
รักษ์ป่าน่าน: บนเส้นทางสู่การแก้ปัญหาป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
คืนวันที่ 19 สิงหาคม 2569 มวลน้ำจากอำเภอปัวทะลักเข้าท่วมตัวเมืองน่าน ระดับน้ำในหลายจุดสูงถึง 1.5-3 เมตร ตัดขาดประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ในอำเภอเวียงสา [1] ข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA ที่เปรียบเทียบภาพถ่ายระหว่างวันที่ 15-21 สิงหาคม ยืนยันว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 17,458 ไร่ [2] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงสามเดือนหลังจังหวัดน่านเพิ่งเปิดตัวแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำระดับจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทความนี้พาย้อนรอย 30 ปีแห่งความพยายามฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน ตั้งแต่พระราชดำรัสที่วางรากฐานทางความคิด สู่การขับเคลื่อนโครงการ "รักษ์ป่าน่าน" ภายใต้การนำของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทัพบก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดน่าน และธนาคารกสิกรไทย ซึ่งสั่งสมพลังความร่วมมือมากว่าหนึ่งทศวรรษ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการรับมือและป้องกันภัยพิบัติซ้ำซากจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน
วิกฤตที่สั่งสมมาเกือบครึ่งศตวรรษ
ลำน้ำน่านหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาราว 40-45% ของปริมาณน้ำทั้งหมด [3] ทำให้ป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านมีสถานะเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับท้องถิ่น
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทยในขณะนั้น เปิดเผยข้อมูลในการสัมมนารักษ์ป่าน่านเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้ว 1.5 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าเดิม 6.4 ล้านไร่ [3] ที่น่ากังวลกว่านั้นคืออัตราการสูญเสียไม่ได้คงที่ ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา อัตราเร่งตัวขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 125,000 ไร่ โดยอำเภอสันติสุขได้รับผลกระทบหนักที่สุดถึง 37% ของพื้นที่ป่าในอำเภอ [3]
ตั้งแต่ปี 2551 อัตราการสูญเสียป่าต้นน้ำน่านเร่งตัวขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 125,000 ไร่ หรือคิดเป็นเกือบ 350 ไร่ทุกวัน
การวินิจฉัยสาเหตุของนายบัณฑูรชี้ประเด็นสำคัญว่า การบุกรุกป่าไม่ใช่การกระทำของโจรกินป่า แต่เป็นผลจาก "คณิตศาสตร์การทำมาหากิน" ของชาวบ้านที่ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเมื่อที่ดินเดิมมีจำกัดและขาดแคลนทุน [3] การวินิจฉัยนี้ชี้ว่าทางออกที่แท้จริงต้องเริ่มจากการสร้างรายได้ทางเลือกให้ชาวบ้าน ไม่ใช่การเพิ่มบทลงโทษหรือบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว
จุดเริ่มต้นของภาวะผู้นำ: พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538
การให้ความสำคัญกับป่าต้นน้ำในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของประเทศ มีรากฐานย้อนไปถึงพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา [4]
ในพระราชดำรัสครั้งนั้น พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องมีระบบกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งควบคู่กันไปในหลายระดับพร้อมกัน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนผ่านหลักทฤษฎีใหม่ที่ให้เกษตรกรมีสระเก็บน้ำของตนเอง ไปจนถึงระดับเมือง [4]
พระราชดำรัสสรุปหลักคิดเรื่องธรรมชาติของน้ำไว้อย่างกินใจว่า "ถ้าเราใช้ดีๆ ก็เป็นคุณ ถ้าเราใช้ไม่ดีก็เป็นโทษ" [4]
หลักการกักเก็บน้ำในหลายระดับนี้เองที่ทำให้ป่าต้นน้ำมีสถานะพิเศษในทางวิศวกรรมน้ำของประเทศ เพราะผืนป่าที่สมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ ดูดซับน้ำฝนไว้ในดินและค่อยๆ ปล่อยออกมาเป็นน้ำท่าตลอดปี
กลไกส่งต่อการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง: กรอทรงคิด ความต่อเนื่อง และการลงมือทำจริง
รัชกาลที่ 9: ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership)
พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงวางหลักคิดเรื่องการบริหารจัดการน้ำเชิงระบบและการกักเก็บน้ำในหลายระดับไว้ล่วงหน้าเกือบ 20 ปี ก่อนที่โครงการรักษ์ป่าน่านจะเกิดขึ้นจริงในปี 2557 ในกาลนั้น มีพระราชดำริชี้ให้เห็นว่าปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นปัญหาเดียวกันที่ต้องแก้ไขควบคู่กัน มิใช่การมุ่งระบายน้ำทิ้งลงสู่ทะเลเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีระบบชะลอและกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง
แนวพระราชดำริดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ระดับโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น การจัดหาพื้นที่รองรับน้ำ (แก้มลิง) การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงระดับแปลงเกษตรกรรมผ่านแนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" ที่ทรงแนะให้จัดสรรพื้นที่ร้อยละ 30 สำหรับขุดสระเก็บกักน้ำประจำไร่นา พระราชดำรัสนี้จึงมิใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะหน้าจากมหาอุทกภัยปี 2538 หากแต่วางรากฐานทางวิศวกรรมธรรมชาติไว้อย่างลึกซึ้งว่า ผืนป่าต้นน้ำคือ "แก้มลิงธรรมชาติระดับบนสุด" ที่ทำหน้าที่ดูดซับ ชะลอน้ำหลาก และเติมน้ำต้นทุนให้แก่ระบบลุ่มน้ำทั้งประเทศ พระราชวิสัยทัศน์ที่ทรงมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวนี้ ได้กลายเป็นกรอบความคิดสำคัญที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังนำมาน้อมนำประยุกต์สู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่านอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา
กรมสมเด็จพระเทพฯ: ผู้นำผ่านการทรงงานต่อเนื่อง (Continuity Leadership)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่านต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี และทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการรักษ์ป่าน่านมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นกลไกที่ให้ความต่อเนื่องเชิงสถาบันแก่โครงการ แม้รัฐบาลและผู้บริหารหน่วยงานราชการจะเปลี่ยนหน้าไปหลายชุดตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
ในการสัมมนาครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 พระองค์เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานด้วยพระองค์เองต่อหน้าผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน และทรงเน้นย้ำว่าการอนุรักษ์ป่าน่านเป็น "วาระสำคัญที่ต้องเร่งลงมือทำ" [5]
จุดเริ่มต้นที่ดึงนายบัณฑูร ล่ำซำ เข้ามาทำงานนี้อย่างจริงจัง มาจากพระราชกระแสรับสั่งสั้นๆ ระหว่างการตามเสด็จที่ว่า "ฉันมาน่านใหม่ๆ ไม่เป็นแบบนี้เลย" [6] ซึ่งสะท้อนว่าภาวะผู้นำในลักษณะนี้ทำงานผ่านการเป็นประจักษ์พยาน
บัณฑูร ล่ำซำ: ผู้นำเชิงบริหาร (Executional Leadership)
หากพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 คือกรอบความคิด และการทรงงานของกรมสมเด็จพระเทพฯ คือแรงผลักดันเชิงจริยธรรม บทบาทของนายบัณฑูรคือการนำทั้งสองส่วนมาแปลงเป็นโครงการที่มีโครงสร้างองค์กร ตัวชี้วัด และกลไกความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
ทั้งระบบติดตามผลด้วยดาวเทียม การกระจายความรับผิดชอบสู่ระดับตำบล และการวิเคราะห์ปัญหาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ความมุ่งมั่นของเขาปรากฏชัดในการตัดสินใจลาออกจากธนาคารกสิกรไทยในเดือนเมษายน 2563 หลังทำงานในภาคธนาคารมานาน 40 ปี เพื่อทำงานนี้เต็มเวลา [7]
บัณฑูรเองยังยอมรับว่างานฟื้นฟูป่าน่านกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตในบั้นปลายของเขามีความหมายมากขึ้นกว่าตำแหน่งในภาคธนาคาร [7] ขณะเดียวกันเขาก็เตือนตัวเองและทีมงานอยู่เสมอว่าปัญหานี้มีความซับซ้อนสูง การแก้ปัญหาแบบง่ายเกินไปจะไม่ได้ผลจริง
จากวิสัยทัศน์สู่โครงสร้างที่จับต้องได้
ภาวะผู้นำที่ดีต้องแปลงออกมาเป็นโครงสร้างที่ทำงานได้จริงบนพื้นที่ เพื่อไม่ให้ความตั้งใจที่ดีจบลงเพียงแค่คำประกาศ
ชั้นที่หนึ่ง: ระบบข้อมูลและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
โครงการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมไทยโชติในการคำนวณสถิติการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเป็นรายปีและรายตำบล พร้อมกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกำนันในพื้นที่ 99 ตำบล เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง [3] การออกแบบเช่นนี้แก้จุดอ่อนสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทยที่มักขาดกลไกวัดผลระดับพื้นที่ย่อยและไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
ชั้นที่สอง: การให้สิทธิและเศรษฐกิจทางเลือก
จากรายงานความคืบหน้าในการสัมมนาครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 โครงการได้ผลักดันการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าชุมชนไปแล้ว 381 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 230,000 ไร่ [5] พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างไม้สักและไม้พะยูง และจัดประเภทที่ดินออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะการถือครองและระยะเวลา เพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายควบคู่กับการอนุรักษ์
ชั้นที่สาม: การพิสูจน์โมเดลเศรษฐกิจในพื้นที่นำร่อง
โครงการ "สร้างป่า สร้างรายได้" ภายใต้ชื่อ "น่านแซนด์บ็อกซ์" เป็นความพยายามพิสูจน์ว่าชาวบ้านสามารถมีรายได้ที่ยั่งยืนได้จริงโดยไม่ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในป่า นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ร่วมยืนยันแนวทางนี้ในเวทีเดียวกัน [5] ซึ่งสะท้อนว่าโครงการรักษ์ป่าน่านไม่ได้เป็นเพียงความริเริ่มของภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา แต่ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระทรวงด้วย
ความสำเร็จเชิงสถาบัน ไม่ใช่บทพิสูจน์ของความยั่งยืนที่แท้จริง
ความน่าสนใจของกรณีนี้ในเชิงวิเคราะห์ ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จเพียงด้านเดียว สิ่งที่ควรให้น้ำหนักเท่ากันคือคำยอมรับของนายบัณฑูรเองในช่วงหลัง
นายบัณฑูรระบุในการให้สัมภาษณ์ภายหลังการลาออกจากธนาคารกสิกรไทยว่า แม้โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์จะดำเนินมาแล้ว 4-5 ปี "พื้นที่ป่ายังไม่ถึงกับได้คืนเท่าไหร่" และยังมีพื้นที่ป่าที่สูญเสียไปแล้วถึง 28% ของป่าทั้งหมดในจังหวัด [8]
แม้จะมีภาวะผู้นำครบทั้งสามระดับมานานกว่า 30 ปี พื้นที่ป่าน่านยังคงสูญเสียไปแล้วถึง 28% ของทั้งจังหวัด — สะท้อนว่าความสำเร็จเชิงสถาบันกับผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริงเป็นคนละเรื่องกัน
ข้อเท็จจริงนี้สำคัญ เพราะมันชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่แท้จริงของโมเดลความร่วมมือแบบสหภาคส่วน นั่นคือ การมีภาวะผู้นำที่ครบทั้งวิสัยทัศน์ ความต่อเนื่อง และการบริหารจัดการที่วัดผลได้ ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์เชิงพื้นที่จะเกิดขึ้นเร็ว เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรนับหมื่นครัวเรือนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ ไม่ใช่ปี
ความสำเร็จของกลไกเชิงสถาบัน (institutional success) กับความยั่งยืนของผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริง (sustainable outcome) จึงเป็นคนละเรื่องกันที่ต้องประเมินแยกจากกันเสมอ และนี่คือสิ่งที่เหตุการณ์น้ำท่วมเวียงสาเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 พิสูจน์ให้เห็นอย่างเจ็บปวด [1][2] แม้จะมีภาวะผู้นำและกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแรงมาแล้วกว่า 30 ปี แต่ป่าต้นน้ำน่านก็ยังไม่ฟื้นตัวมากพอจะป้องกันภัยพิบัติครั้งใหญ่ได้
การส่งไม้ต่อภาวะผู้นำ สู่ระดับนโยบายจังหวัด
ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่เริ่มต้นจากโครงการรักษ์ป่าน่านได้ขยายตัวเป็นแผนระดับจังหวัดแล้ว จังหวัดน่านร่วมกับหน่วยงานทหารและราชการส่วนภูมิภาคเปิดตัวแผน "ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" เป้าหมาย 1 ล้านไร่ ภายใต้กรอบการพัฒนาที่เรียกว่า "Nan Life" ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอของจังหวัด โดยแต่ละอำเภอต้องนำเสนอแผนปฏิบัติการฟื้นฟูลุ่มน้ำระยะ 5 ปีของตนเอง [9]
การขยายตัวนี้คือรูปแบบการส่งไม้ต่อภาวะผู้นำที่ชัดเจน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความร่วมมือเฉพาะกิจของภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาและสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2557 สู่การเป็นกรอบนโยบายที่ผู้นำทหารและข้าราชการส่วนภูมิภาคทั้งจังหวัดยึดถือปฏิบัติในปี 2569 นี่คือรูปแบบการขยายผล (scaling) ที่องค์กรพัฒนาสังคมจำนวนมากใฝ่ฝันแต่ทำได้ยาก
แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ผู้นำรุ่นใหม่ในระดับจังหวัดจะสามารถรักษาความต่อเนื่องแบบเดียวกับที่สถาบันพระมหากษัตริย์และนายบัณฑูรทำมาได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อน้ำท่วมเวียงสาที่เพิ่งเกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าเวลาไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายใดในการแข่งกับธรรมชาติ
บทสรุป: ความยั่งยืนที่ต้องอาศัยความร่วมจากทุกภาคส่วน
น้ำท่วมเวียงสาที่เปิดเรื่องบทความนี้ไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่แยกขาดจากเรื่องราวตลอด 30 ปีที่เล่ามาทั้งหมด แต่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จึงยังคงมีความหมายอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ ตราบใดที่ป่าต้นน้ำซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความเสี่ยงที่บ้านเรือนกลางเมืองน่านจะจมอยู่ใต้น้ำก็จะยังคงอยู่
กรณีรักษ์ป่าน่านให้บทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้กับโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอื่นในไทยอย่างน้อยสามประการ:
- วินิจฉัยสาเหตุทางเศรษฐกิจก่อนออกแบบทางแก้: การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผูกกับปากท้องของประชาชนจำนวนมาก ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยสาเหตุทางเศรษฐกิจให้ถูกต้องก่อน ไม่ใช่เริ่มจากมาตรการบังคับใช้กฎหมาย
- อาศัยภาวะผู้นำหลายระดับผลัดกันทำหน้าที่: ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาระดับชาติไม่ได้เกิดจากภาวะผู้นำแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผลัดกันทำหน้าที่ของผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ผู้นำที่ให้ความต่อเนื่องและความชอบธรรม และผู้นำเชิงบริหารที่แปลงความตั้งใจให้เป็นโครงสร้างวัดผลได้
- แยกความก้าวหน้าเชิงสถาบันออกจากผลลัพธ์เชิงพื้นที่: ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการลักษณะนี้ต้องแยกระหว่างความก้าวหน้าเชิงสถาบันกับความยั่งยืนของผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริง เพราะทั้งสองไม่ได้เคลื่อนไปพร้อมกันเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น้ำท่วมน่านในปี 2569 ตอกย้ำให้เห็นชัดที่สุดคือ ปัญหาระดับชาติที่มีรากลึกทางเศรษฐกิจและสั่งสมมานับสิบปี ไม่มีทางแก้ได้ด้วยมาตรการฉุกเฉินหลังภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่กล้าวางกรอบความคิดข้ามรุ่น อดทนทำงานต่อเนื่องแม้ไม่เห็นผลในทันที และแปลงความตั้งใจให้กลายเป็นโครงสร้างที่ทำงานได้จริงบนพื้นที่
ความยั่งยืนที่แท้จริงของการแก้ปัญหาระดับชาติจึงไม่เคยเป็นผลงานของผู้นำเพียงคนเดียว แต่คือความสามารถขององค์กรและสถาบันในการส่งไม้ต่อภาวะผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น จนกว่าป่าต้นน้ำแห่งนี้จะกลับมาทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง:
- Thai PBS. (2569, 21 สิงหาคม). เวียงสา จ.น่าน น้ำทะลักท่วม 5 ตำบล สูง 1.5-3 เมตร 1 พันครัวเรือนถูกตัดขาด. Thai PBS. https://www.thaipbs.or.th/news/content/509688
- Thai PBS. (2569, 21 สิงหาคม). GISTDA เปิดภาพดาวเทียม เทียบน้ำท่วมน่าน 15-21 ส.ค. กระทบกว่า 17,458 ไร่. Thai PBS. https://www.thaipbs.or.th/news/content/509721
- ThaiPublica. (2557, มีนาคม). รักษ์ป่าน่าน (ตอน 1) "บัณฑูร ล่ำซำ" ชี้ยุทธศาสตร์ตาจากฟ้าแจกสมุดพกชุมชน เครื่องมือ "ดูแลป่าต้นน้ำ" ป้องกันป่าหายปีละแสนไร่. ThaiPublica. https://thaipublica.org/2014/03/rakpanan-1/
- สำนักงาน กปร. (ม.ป.ป.). พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. https://km.rdpb.go.th/Knowledge/View/70
- ThaiPublica. (2562, พฤษภาคม). โครงการ "รักษ์ป่าน่าน" สร้างป่า สร้างรายได้... "สิ่งดีดีกำลังจะเกิดขึ้นที่น่าน". ThaiPublica. https://thaipublica.org/2019/05/rakpanan-4/
- มติชนสุดสัปดาห์. (ม.ป.ป.). บัณฑูร ล่ำซำ กับงานฟื้นฟูป่า จ.น่าน "งานนี้เป็นโจทย์ที่ทำให้ชีวิตผมมีความหมาย". มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_411915
- ThaiPublica. (2563, 8 เมษายน). ชีวิตที่ 2 ของ "บัณฑูร ล่ำซำ" หลังเกษียณอาชีพนายแบงก์... คืนชีวิตสู่ผืนป่า. ThaiPublica. https://thaipublica.org/2020/04/bantoon-kbank-8-4-2563/
- Positioning Magazine. (ม.ป.ป.). เปิดใจ "บัณฑูร ล่ำซำ" ปิดฉาก 40 ปีนายแบงก์กสิกรไทย สู่ฉากชีวิต "รักษ์ป่าน่าน" เต็มตัว. Positioning Magazine. https://positioningmag.com/1272317
- เดลินิวส์. (2569, 6 พฤษภาคม). ขับเคลื่อนโครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 ล้านไร่ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน. เดลินิวส์. https://www.dailynews.co.th/news/5838842/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก้าวข้ามความกลัว สู่การเป็นผู้นำอย่างยั่งยืน | ฝึกภาวะผู้นำแนว Holistic จากไร่ใจยิ้ม
เรียนรู้แนวทางการเป็นผู้นำอย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด Holistic Leadership จาก “ไร่ใจยิ้ม” โดยอาจารย์กฤษณ์ และอาจารย์หนิง รุยาพร ที่ผสานธรรมชาติ ความสุข และความกล้าลงมือทำ เพื่อสร้างผู้นำที่สมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ลับคมความคิด สร้างเกราะป้องกันใจ: เคล็ดลับเพิ่ม Resilience ของผู้นำ
ในยุคปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ หรือที่รู้จักกันดีในนามของสภาวะ VUCA และ BANI World หน้าที่ของผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การวางกลยุทธ์และการทำกำไรอีกต่อไป

ประชุมอย่างไรให้ได้งาน? ถอดสูตรลับสุดยอดผู้นำเปลี่ยนคำพูดเป็นผลลัพธ์
ถอดบทเรียนจากงานวิจัยกว่า 1,000 การประชุม ชี้ชัดปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความถี่ แต่อยู่ที่การดูแลบทสนทนา เผยสูตรลับผ่านกรอบ Goals-Roles-Soul ที่ช่วยให้ทีมกำหนดเป้าหมายชัดเจน ระบุบทบาทผู้รับผิดชอบ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อเปลี่ยนการประชุมเสียเวลาให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์จริงแก่องค์กร

จากพนักงานสู่ผู้นำ: คู่มือสร้างภาวะผู้นำสำหรับผู้เริ่มต้น
อยากเปลี่ยนจากพนักงานธรรมดาเป็นผู้นำที่ทีมศรัทธา? คู่มือนี้เผย 10 ทักษะสำคัญ เช่น การนำตนเอง การฟังอย่างตั้งใจ รวมทั้งการสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมตัวอย่างสถานการณ์จริงจากชีวิตการทำงาน เริ่มฝึกวันนี้เพื่อก้าวสู่ผู้นำตัวจริง ไม่ต้องรอพรสวรรค์! อ่านเลยเพื่อพัฒนาตัวเองในองค์กร

เมื่อ "คนเก่ง" กลายเป็น "คนมีปัญหา": ทำไมองค์กรถึงวินิจฉัยผิดซ้ำๆ
เมื่อผู้นำที่ผลงานดีเด่นถูกตีตราว่า "มีปัญหา" คำอธิบายง่ายที่สุดคือ "เขาเดินหน้าเร็วเกินไป" แต่คำอธิบายที่ถูกต้องกว่าคือองค์กรกำลังวินิจฉัยผิด บทความนี้ชวนสำรวจกับดักเชิงระบบที่ทำให้คนเก่งกลายเป็นภัยคุกคาม และเสนอกรอบคำถาม 4 ข้อสำหรับผู้บริหารก่อนตัดสินใจใดๆ
