Open อีกต่อไป หรือโลกไม่เคยเปิดตั้งแต่แรก
ความขัดแย้งระหว่าง Elon Musk และ Sam Altman สะท้อนคำถามใหญ่ของโลก AI เมื่อ OpenAI เปลี่ยนจากอุดมการณ์ “เพื่อมนุษยชาติ” สู่โมเดลธุรกิจ บทความนี้ชวนคิดว่า AI ควรเป็นของใคร และประเทศไทยควรอยู่ตรงไหนในเกมอำนาจใหม่ของโลก

ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยมีลุ้นโต 3% ภายใน 2–3 ปี จับตาแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
ธปท. มองเศรษฐกิจไทยมีลุ้นกลับมาเติบโตใกล้ 3% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หากเร่งแก้โจทย์เชิงโครงสร้างและขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจท่ามกลางกำลังซื้อภายในที่ยังเปราะบาง
