
มหากาพย์โกงคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม: ทอง 1,500 ล้านบาทที่ได้คืน คือแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง
สรุปประเด็น
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภาพการส่งมอบทองคำแท่งน้ำหนักกว่า 20,000 บาท มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการคลัง กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่ววงการเศรษฐกิจ นี่คือทรัพย์สินที่ถูกยึดจากอดีตผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรในคดีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับมหากาพย์การทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ทว่าในสายตาของภาคธุรกิจ ตัวเลข 1,500 ล้านบาทนี้เป็นเพียง "ผลลัพธ์ที่ปลายเหตุ" แต่ต้นเหตุและผลกระทบที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำนั้น รุนแรงและซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิด
1. ยอดภูเขาน้ำแข็ง และความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้
แม้รัฐจะได้ทองคำคืนมามูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท (ซึ่งเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดจากเดิมที่มีมูลค่าราว 600 ล้านบาทเมื่อ 10 ปีก่อน) แต่หากกางตัวเลขความเสียหายในคดีหลักจะพบว่า รัฐสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 4,300 ล้านบาทจากการคืนภาษีโดยมิชอบ
นี่คือความจริงที่น่าตกใจ: ส่วนต่างกว่า 3,000 ล้านบาทที่หายไป คือโอกาสที่สูญเสียไปของประเทศ และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ "สิ่งที่มองไม่เห็น" ยังมีคดีในลักษณะนี้อีกกี่กรณีที่ยังไม่ถูกตรวจสอบ? กลโกงที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
2. ผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันของภาคเอกชน
การทุจริตในระบบภาษีไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนโกงเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่คือการทำลาย "ความเป็นธรรม" ในตลาดธุรกิจโดยตรง เมื่อธุรกิจบางกลุ่มสามารถดึงเม็ดเงินภาษีกลับมาเป็นกำไรโดยมิชอบ พวกเขาจะมีเงินทุนหมุนเวียนที่มากกว่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาอย่างมหาศาล ช่องว่างด้านศักยภาพการแข่งขันจึงไม่ได้มาจากความสามารถหรือประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ หากแต่มาจาก “แต้มต่อที่ผิดกฎหมาย” ที่ระบบเปิดช่องให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ
พร้อมกันนั้น ข้อมูลการส่งออกและธุรกรรมที่ถูกบิดเบือนเพื่อใช้เป็นฐานในการโกงภาษี ยังทำให้ตัวเลขสถิติเศรษฐกิจของประเทศคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องจึงมีโอกาสผิดทิศผิดเป้า ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการกระตุ้น การช่วยเหลือภาคธุรกิจ หรือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ เมื่อข้อมูลต้นน้ำถูกทำให้ผิดเพี้ยน การกำหนดนโยบายปลายน้ำก็ย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลว ส่งผลซ้ำเติมต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตในระยะยาว
3. การเสียภาษีคือ "การร่วมลงทุน" เพื่ออนาคตของภาคธุรกิจ
สำหรับภาคเอกชน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อการเสียภาษี จากเดิมที่มองว่าเป็น “ภาระที่ต้องจ่ายให้รัฐ” ให้กลายเป็น “การร่วมลงทุนระยะยาว” กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อเราจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง เราไม่ได้แค่รักษากติกา แต่กำลังใส่เงินทุนก้อนหนึ่งเข้าไปในระบบนิเวศธุรกิจเดียวกัน ที่ตัวเราเองก็ต้องใช้และแข่งขันอยู่ทุกวัน
นั่นหมายความว่า ทุกบาทที่หายไปกับการทุจริตภาษี ไม่ได้ทำให้ “รัฐ” เสียประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่คือการทำให้งบประมาณในการพัฒนาประเทศทั้งระบบหายไปด้วย เมื่อภาคเอกชนเสียภาษีอย่างถูกต้องและโปร่งใส เม็ดเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น "โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์" เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและการทำธุรกิจมหาวิทยาลัยที่ควร "ผลิตคนเก่ง" ได้มากขึ้นทำได้ "น้อยลง" ระบบยุติธรรมที่ควรคุ้มครองผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียมก็ "อ่อนแอลง" ในท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงทางธุรกิจที่มากขึ้น ก็คือภาคเอกชนเอง วันนี้เรายอมรับการทุจริตเพียงเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น เรากำลังทำลาย "ตลาด" ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยในอนาคต
"วันนี้เรายอมรับการทุจริตเพียงเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น เรากำลังทำลาย "ตลาด" ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยในอนาคต"
บทสรุป: ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย" และทางออกของไทย
การเรียกคืนทองคำ 1,500 ล้านบาทในวันนี้ เป็นเพียงการเยียวยาบาดแผลที่ผิวหนัง ของประเทศไทยในฐานะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" แต่หาวิเคราะห์ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นนี้ คือหนึ่งใน "อาการป่วยเรื้อรัง" ที่เกิดจากกับดักเชิงโครงสร้างของประเทศไทย
ตราบใดที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อ "การแข่งขันที่เป็นธรรม" ประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วย เพราะแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมจะถูกแทนที่ด้วย "การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ" ซึ่งเป็นพฤติกรรมของบุคคลหรือองค์กรที่พยายามเพิ่มความมั่งคั่งของตนเอง โดยการบิดเบือนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจหรือกฎระเบียบต่างๆ เมื่อผู้เล่นที่โกงมีแต้มต่อเหนือผู้เล่นที่เก่ง สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนไม่มีนักลงทุนรายใหม่ที่เปี่ยมศักยภาพอยากเข้ามาในสนามนี้
ทองคำมูลค่า 1,500 ล้านบาทที่กลับคืนสู่คลังหลวงจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการผ่าตัดโครงสร้างเพื่อสร้างระบบที่ "โปร่งใสจนโกงไม่ได้" และ "ยุติธรรมจนทุกคนอยากแข่งขันด้วยความสามารถ" เพื่อรักษาอาการป่วยและพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักนี้ไปได้อย่างสง่างามในเวทีโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เอกนิติ" ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ตั้ง 4 คณะทำงาน การันตีชาวบ้านไร้กังวล
กระทรวงการคลังเปิดตัวคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าปฏิรูปอุตสาหกรรมใน 1 เดือน วางเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านสิ่งแวดล้อม เสียง และความปลอดภัย พร้อมตั้ง 4 คณะทำงานควบคุมทั้งระบบ ยืนยันคุ้มครองชุมชนและไม่กระทบการลงทุน

คลังจ่อศึกษาภาษี "ทองออนไลน์ไม่ส่งมอบจริง" เป้าหมายไม่ใช่รายได้ แต่คือการเห็นเส้นเงิน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ามอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับสมาคมค้าทองคำภายในสัปดาห์นี้ เพื่อศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายทองคำออนไลน์ที่ไม่มีการส่งมอบจริง

กรมสรรพากร ปรับกฎคำนวณภาษีมรดก แก้เกณฑ์คิดมูลค่าหุ้น
กรมสรรพากรปรับกฎเกณฑ์คำนวณมูลค่าทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีมรดก โดยเฉพาะหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เรียนรู้วิธีคำนวณใหม่ ผู้ที่ต้องเสียภาษี และอัตราภาษี 5-10% สำหรับมรดกที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท

กอช. เปิดตัว "สลาก กอช." ครั้งแรกของไทย ชวน 100 เสียงแรกร่วมออกแบบอนาคตการออมของประเทศ
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดตัว "สลาก กอช." สลากเพื่อการออมครั้งแรกของไทย ชวน 100 คนแรกร่วม THE FIRST VOICE ทดสอบและร่วมออกแบบ 24 สิงหาคม 2569 สมัครภายใน 20 ส.ค. 2569
