
สนค. ชี้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเผชิญแรงกดดันต้นทุนพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ จับตายอดเปิดธุรกิจใหม่ลด 14.1%
สรุปประเด็น
-
ยอดจัดตั้งลด เลิกกิจการพุ่ง: เดือน ก.ค. 2569 โลจิสติกส์ไทยตั้งใหม่ลด 14.1% MoM ขณะที่เลิกกิจการพุ่ง 42.6% สะพอนแรงกดดันต้นทุน
-
พิษพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 83.30 ดอลลาร์/บาร์เรล บวกความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ กดดันต้นทุนขนส่ง
-
บางเซกเตอร์ยังขยายตัว: ขนส่งทางถนนบางประเภทยังโต 16.3% MoM รวมถึงมูลค่าการค้าผ่านทางเรือ (+16.28%) และทางอากาศ (+55.18%) ยังสดใส
-
SMEs รับศึกหนักเรื่อง Margin: อำนาจต่อรองต่ำ ส่งผ่านต้นทุนน้ำมันยาก แนะบริหารต้นทุนแบบ Real-time และลดเที่ยวรถเปล่า
-
ปรับตัวสู่ Smart Logistics: แนะใช้ AI, Big Data และ IoT ช่วยมองเห็นต้นทุนและบริหารความเสี่ยง Supply Chain เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยสถานการณ์ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเดือนกรกฎาคม 2569 พบสัญญาณแรงกดดันจาก ต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านราคา โดยมีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่ 336 ราย ลดลง 14.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) ขณะที่ธุรกิจที่ปิดกิจการมีจำนวน 87 ราย เพิ่มขึ้น 42.6% MoM และเพิ่มขึ้น 26.1% YoY สะท้อนแรงกดดันที่ผู้ประกอบการต้องรับมือในช่วงที่ต้นทุนและความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานยังผันผวน
อย่างไรก็ตาม สนค. ระบุว่ายังต้องติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียง ความผันผวนระยะสั้น หรือกำลังสะท้อนสัญญาณการชะลอการลงทุนในภาคโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ
ราคาพลังงาน–ภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มแรงกดดันต้นทุนโลจิสติกส์
ปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบภาคโลจิสติกส์ในเดือนกรกฎาคม คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย สนค. ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 19% แตะระดับ 83.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคโลจิสติกส์มีแนวโน้มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญด้านการขนส่งพลังงาน ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อการเดินเรือ ทั้งในแง่มาตรการรักษาความปลอดภัย การปรับเปลี่ยนเส้นทาง และระยะเวลาขนส่ง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการขนส่งทางทะเลและความเสี่ยงของ Supply Chain เพิ่มขึ้น
ต้นทุนพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าขนส่ง แต่สามารถส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้า ระยะเวลาส่งมอบ และการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของทั้งห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการรับมือกับราคาน้ำมัน แต่รวมถึงความสามารถในการ บริหารความเสี่ยงด้านเส้นทางและต้นทุน ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ยอดเปิดใหม่ลด แต่ยังมีธุรกิจบางกลุ่มที่เติบโต
แม้ภาพรวมการเปิดกิจการใหม่จะลดลง แต่ข้อมูลของ สนค. สะท้อนว่า ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์ไม่ได้หายไปทั้งหมด
ธุรกิจ การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน (TSIC 49339) มีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่ 57 ราย เพิ่มขึ้น 16.3% MoM และ 72.7% YoY สะท้อนว่าบริการขนส่งบางประเภทยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้ภาพรวมตลาดจะเผชิญแรงกดดัน
ด้านโลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศก็ยังมีแรงส่ง โดยเดือนกรกฎาคม 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยผ่าน การขนส่งทางเรืออยู่ที่ 1.295 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.28% YoY ขณะที่การขนส่งทางอากาศมีมูลค่า 842,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.18% YoY
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า โจทย์ของโลจิสติกส์ไทยอาจไม่ใช่การขาดแคลนอุปสงค์ทั้งหมด แต่เป็นความแตกต่างของโครงสร้างต้นทุนและโอกาสระหว่างธุรกิจแต่ละประเภท
SMEs ต้องรับมือกับ “ต้นทุนที่ส่งต่อได้ไม่เต็มที่”
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs โลจิสติกส์ ความท้าทายสำคัญคือการบริหาร Margin ในช่วงที่ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าดำเนินงานมีความผันผวน
หากธุรกิจไม่สามารถปรับราคาค่าบริการได้ทันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำไรต่อเที่ยวหรือกำไรต่อหน่วยอาจถูกกดดัน ขณะที่การมีอำนาจต่อรองต่ำกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าอาจทำได้จำกัด
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญคือ การบริหารต้นทุนแบบ Real-time มากกว่าการรอให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้วจึงปรับราคา เช่น การติดตามต้นทุนเชื้อเพลิงต่อเที่ยว การวางแผนเส้นทาง การลดเที่ยวรถเปล่า และการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ยานพาหนะ
Smart Logistics จาก “เทคโนโลยี” สู่เครื่องมือบริหารต้นทุน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สนค. ชี้ให้เห็นโอกาสของ Smart Logistics ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งการใช้ AI, Big Data, IoT และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ตัวอย่างเช่น ระบบบริหารการขนส่งอัจฉริยะสามารถเชื่อมข้อมูลยานพาหนะ ผู้ขับขี่ และการซ่อมบำรุงเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนและประสิทธิภาพของรถแต่ละคันได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ Video Telematics และ AI Camera สามารถนำข้อมูลการขับขี่แบบ Real-time มาใช้ติดตามพฤติกรรมและความเสี่ยง
ในฝั่งคลังสินค้า การนำ AI Warehouse มาเชื่อมกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและหุ่นยนต์ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดงานซ้ำ เพิ่มความแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้า
Smart Logistics จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการลงทุนในเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนและตัดสินใจทางธุรกิจ
จากบริหาร “ค่าขนส่ง” สู่บริหารความเสี่ยงทั้ง Supply Chain
สถานการณ์เดือนกรกฎาคมสะท้อนว่า ความเสี่ยงของธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ได้มาจากต้นทุนเชื้อเพลิงเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยงกับ ภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางการค้า ระยะเวลาขนส่ง และความต่อเนื่องของ Supply Chain
สำหรับผู้ประกอบการ กลยุทธ์รับมือจึงควรครอบคลุมอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่
1. Cost Visibility — มองเห็นต้นทุนในระดับเที่ยวรถ เส้นทาง ลูกค้า และประเภทบริการ เพื่อรู้ว่าธุรกิจส่วนใดสร้างกำไรหรือกำลังสูญเสีย Margin
2. Route & Supply Chain Resilience — กระจายความเสี่ยงด้านเส้นทางและพันธมิตร เพื่อไม่พึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป
3. Digital & Smart Logistics — ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยวางแผนเส้นทาง บริหารเชื้อเพลิง ติดตามรถ และเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า
โลจิสติกส์ไทยยังมีโอกาส แต่ต้องแข่งขันด้วย “ประสิทธิภาพ”
ตัวเลขการเปิดและปิดกิจการในเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นสัญญาณที่ควรติดตาม แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นวิกฤตของอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะในอีกด้านหนึ่ง มูลค่าการค้าระหว่างประเทศยังขยายตัวในหลายรูปแบบการขนส่ง และธุรกิจขนส่งบางสาขายังคงมีการเปิดกิจการเพิ่มขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงอาจเป็น “เงื่อนไขของการแข่งขัน” มากกว่าการหายไปของตลาด ผู้ประกอบการที่สามารถบริหารต้นทุนได้แม่นยำ ปรับเส้นทางได้รวดเร็ว ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความยืดหยุ่นให้ Supply Chain จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือกับความผันผวนระยะต่อไป
โจทย์ของโลจิสติกส์ไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียง “ขนส่งให้ได้มากขึ้น” แต่คือ “ขนส่งให้มีประสิทธิภาพและรับมือความเสี่ยงได้ดีขึ้น”
ท้ายที่สุด ความผันผวนของราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์อาจยังอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการ แต่สิ่งที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้คือ โครงสร้างต้นทุน คุณภาพของข้อมูล ความยืดหยุ่นของเส้นทาง และความสามารถในการตัดสินใจ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยในระยะต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การประชุมท่าเรือเส้นทางสายไหมทางทะเลในหนิงโป ชูแนวคิด ‘ยืดหยุ่น-ร่วมมือ-ผลประโยชน์ร่วมกัน’
การประชุมความร่วมมือท่าเรือเส้นทางสายไหมทางทะเล ครั้งที่ 10 ณ เมืองหนิงโป ประเทศจีน รวบรวมผู้แทนจากกว่า 70 ประเทศและภูมิภาค เพื่อหารืออนาคตของอุตสาหกรรมท่าเรือและการขนส่งทางเรือ โดยเน้นความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาสีเขียว เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านโลจิสติกส์และการค้าโลก

บทบาทของ NITMX ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยและผลกระทบต่อ SMEs
NITMX คือผู้ขับเคลื่อนหลักของระบบการเงินดิจิทัลไทยตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยนวัตกรรม PromptPay, PromptBiz และ Cross-Border QR Payment ที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและสนับสนุน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีไทยหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดหาน้ำมัน
นายกรัฐมนตรีหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานและสำรวจแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ SMEs ไทย โดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาด

DIT เตรียมควบคุมสินค้าเพิ่ม 12 รายการ พร้อมรับมือผลกระทบต่อ SME จากวิกฤตตะวันออกกลาง
กรมการค้าภายในเตรียมพิจารณาเพิ่มน้ำดื่มและเม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม เพื่อรับมือต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมบรรเทาภาระแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค

จับตาการประชุม Global SME Ministerial Meeting 2025 จุดเปลี่ยน SMEs ในเวทีโลก
การประชุม Global SME Ministerial Meeting 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับบทบาทของผู้ประกอบการ SMEs ในเศรษฐกิจโลก ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก G20, ประเทศกำลังพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ITC, WTO และ UNCTAD

วางแผนสต๊อก–คุมต้นทุน–เสริมธุรกิจไม่เกี่ยวกับน้ำมัน 5 กลยุทธ์สำคัญที่ปั๊มน้ำมันรายย่อยต้องทำทันทีในวิกฤตราคาน้ำมัน
ยุคน้ำมันแพงจากความตึงเครียดในต่างประเทศกำลังกดดันต้นทุนของปั๊มน้ำมันรายย่อยโดยตรง บทความนี้ชวนผู้ประกอบการมองวิกฤตให้รอบด้าน แล้ววาง 5 กลยุทธ์สำคัญทั้งการวางแผนสต๊อก คุมต้นทุน และเสริมรายได้จากธุรกิจ Non-oil เพื่อปรับโมเดลจาก “ขายแต่น้ำมัน” ไปสู่ธุรกิจที่ยืดหยุ่นและอยู่รอดได้ในระยะยาว
