
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคง GDP ปี 2569 โต 2.0% เตือน MPI เสี่ยงหดตัวปีที่ 4 จากต้นทุนพลังงานและการแข่งขัน
สรุปประเด็น
-
คงเป้า GDP ปี 69 ที่ 2.0%: ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.0% แต่ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก
-
MPI เสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4: คาดดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัว 0.5% เสี่ยงหดตัวต่อเนื่องจากต้นทุนพลังงานและการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
-
ต้นทุนพุ่งและสงครามการค้ากดดัน: แรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาษีสหรัฐฯ บีบอัตรากำไรของภาคธุรกิจและคำสั่งซื้อ
-
เร่งยกระดับผลิตภาพและบริหารกระแสเงินสด: ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ต้องบริหารกระแสเงินสด ทบทวนต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพเพื่อความยั่งยืน
ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงมีความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ยังคงประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ขณะที่ภาคการผลิตยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ การชะลอตัวของคำสั่งซื้อ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของ GDP ไม่ได้หมายความว่าทุกภาคธุรกิจจะกลับมาเติบโตในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ยังต้องรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนและตลาดที่เติบโตอย่างจำกัด
MPI เสี่ยงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของภาคผลิต
ในการประเมินที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) จะหดตัว 0.5% และเสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของภาคการผลิตไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรักษาคำสั่งซื้อ การแข่งขันด้านราคา และการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
แม้เศรษฐกิจมหภาคยังมีแรงพยุงจากมาตรการรัฐ แต่ภาคการผลิตจำเป็นต้องรับมือกับแรงกดดันเฉพาะด้าน ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่เข้มข้น ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน
ต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนโลก กดดันความสามารถทำกำไร
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุในการประเมินเดือนมิถุนายนว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผ่านมายังภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของคำสั่งซื้อและการแข่งขันจากสินค้านำเข้ายังกดดันการผลิตของไทย
สำหรับผู้ประกอบการที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสูง การปรับขึ้นของต้นทุนอาจบีบอัตรากำไร หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาสูงอาจมีข้อจำกัดในการปรับราคา จึงต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การจัดซื้อ และการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น
มาตรการรัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในการประเมินที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงคาด GDP ปี 2569 เติบโต 2.0% แต่ประเมินว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากครึ่งปีแรก โดยมาตรการภาครัฐช่วยพยุงการบริโภคได้บางส่วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ
ภาพดังกล่าวทำให้ผู้บริหารต้องพิจารณาแผนธุรกิจอย่างรอบด้าน ไม่ควรประเมินความต้องการของตลาดจากภาพรวม GDP เพียงอย่างเดียว แต่ควรติดตามคำสั่งซื้อ ต้นทุน และกำลังซื้อของลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่กัน
SME และซัพพลายเออร์ต้องบริหารต้นทุนและกระแสเงินสด
ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในห่วงโซ่อุปทานอาจเผชิญข้อจำกัดมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีอำนาจต่อรองด้านราคาไม่สูง แต่ต้องรับภาระต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ผันผวน
แนวทางรับมือในระยะสั้นจึงควรเน้นการวางแผนกระแสเงินสด ทบทวนต้นทุนรายสินค้า เจรจาเงื่อนไขการจัดซื้อ และติดตามสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด ส่วนในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการหาตลาดหรือกลุ่มลูกค้าใหม่ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการแข่งขัน
การเพิ่มผลิตภาพไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่คือการสร้างผลผลิตและมูลค่าให้ได้มากขึ้นจากทรัพยากรที่มี พร้อมรักษาคุณภาพและความสามารถในการตอบสนองลูกค้า
จากการประคองธุรกิจ สู่การเพิ่มผลิตภาพระยะยาว
ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 แสดงให้เห็นว่า การเติบโตของ GDP และสถานการณ์ของภาคการผลิตอาจแตกต่างกันได้ ขณะที่ต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนด้านการค้า และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ยังคงเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องติดตาม
สำหรับภาคธุรกิจ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่คือการเตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือกับตลาดที่เติบโตอย่างจำกัด ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับผลิตภาพ การสร้างความแตกต่างของสินค้า และการกระจายตลาดอย่างเหมาะสม
ในระยะยาว ความสามารถในการปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่มจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังเผชิญความไม่แน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Monday Recap 25-31 ส.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ
สรุปข่าวธุรกิจสำคัญช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การเกษตร และเทคโนโลยี พร้อมแนวโน้มที่ควรจับตาเพื่อปรับกลยุทธ์รับมือความเปลี่ยนแปลง

ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย": เมื่อประเทศไทยติดกับดัก "เชิงโครงสร้าง" ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต
เจาะลึกวิกฤตเศรษฐกิจไทยผ่านเลนส์ Why Nations Fail เมื่อ "กติกาที่ไม่เป็นธรรม" และ "การผูกขาด" กลายเป็นกับดักที่ฉุดรั้งประเทศสู่สถานะคนป่วยแห่งเอเชีย

30 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอกนิติชู “การลงทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าโต 3% ใน 3 ปี
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชูการลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเติบโต 3% ภายใน 3 ปี ท่ามกลางข้อจำกัดด้านหนี้ การลงทุน และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยใช้เวทีการประชุม IMF-World Bank สื่อสารความพร้อมและดึงดูดการลงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี พลังงานสีเขียว และการค้าระหว่างประเทศ

ผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งทางทะเลแดงและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์และ SMEs ไทย
สถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดงดันต้นทุนขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ SMEs ไทย และคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาสินค้าปลายทางปรับขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
