
ปตท.สผ. ทุ่มงบลงทุน 10,000–15,000 ล้านบาท เดินหน้า CCS แหล่งก๊าซอาทิตย์ ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571
สรุปประเด็น
-
ปตท.สผ. เคาะลงทุน FID โครงการ CCS แหล่งอาทิตย์: อนุมัติงบ 10,000–15,000 ล้านบาท เดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนนอกชายฝั่งแห่งแรกของไทย
-
ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2571: ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกโดยไม่กระทบต่อกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเดิมของแหล่งอาทิตย์
-
โครงการนำร่องตามแผน NDC ของประเทศ: เป็นบทพิสูจน์ศักยภาพ ความคุ้มค่า และเทคนิคการกักเก็บคาร์บอนในระดับอุตสาหกรรม
-
ต่อยอดสู่ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่ EEC: วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว รับการกักเก็บคาร์บอน 11–60 ล้านตัน/ปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
-
สร้างโอกาสใหม่ให้ SME และระบบนิเวศธุรกิจ: หนุนห่วงโซ่อุปทานไทย ทั้งงานวิศวกรรมเฉพาะทาง การซ่อมบำรุงนอกชายฝั่ง และระบบโลจิสติกส์ทางทะเล
การประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย หรือ Final Investment Decision (FID) ของคณะกรรมการบริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ในการเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานไทย
โครงการดังกล่าวนับเป็น โครงการ CCS นอกชายฝั่งแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก้าวจากขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้สู่การตัดสินใจลงทุนจริง สะท้อนการนำเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนเข้ามาใช้ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจพลังงานหลัก
ลงทุนหมื่นล้าน เดินหน้า CCS แห่งแรกของไทย
โครงการ CCS แหล่งอาทิตย์มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 10,000–15,000 ล้านบาท หรือราว 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยออกแบบให้สามารถ ดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี และตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปี 2571
จุดสำคัญคือการดำเนินโครงการจะไม่กระทบต่อกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งอาทิตย์ สะท้อนถึงการวางระบบด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ เทคโนโลยีลดคาร์บอนสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับธุรกิจพลังงานเดิม ได้
โครงการ CCS แหล่งอาทิตย์ถือเป็นก้าวสำคัญจาก “การศึกษาเทคโนโลยี” สู่ “การลงทุนจริง” และเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนา CCS ให้สามารถใช้งานได้ในระดับอุตสาหกรรม
จากโครงการนำร่อง สู่บทพิสูจน์ศักยภาพ CCS ของไทย
อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้โครงการนี้มีความสำคัญมากกว่ามูลค่าการลงทุน คือการเป็น โครงการนำร่องระดับประเทศภายใต้แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2567
ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้วัดเฉพาะปริมาณคาร์บอนที่สามารถกักเก็บได้ แต่ยังรวมถึง ความคุ้มค่าทางเทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความปลอดภัย และความสามารถในการขยายผล ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นของประเทศ
จับตา Eastern Thailand CCS Hub โครงสร้างพื้นฐานรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน ประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือแผนการขยายผลไปสู่ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
แผนดังกล่าววางเป้าหมายระยะแรกในการกักเก็บคาร์บอนประมาณ 11 ล้านตันต่อปี และมีศักยภาพขยายตัวได้ถึง 40–60 ล้านตันต่อปีในระยะยาว
หากโมเดลจากแหล่งอาทิตย์สามารถพิสูจน์ความเป็นไปได้ทั้งในด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ได้สำเร็จ ก็จะช่วยเปิดทางให้ อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ปิโตรเคมี ซีเมนต์ และเหล็ก มีทางเลือกในการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ มาตรการด้านคาร์บอนและกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ มีบทบาทมากขึ้น เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM)
โอกาสใหม่ในห่วงโซ่อุปทานและผู้ประกอบการไทย
แม้เงินลงทุนหลักของโครงการจะมาจากบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน CCS ยังมีโอกาสสร้างความต้องการต่อเนื่องไปยัง ผู้รับเหมาช่วงและผู้ประกอบการ SME ในห่วงโซ่อุปทาน
ตั้งแต่งาน วิศวกรรมเฉพาะทาง การซ่อมบำรุงอุปกรณ์นอกชายฝั่ง การตรวจสอบและรับรองความปลอดภัย ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ทางทะเล ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐาน CCS
CCS จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีลดคาร์บอน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ ตั้งแต่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี วิศวกรรม ไปจนถึงโลจิสติกส์และบริการสนับสนุน
CCS กับโจทย์ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมไทย
การเดินหน้า CCS แหล่งก๊าซอาทิตย์ จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการลดการปล่อยคาร์บอนของ ปตท.สผ. แต่ยังเป็นการวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการคาร์บอนของประเทศไทยในระยะยาว
หากโครงการสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายและนำไปสู่การขยายผลในระดับ Hub ได้สำเร็จ เทคโนโลยี CCS อาจกลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้ ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
จากแหล่งอาทิตย์สู่ CCS Hub จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานไทย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องจับตาในเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
ข้อมูลอ้างอิง:
- บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน). (ม.ป.ป.). การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์. ปตท.สผ. https://www.pttep.com/th/our-company/ep-net-zero-2050/carbon-capture-and-storage
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปตท.สผ. รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA เสริมฐานก๊าซและความมั่นคงพลังงานระยะยาว
ปตท.สผ. และ PC JDA รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA ระยะ 35 ปี สะท้อนทิศทางลงทุนพลังงานต้นน้ำและความร่วมมือไทย–มาเลเซีย พร้อมจับตาผลต่อ Energy Security ภาคอุตสาหกรรม และ Supply Chain พลังงานในระยะยาว

WHAUP ขยายการลงทุนธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน ชูระบบ Reclamation Water และ Direct PPA
ถอดกลยุทธ์ WHAUP ทุ่มงบ 2,900 ล้านบาท ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานยุคเปลี่ยนผ่าน ชูไฮไลต์เทคโนโลยี Reclamation Water ตอบโจทย์ Water Positive ควบคู่เตรียมพร้อม Direct PPA รับกระแส Data Center และ New S-Curve ตอกย้ำบทบาทผู้ขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนและมาตรฐาน ESG สู่ระดับสากล

AWC ผนึก Universal พัฒนาโรงแรมธีม DreamWorks แห่งแรกในพื้นที่ EEC พัทยา
AWC ต่อยอดความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences เตรียมเปิดตัวโรงแรมธีม DreamWorks Animationแห่งแรกในไทย ณ โครงการ Aquatique พัทยา ในพื้นที่ EEC เพื่อยกระดับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว รองรับกลุ่มครอบครัวและนักลงทุนระดับโลก

NECTEC จัดเวที Sustainable Manufacturing Executive Forum ชู AI ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero
NECTEC จัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดต้นทุน บริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์มาตรการ ESG ในระดับสากล

เป๋าตังเตรียมขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์ครั้งแรกในเอเชีย
ธนาคารกรุงไทยร่วมกับ PTTEP เปิดตัว "US Dollar Bond Wallet" บนแอปฯ เป๋าตัง ครั้งแรกในเอเชีย เสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์ PTTEP ระดับ AAA ให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้นด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ

PROSPECT REIT เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่ 3 เสนอขายหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 450 ล้านหน่วย ดีเดย์เปิดจองซื้อ 9-17 กันยายน 2569
PROSPECT REIT เดินหน้าเพิ่มทุนครั้งที่ 3 เสนอขายหน่วยทรัสต์ไม่เกิน 450 ล้านหน่วย เปิดจองซื้อ 9–17 ก.ย. 2569 รุกเข้าลงทุนโครงการ BFTZ 4 ย่านบางปะกงในพื้นที่ EEC มูลค่ารวมไม่เกิน 5,040 ล้านบาท ชูจุดเด่นอัตราเช่าสูง 96.8% พร้อมปรับจ่ายผลตอบแทนรายเดือน ดันพอร์ตแตะ 1.5 หมื่นล้านบาท
