เมื่อ "คนเก่ง" กลายเป็น "คนมีปัญหา": ทำไมองค์กรถึงวินิจฉัยผิดซ้ำๆ

เมื่อ "คนเก่ง" กลายเป็น "คนมีปัญหา": ทำไมองค์กรถึงวินิจฉัยผิดซ้ำๆ

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

ลองจินตนาการถึงผู้บริหารระดับสูงที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง มีผลงานโดดเด่น ตัดสินใจเด็ดขาด ตัวเลขทุกตัวดี โครงการไม่มีล่าช้า แต่วันหนึ่งเขาถูกเรียกเข้าพบ CEO เพื่อรับฟีดแบ็ก สิ่งที่ได้ยินกลับไม่ใช่คำชมเชย — "คุณเดินหน้าเร็วเกินไป" "ทีมงานตามไม่ทัน" "คุณต้องรู้จักฟังมากขึ้น" ไม่มีใครโต้แย้งผลลัพธ์ที่ได้ แต่ "สัญญาณ" รอบข้างกลับบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในองค์กรไทย มันคือ กับดักเชิงระบบ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า — และมีต้นทุนที่สูงกว่าที่หลายองค์กรตระหนัก รายงานของ McKinsey Global Institute ระบุว่า องค์กรที่สูญเสียผู้มีผลงานสูงระดับ top 10% มีค่าใช้จ่ายในการทดแทนสูงถึง 150–400% ของเงินเดือนประจำปี ของพนักงานคนนั้น (McKinsey Global Institute, 2024) ในตลาดแรงงานไทยที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมีจำนวนจำกัด ตัวเลขนี้ยิ่งหมายความมากกว่านั้น

บทความนี้ชวนอ่านงานของ Luis Velasquez โค้ชผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี (Velasquez, 2026) และ Julian Vasquez Heilig นักวิชาการด้านความเป็นธรรมในองค์กร (Vasquez Heilig, 2026) ผ่านเลนส์วัฒนธรรมองค์กรไทย เพื่อถามคำถามที่สำคัญกว่าเดิม: ก่อนถามว่า "จะแก้ไขผู้นำคนนี้อย่างไร" — ลองถามว่า "ถ้าผู้นำไม่ใช่ปัญหา แต่การวินิจฉัยของเราต่างหากที่เป็น?"

กับดักการประเมิน: เมื่อองค์กรวินิจฉัยผิด

Velasquez ระบุปรากฏการณ์นี้ว่า "Evaluation Trap" หรือกับดักการประเมิน — จุดอ่อนในกระบวนการประเมินคนขององค์กรที่มองพฤติกรรมเป็นตัวแปรเดียว โดยละเลยบริบทรอบข้างที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้น

ในบริบทองค์กรไทย กับดักนี้ทำงานอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง ด้วยสาเหตุที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมการทำงานสามประการ:

ลำดับชั้น (Hierarchy) ที่ฝังลึก — องค์กรไทยส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างสายการบังคับบัญชาสูงมาก ผู้นำที่ "ข้ามสายงาน" หรือตัดสินใจโดยไม่รอความเห็นชอบจากชั้นบน มักถูกมองว่า "ไม่เคารพ" ระบบ แม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะให้ผลดีก็ตาม

วัฒนธรรมน้ำใจและการรักษาหน้า — ความขัดแย้งแบบตรงๆ ไม่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมไทย ผู้นำที่พูดตรง วิจารณ์แผนงานในที่ประชุม หรือตั้งคำถามต่อผู้บังคับบัญชาอย่างเปิดเผย มักถูกตีความว่า "ไม่เป็นทีม" หรือ "ดื้อรั้น" แม้สิ่งที่ทำคือปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร

ระบบอุปถัมภ์ — ในองค์กรไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาครัฐและธุรกิจครอบครัว การเลื่อนขั้นและการได้รับการสนับสนุนมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ "เจ้านาย" มากกว่าผลงาน คนที่ผลิตผลลัพธ์โดดเด่นแต่ไม่มีเส้นสายในระบบนี้ จึงมักพบกำแพงมองไม่เห็นที่กีดกันความก้าวหน้า

ปรากฏการณ์ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ผู้บริหาร

Heilig เรียกผู้มีผลงานดีว่า "กระจกที่องค์กรไม่ต้องการมอง" — พวกเขาไม่ได้สร้างปัญหา แต่สะท้อนปัญหาที่มีอยู่แล้ว

Vasquez Heilig ขยายข้อสังเกตของ Velasquez ในจุดที่สำคัญอย่างยิ่ง: ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้นำระดับสูง แต่เกิดขึ้นกับ พนักงานที่มีผลงานดีเด่นในทุกระดับ

ในองค์กรที่กำลังถดถอย ผู้มีผลงานดีมักกลายเป็นภัยคุกคาม เพราะพวกเขาเปิดโปงสิ่งที่คนอื่นเรียนรู้ที่จะทนรับมาแล้ว ความรวดเร็วของพวกเขาเปิดเผยว่าการตัดสินใจขององค์กรช้าเพียงใด ความชัดเจนของพวกเขาเปิดเผยว่าเป้าหมายขององค์กรคลุมเครือเพียงใด มาตรฐานของพวกเขาเปิดเผยว่าความคาดหวังขององค์กรต่ำเพียงใด

ในบริบทไทย รูปแบบนี้พบได้ในหลายอุตสาหกรรม:

  • ธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่: ผู้บริหารมืออาชีพที่ถูกดึงตัวมาเพื่อ "ปฏิรูปองค์กร" แต่พบว่าแผนงานทุกอย่างต้องรอการอนุมัติจากสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในสายงานปฏิบัติ
  • รัฐวิสาหกิจ: ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมจากต่างประเทศ พยายามนำระบบวัดผลใหม่มาใช้ แต่ถูกต่อต้านจากพนักงานอาวุโสที่ "อยู่มานาน"
  • องค์กรภาคเอกชน: พนักงานที่ทำงานได้ผลลัพธ์สูง แต่ถูกวิจารณ์ว่า "ไม่ทำงานเป็นทีม" เพราะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมบ่อยพอ

สี่แหล่งที่มาของแรงเสียดทาน

Velasquez ระบุต้นตอของแรงเสียดทานในองค์กรไว้สี่ประการ แต่ละประการมีนัยสำคัญที่แตกต่างกันเมื่ออ่านผ่านเลนส์วัฒนธรรมองค์กรไทย

1. ช่องว่างทักษะที่แท้จริง — นี่คือต้นตอที่องค์กรมักสันนิษฐานก่อนเสมอ แต่จากการศึกษาพบว่าเป็นสาเหตุที่พบน้อยที่สุด ในบริบทไทย องค์กรมักใช้ "การส่งไปอบรม" เป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรกำลังแก้ปัญหา แต่ไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

2. ชื่อเสียงจากอดีต (Organizational Drift) — ในองค์กรไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ปรากฏการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษ เรื่องเล่า (narrative) ขององค์กรมักสร้างขึ้นจากเหตุการณ์หนึ่งครั้งที่เกิดขึ้นหลายปีก่อน และถูกส่งต่อผ่านระบบอุปถัมภ์จากรุ่นสู่รุ่น ผู้บริหารที่เคยตัดสินใจพลาดครั้งหนึ่งอาจถูกตราหน้าตลอดอาชีพการงาน แม้ผลงานต่อมาจะดีเยี่ยมก็ตาม

3. การขยายตัวตนมากเกินไป — ผู้นำไทยที่ประสบความสำเร็จจากการ "ลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง" ในยุคองค์กรขนาดเล็ก มักพบปัญหาเมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้น ทักษะที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จกลายเป็นอุปสรรค แต่เพราะอัตลักษณ์ผูกติดกับวิธีทำงานนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงยากกว่าการเรียนทักษะใหม่

4. ระบบคือตัวกั้น — นี่คือต้นตอที่พบบ่อยที่สุดในองค์กรไทย แต่ถูกระบุน้อยที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือองค์กรที่ประกาศวิสัยทัศน์ "Digital Transformation" แต่ระบบงบประมาณยังต้องขออนุมัติเป็นรายโครงการผ่านหลายชั้น หรือประกาศว่าต้องการ "การตัดสินใจที่รวดเร็ว" แต่ทุกการตัดสินใจยังต้องรอ "เจ้านายใหญ่" กลับจากต่างประเทศ

เมื่อองค์กรที่ถดถอยสร้าง "ผู้พิทักษ์สภาพเดิม"

ความเร่งด่วนกลายเป็นความใจร้อน ความชัดเจนกลายเป็นความหยิ่ง คำถามกลายเป็นการต่อต้าน มาตรฐานกลายเป็นการกล่าวโทษ — Heilig

Heilig ชี้ให้เห็นมิติที่ Velasquez ไม่ได้กล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมา: ในองค์กรที่กำลังถดถอย คนที่ได้ประโยชน์จากระบบเก่ามักกลายเป็น "ผู้พิทักษ์"ของสภาพเดิม (defenders of the status quo) — ไม่ใช่เพราะพวกเขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโดยเจตนา แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้ "ทุนทางสังคม" ที่สะสมมาหลายปีเสื่อมค่าลง

ในองค์กรไทยหลายแห่ง ทุนทางสังคม นี้คือ "ความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง" ไม่ใช่ "ผลงานที่วัดได้" ดังนั้น เมื่อผู้นำหรือพนักงานที่มีผลงานดีเดินเข้ามาพร้อม KPI ชัดเจน ระบบวัดผลที่โปร่งใส และการตัดสินใจตามข้อมูล พวกเขาจึงกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบทุนทางสังคมเดิม

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการบิดเบือนภาษา: ในขณะที่คนที่ช่วยทำให้การถดถอยเป็นเรื่องปกติกลับถูกอธิบายว่า "มั่นคง ซื่อสัตย์ และทำงานเป็นทีมได้ดี" และเมื่อพนักงานคนอื่นเห็นว่า "คนที่ทำงานดีกลับโดนปัญหา" พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่อันตรายที่สุดในองค์กร — ว่าการอยู่เฉยๆ ปลอดภัยกว่าการพยายาม

วิธีวินิจฉัยให้ถูกต้อง: 4 คำถามก่อนตัดสินใจ

Velasquez เสนอกรอบการตรวจสอบต้นตอที่แท้จริงก่อนตัดสินใจใดๆ ด้วยคำถามสำคัญ 4 ข้อ:

ข้อที่หนึ่ง — มุ่งที่ตัวอย่างเฉพาะเจาะจง: แทนที่จะยอมรับการประเมินแบบกว้างๆ เช่น "เขาไม่ทำงานเป็นทีม" ให้ถามหาเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นล่าสุด พร้อมระบุว่าการตัดสินใจใดที่ผิดพลาด และเกิดความล้มเหลวตรงจุดไหน ในวัฒนธรรมไทยที่ไม่ชอบการวิจารณ์โดยตรง ขั้นตอนนี้สำคัญเป็นพิเศษเพราะจะช่วยแยกความจริงออกจากความรู้สึก

ข้อที่สอง — ตรวจสอบความทันสมัยของข้อมูล: กำหนดกรอบเวลาชัดเจน เช่น "ในหกเดือนที่ผ่านมา" และถามว่าผู้วิจารณ์มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้นำคนนั้นจริงๆ หรือไม่ องค์กรไทยหลายแห่งมีปัญหา "ชื่อเสียงจากอดีต" ที่ถูกส่งต่อผ่านกอสซิปและเรื่องเล่าในองค์กรโดยไม่มีการตรวจสอบ

ข้อที่สาม — แยกแยะช่องว่างทักษะกับการขยายตัวตนมากเกินไป: ถามว่าในบริบทอื่นๆ ผู้นำคนนี้แสดงพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นหรือไม่ ถ้าใช่ ปัญหาไม่ใช่ทักษะ แต่คือการ "ปรับเกียร์" ในบริบทที่เหมาะสม — ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการโค้ชและฟีดแบ็กที่ชัดเจน ไม่ใช่การส่งฝึกอบรม

ข้อที่สี่ — รีเซ็ตบทสนทนากับผู้นำ: ก่อนสรุปว่าต้องเปลี่ยนอะไร ให้ตั้งคำถามร่วมกันว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากทักษะที่ขาด บริบทที่ถูกตีความผิด หรือการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา?" คำตอบที่ต่างกันต้องการการตอบสนองที่ต่างกัน

Heilig เพิ่มเติมมิติที่สำคัญ: ให้ถามตัวเองด้วยว่า พฤติกรรมที่เป็น "ปัญหา" นั้น กำลังขัดแย้งกับมาตรฐานองค์กร หรือกำลังเปิดเผยว่ามาตรฐานองค์กรต่ำกว่าที่ควรจะเป็น? สองสิ่งนี้ดูเหมือนกันแต่ต้องการวิธีตอบสนองที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

บททสรุป คำถามที่ทุกองค์กรต้องตอบให้ได้

ปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับผู้นำหรือพนักงานรายบุคคล แต่เกี่ยวกับ คำถามเชิงกลยุทธ์ ที่องค์กรไทยต้องตอบ:

  • องค์กรของคุณ "ให้รางวัล" กับอะไรจริงๆ — ผลลัพธ์ที่วัดได้ หรือ "ความสบายใจ" ของคนส่วนใหญ่?
  • ระบบการประเมินของคุณวัด "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" หรือ "เรื่องเล่าที่สะดวกรับ"?
  • เมื่อมีแรงเสียดทาน คำถามแรกที่ถามคือ "ผู้นำต้องเปลี่ยนอะไร" หรือ "ระบบมีปัญหาอะไร"?

Heilig ทิ้งท้ายด้วยข้อสังเกตที่น่าหนักใจ: "เมื่อถึงเวลาที่องค์กรยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาแค่ไหน พวกเขาได้ทำให้คนที่มีความกล้า ความสามารถ และความชัดเจนพอที่จะช่วยพวกเขาได้ — หมดแรง แปลกแยก หรือจากไปเรียบร้อยแล้ว"

นี่คือต้นทุนที่แท้จริงของการวินิจฉัยผิด — ไม่ใช่แค่โปรแกรมพัฒนาที่ไม่ได้ผล แต่คือการสูญเสียคนที่ดีที่สุดในเวลาที่ต้องการพวกเขามากที่สุด และในตลาดแรงงานที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI และการแข่งขันระดับโลก การสูญเสียแบบนี้คือต้นทุนที่องค์กรไทยไม่ควรแบกรับอีกต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง:

บทวิเคราะห์นี้เรียบเรียงและขยายจากบทความ "Why Effective Leaders Get Branded as Problems" โดย Luis Velasquez (Harvard Business Review, พฤษภาคม 2569) และ "Are You a Threat Because You're Good at Your Job?" โดย Julian Vasquez Heilig (Cloaking Inequity, พฤษภาคม 2569) โดยเพิ่มบริบทและมุมมองเฉพาะขององค์กรในประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลยุทธ์การสร้างทีมสำหรับผู้บริหารยุคใหม่ เปลี่ยนทีมธรรมดาให้เป็นทีมชั้นยอด

กลยุทธ์การสร้างทีมสำหรับผู้บริหารยุคใหม่ เปลี่ยนทีมธรรมดาให้เป็นทีมชั้นยอด

สร้างทีมให้แข็งแกร่งในยุคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เรียนรู้แนวคิดการแบ่งสมาชิกทีม 4 แบบ พร้อมกรณีศึกษา Enron, Netflix, Google และโร้ดแมปการพัฒนาทีมแบบมืออาชีพสำหรับผู้นำองค์กร ข้อมูลครบ เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้นำและ HR ยุคใหม่

7 นาที
เปลี่ยนข้อมูลหลังบ้านเป็นยอดขายถล่มทลาย: เคล็ดลับการบริหารธุรกิจยุคใหม่ด้วยข้อมูลลูกค้า

เปลี่ยนข้อมูลหลังบ้านเป็นยอดขายถล่มทลาย: เคล็ดลับการบริหารธุรกิจยุคใหม่ด้วยข้อมูลลูกค้า

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลลูกค้ามีอยู่มากมาย ธุรกิจจำนวนมากยังคงเผชิญความท้าทายในการทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการตลาดและการสร้างยอดขาย บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ Customer Data Platform (CDP) และ Customer Relationship Management (CRM) ในการรวมศูนย์ข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการนำข้อมูลไปใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาด และขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายอย่างยั่งยืน

8 นาที
กับดักผู้บริหารที่หยุดยั้งการเติบโตขององค์กร

กับดักผู้บริหารที่หยุดยั้งการเติบโตขององค์กร

ผู้บริหารจำนวนมากติดกับดักต้องลงไป “ทำเองทุกเรื่อง” จนไม่มีเวลาเดินเกมกลยุทธ์ บทความนี้ชี้ให้เห็นที่มาของ Micromanagement Trap และเสนอแนวทางการมอบหมายงานเชิงกลยุทธ์ 4 แกน ที่ช่วยพัฒนาคน สร้าง Sense of Ownership และยกระดับภาวะผู้นำผู้บริหาร พร้อมคืนเวลาให้ผู้นำไปโฟกัสการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

9 นาที
จากตำราสามก๊กสู่ห้องประชุม: ศิลปะการจัดทัพคนทำงานเพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นพลังสร้างสรรค์

จากตำราสามก๊กสู่ห้องประชุม: ศิลปะการจัดทัพคนทำงานเพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นพลังสร้างสรรค์

กลยุทธ์การบริหารองค์กรและจัดการความขัดแย้งในห้องประชุมโดยประยุกต์ใช้บทเรียนจากวรรณกรรมสามก๊ก มุ่งเน้นการจัดสมดุลทีมงานสายคิดและสายลุยตามสูตรซุนกวน การประเมินคนจากความสามารถแบบโจโฉ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยแบบเล่าปี่ และการกระจายอำนาจเพื่อลดการรวมศูนย์แบบขงเบ้ง

9 นาที
สร้างองค์กรด้วยใจ: ปรัชญาผู้นำยุคใหม่กับการหลอมรวมวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ

สร้างองค์กรด้วยใจ: ปรัชญาผู้นำยุคใหม่กับการหลอมรวมวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำจำนวนมากมักมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและตัวเลขเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาด "หัวใจ" ที่หลอมรวมคนในองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว

7 นาที
เตรียมคนให้พร้อม ไม่ใช่เดาอนาคตให้ถูก กรณีศึกษาโรงงานพ่นสีของ AUDI

เตรียมคนให้พร้อม ไม่ใช่เดาอนาคตให้ถูก กรณีศึกษาโรงงานพ่นสีของ AUDI

ในแบบสำรวจ PwC’s 26th Annual Global CEO Survey ปี 2023 มีซีอีโอถึง 40% ที่คิดว่าบริษัทของตัวเองอาจไม่อยู่ในรูปแบบเดิมอีกต่อไปในอีกสิบปีข้างหน้า แต่ต่อให้รู้ว่าปัจจัยเสี่ยงคือเทคโนโลยีอย่าง AI หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายองค์กรกลับตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าจริงๆ แล้วอะไรจะมากระทบโมเดลธุรกิจของตน เมื่อคุณยังไม่รู้ว่าอนาคตจะมาในรูปไหน การไปไล่ “เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์” แทบเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้จริง คือการสร้างคนและวัฒนธรรมองค์กรที่ “พร้อมปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์” แทน

12 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง