รูปปก ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
Episode

Business Insight

ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

เจาะลึกยุทธศาสตร์การทูตไทยต่อจีนเพื่อบริหารความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน ผ่านการชี้ให้เห็นต้นทุนของ Conflict of Choice ที่กระทบต่อผลประโยชน์จีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หนุนระบบตรวจสอบโดยอาเซียน เพื่อยกระดับไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

3:52

รายละเอียด

  • เปลี่ยนกรอบยุทธศาสตร์: ไม่ขอให้จีนเลือกข้าง แต่ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อสร้างต้นทุนและกระทบผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค

  • ขอให้จีนช่วยยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์: ใช้การทูตแบบเงียบๆ (Quiet Diplomacy) กระตุ้นให้ทุกฝ่ายอดกลั้น ป้องกันการขยายตัวของความขัดแย้ง

  • หนุนกลไกตรวจสอบโดยอาเซียน: ให้อาเซียนเป็นเจ้าของระบบตรวจสอบการหยุดยิงและหลักฐานเชิงพื้นที่ โดยจีนหนุนด้านเทคนิคเพื่อลดสงครามข้อมูล

  • ผลประโยชน์ร่วมปราบอาชญากรรม: ใช้การกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์และภัยไซเบอร์ข้ามชาติเป็นจุดร่วมสร้างความร่วมมือความมั่นคงกับจีน

  • ยึดกรอบทวิภาคีเรื่องอธิปไตย: จีนช่วยลดความตึงเครียดได้ แต่ข้อยุติเรื่องดินแดนต้องเจรจาทวิภาคีและใช้กฎหมายสากล ไม่พึ่งพาการชี้ขาดจากมหาอำนาจ

ตั้งแต่การปะทะรุนแรงช่วงกลางปี 2568 มาจนถึงการหยุดยิงรอบที่สองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชายังคงเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “สงบ” กับ “พร้อมปะทุ” แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะเห็นพ้องเดินหน้ามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในการประชุมอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 (The Diplomat, 2026) แต่ไทยก็ยังเดินหน้าก่อสร้างรั้วชายแดนบางส่วนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศยังไม่ได้คลี่คลาย (Free Malaysia Today, 2026)

ในบริบทนี้ คำถามที่ตามมาคือ ไทยควรใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรยุทธศาสตร์ลึกของกัมพูชาและเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์มหาศาลในไทยเอง ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารความขัดแย้งนี้อย่างไร พลเอก เจิดวุธ คราประยูร เสนอกรอบคิดที่ชัดเจน นั่นคือ ไทยไม่ควรไปหาจีนด้วยท่าทีขอให้ “เข้าข้างไทย” เพราะจีนมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ลึกกับกัมพูชา ขณะเดียวกันก็มีผลประโยชน์สูงในไทย และเคยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการเจรจาไตรภาคีจีน–ไทย–กัมพูชาที่มณฑลยูนนานหลังการหยุดยิงปลายปี 2568 มาแล้ว (Al Jazeera, 2025c)

เป้าหมายของไทยไม่ควรเป็นการพิสูจน์ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูของจีน แต่คือการทำให้ปักกิ่งเห็นว่า “การปล่อยให้ Conflict of Choice ดำเนินต่อไป มีต้นทุนต่อผลประโยชน์ของจีนเอง”

บทความนี้ไล่เรียงกรอบการสนทนาที่ไทยควรหยิบยกกับจีน ตั้งแต่การวางกรอบยุทธศาสตร์ใหม่ การจัดการความเสี่ยงในการยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมอย่างอาชญากรรมข้ามชาติและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก่อนสรุปเป็น “7 สารถึงปักกิ่ง” และข้อเสนอเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของไทยในการเจรจา

Strategic Framing: นี่ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทชายแดน

สารสำคัญที่สุดที่ไทยควรส่งถึงปักกิ่งคือ ปัญหาไทย–กัมพูชาไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศที่ “ต่างฝ่ายต่างมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้ง” แต่ไทยกังวลต่อรูปแบบการใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

ไทยควรอธิบายแนวคิด Conflict of Choice ให้จีนเข้าใจว่า ความกังวลของไทยไม่ได้อยู่เฉพาะการปะทะทางทหาร แต่เป็นการผสมผสานเครื่องมือหลายชนิดเข้าด้วยกัน ได้แก่

  • Military pressure (แรงกดดันทางทหาร): การใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ หรือการซ้อมรบเพื่อข่มขวัญและบีบให้ฝ่ายตรงข้ามยอมจำนน

  • Border incidents (เหตุปะทะ/การสร้างสถานการณ์ชายแดน): การจุดชนวนความตึงเครียดตามแนวชายแดนเพื่อหยั่งเชิงหรือเปิดทางสร้างเงื่อนไขทางการเมือง

  • Information operations (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร / IO): การปล่อยข่าวสาร ข้อมูลบิดเบือน หรือ Deepfake เพื่อชี้นำความคิดและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม

  • Lawfare (การใช้กฎหมายเป็นอาวุธ): การนำข้อกฎหมาย สนธิสัญญา หรือกลไกศาลระหว่างประเทศมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันและสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์

  • Diplomatic pressure (แรงกดดันทางการทูต): การใช้ช่องทางระหว่างประเทศ พันธมิตร หรือการคว่ำบาตรทางการทูตเพื่อโดดเดี่ยวและบีบคู่ขัดแย้ง

  • Economic coercion (การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ): การใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ภาษี หรือการปิดช่องทางขนส่งเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

  • Nationalist mobilisation (การปลุกระดมชาตินิยม): การกระตุ้นกระแสรักชาติหรือสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลในการเผชิญหน้า

  • Political signalling (การส่งสัญญาณทางการเมือง): การแสดงท่าที นโยบาย หรือสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อบอกให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ถึงจุดยืนและ "เส้นแดง" โดยไม่ต้องประกาศสงครามตรงๆ

บทวิเคราะห์ล่าสุดของนักวิจัยด้านความมั่นคงระบุว่าความขัดแย้งไทย–กัมพูชามีองค์ประกอบของ hybrid threats และการแข่งขันด้าน narrative อย่างชัดเจน โดยพบทั้งการระดมมวลชนผ่านแฮชแท็กชาตินิยมของฝ่ายไทย และการใช้สื่อสังเคราะห์หรือคลิปที่ตัดต่อจากสงครามอื่นมาแอบอ้างเป็นเหตุการณ์จริงของฝ่ายกัมพูชา แม้จะยังไม่ควรเหมารวมทุกกิจกรรมว่าเป็น cognitive warfare เต็มรูปแบบก็ตาม (Sriyai, 2025)

นี่สำคัญมาก เพราะหากจีนยังมองว่าเป็นเพียง “สองประเทศเพื่อนบ้านทะเลาะกันเรื่องชายแดน” นโยบายจีนก็จะหยุดอยู่ที่ “ขอให้ทั้งสองฝ่ายอดกลั้นและเจรจากัน” แต่ถ้าจีนเข้าใจว่าไทยกำลังกังวลเรื่อง pattern of coercion การสนทนาจะเปลี่ยนระดับทันที

สิ่งที่ควรขอจากจีน: “Restrain Cambodia” ไม่ใช่ “Support Thailand”

นี่เป็นคำขอที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ไทยไม่ควรพูดว่า “China should pressure Cambodia on Thailand's behalf” แต่ควรพูดว่า “China is uniquely positioned to encourage strategic restraint by all parties, particularly where Beijing possesses significant channels of influence.”

เหตุผลคือจีนมี leverage ต่อกัมพูชามากกว่ามหาอำนาจอื่นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผลประโยชน์สำคัญในไทย และไม่ต้องการเห็น mainland Southeast Asia กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งเรื้อรัง ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอิทธิพลระดับภูมิภาคเหล่านี้เองที่เป็นแรงจูงใจให้จีนเข้ามาช่วยประคองกระบวนการหยุดยิงในการเจรจาไตรภาคีที่ยูนนานเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 (South China Morning Post, 2025)

ไทยอาจขอให้จีนใช้ quiet diplomacy มากกว่าการกดดันต่อสาธารณะ เพราะจีนเองน่าจะไม่ต้องการให้เกิดภาพว่า “Beijing orders Phnom Penh”

บริหารความเสี่ยงการยกระดับ: เส้นแดงและสถาปัตยกรรมการตรวจสอบ

บอกจีนให้ชัดว่าอะไรคือ “Red Lines” ของไทย

ไทยควรบอกจีนอย่างเป็นทางการและในช่องทางลับว่าอะไรคือสิ่งที่ไทยสามารถอดกลั้นได้ และอะไรคือสิ่งที่ไทยจะต้องตอบโต้ ตัวอย่างเส้นแดงเหล่านี้ ได้แก่

  • การรุกล้ำหรือเปลี่ยนสภาพพื้นที่
  • การใช้กำลังต่อทหารหรือพลเรือนไทย
  • การวางหรือใช้ทุ่นระเบิด
  • การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
  • การใช้ drone หรือระบบ ISR เชิงคุกคาม
  • การใช้ cyber/information operations
  • การสร้างเหตุเพื่อให้ไทยตอบโต้ แล้วนำภาพไปใช้ทางการเมืองระหว่างประเทศ

ประเด็นนี้สำคัญมากในเชิง Escalation Management จีนไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับไทยทุกเรื่อง แต่จีนจำเป็นต้องรู้ว่าจุดใดคือเส้นที่หากกัมพูชาข้ามแล้ว ไทยจะไม่สามารถใช้ strategic restraint ต่อไปได้

ให้ ASEAN เป็นเจ้าของกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่จีน

นี่อาจมีประโยชน์กว่าการให้จีนเป็น mediator เสียอีก เพราะปัญหาหลักของ ceasefire ไม่ใช่เพียงการมีข้อตกลง แต่คือใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และใครเป็นผู้ละเมิดก่อน

ปัจจุบันมีทีมผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงอยู่แล้ว และแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ยังระบุให้ทั้งสองฝ่าย “refrain from disseminating false information” เพื่อช่วยลดความตึงเครียดด้วย (Al Jazeera, 2025a, 2025b)

ไทยจึงอาจหารือกับจีนเรื่องการสนับสนุน ASEAN-led Verification Mechanism แทนที่จะตั้งกลไกที่จีนเป็นผู้ตัดสินเอง โดยอาจครอบคลุม satellite imagery, geospatial evidence, incident logging, ceasefire monitoring, hotline, drone verification, mine incidents และ forensic evidence จีนสามารถสนับสนุนทางเทคนิคหรือทางการทูตได้ แต่อาเซียนต้องเป็นเจ้าของกลไก วิธีนี้จะช่วยลดปัญหา Narrative Warfare เพราะข้อเท็จจริงจะตรวจสอบได้มากขึ้น

ปฏิบัติการข้อมูลและอาชญากรรมข้ามชาติ: พื้นที่ที่จีนมีแรงจูงใจร่วมกับไทย

คุยเรื่อง Information & Cognitive Domain โดยตรง

ไทยควรยกประเด็นนี้ขึ้นคุยกับจีนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายว่า “ช่วยจีนปิดข่าวกัมพูชา” แต่เป็นเรื่อง "การสกัดกั้นข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ไม่ให้ทำลายความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีและความเป็นเอกภาพของอาเซียน"

หัวข้อที่ควรหารือครอบคลุมตั้งแต่ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน ภาพและคลิปตัดต่อสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ เครือข่ายปฏิบัติการปล่อยข้อมูลเพื่อโน้มน้าวความคิดอย่างเป็นระบบ เครือข่ายบัญชีอวตารหรือบอต การแอบอ้างสวมรอยแหล่งที่มาเพื่อโยนความผิด ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ผลิตสื่อชวนเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลเท็จเหล่านี้สามารถสร้างแรงกดดันจนบีบให้รัฐบาลต้องตัดสินใจตอบโต้ทางทหาร

จีนเองมีทั้งขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและการข่าวกรองในระดับสูงมาก ไทยจึงควรใช้กรอบการเจรจาความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ไทย–จีน เพื่อหารือประเด็นภัยคุกคามลูกผสมและภัยคุกคามทางปัญญาเชิงการรับรู้ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชาเพียงอย่างเดียว

Cyber Scam Networks: entry point ที่ดีที่สุด

จีนมีผลประโยชน์โดยตรงในการปราบปราม scam centres และอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากการที่ปักกิ่งเรียกร้องให้กัมพูชากวาดล้างศูนย์สแกมอย่างต่อเนื่องในปี 2569 (Khaosod English, 2026) และมองว่าประเด็นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน–กัมพูชา (China-Global South Project, 2026)

ไทยควรเสนอข้อริเริ่มความร่วมมือไทย–จีนเพื่อรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ (Thailand–China Joint Transnational Threat Initiative) ที่ครอบคลุม

  • ศูนย์สแกมเมอร์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (Scam centres)

  • การค้ามนุษย์ (Human trafficking)

  • การฟอกเงิน (Money laundering)

  • อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime)

  • การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล/คริปโทเคอร์เรนซี (Crypto laundering)

  • พนันออนไลน์ผิดกฎหมาย (Illegal online gambling)

  • อาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งเป็นองค์กร (Organised crime)

  • โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมผิดกฎหมาย (Illegal telecom infrastructure)

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกเรื่องนี้ออกจากข้อพิพาทชายแดน เพราะไทยสามารถพูดกับจีนได้ว่า ไม่ว่าปักกิ่งจะมองข้อพิพาทชายแดนอย่างไร ไทยและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันในการไม่ปล่อยให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็น sanctuary ของ transnational crime นี่เป็นพื้นที่ที่จีนอาจพร้อมร่วมมือกับไทยมากกว่าประเด็น sovereignty

ประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องคุยตรงๆ: อาวุธจีนและ Ream Naval Base

ถามเรื่องอาวุธจีนในกัมพูชาอย่างสุภาพแต่ชัดเจน

ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนสูงแต่จำเป็นต้องหารืออย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ควรมุ่งเป้าไปที่การขอให้จีนยุติการขายอาวุธให้แก่กัมพูชา เนื่องจากแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ทว่าไทยควรเปิดการหารือในประเด็น ข้อกำหนดการใช้งานขั้นสุดท้าย (End-use), ความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้ง, ตลอดจน การถ่ายโอนขีดความสามารถทางทหารขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อากาศยานไร้คนขับ (UAV), ระบบข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน (ISR), การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW), ระบบการยิงระยะไกล (Long-range fires), ระบบการป้องกันภัยทางอากาศ (Air defence) และ ระบบบัญชาการและควบคุม (Command-and-control)

ทั้งนี้ สารสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายไทยควรสื่อสารคือ:

“ไทยเคารพความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างจีนกับกัมพูชา ทว่าขีดความสามารถทางทหารที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อการป้องกันประเทศโดยชอบธรรมนั้น ไม่ควรกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดของจีนโดยไม่ตั้งใจ”

การวางท่าทีด้วยถ้อยแถลงเช่นนี้ ย่อมสร้างสรรค์และได้ผลทางการทูตมากกว่าการกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมาว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีนถูกนำมาใช้โจมตีฝ่ายไทย

Ream Naval Base: ประเด็นที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง

ฝ่ายไทยควรเปิดการหารือกับจีนอย่างตรงไปตรงมาแต่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ถึงมุมมองของจีนต่อบทบาทระยะยาวของฐานทัพเรือเรียม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิการเข้าถึง การส่งกำลังบำรุง การปฏิบัติการด้านการข่าวกรอง เฝ้าตรวจ และลาดตระเวน (ISR) ตลอดจนฟังก์ชันการใช้งานแบบทวิวัตถุประสงค์ (Dual-use) ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ความมั่นคงในภูมิภาคติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด (Lowy Institute, 2024)

ไม่ใช่เพราะ Ream เป็นภัยต่อไทยโดยอัตโนมัติ แต่เพราะเมื่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีความตึงเครียดสูงขึ้น strategic ambiguity เกี่ยวกับการมีอยู่ทางทหารของจีนจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการคำนวณของไทย ไทยจึงควรขอ Strategic Transparency มากกว่าขอให้จีนถอนตัว


Ream Naval Base

อย่าให้กัมพูชาบีบให้จีนต้อง “เลือกข้าง” และใช้คานงัดทางเศรษฐกิจ

การป้องกันไม่ให้กัมพูชาแปลงมิตรภาพเป็นภูมิคุ้มกันทางยุทธศาสตร์

ไทยควรสื่อสารกับจีนอย่างชัดเจนว่า “ไทยไม่ได้มุ่งหวังที่จะบีบบังคับให้จีนต้องเลือกระหว่างไทยหรือกัมพูชา” แต่ในทางกลับกัน ไทยย่อมคาดหวังว่า “กัมพูชาไม่ควรได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับจีน มาเปลี่ยนแปลงดุลยภาพทวิภาคีที่มีต่อไทย”

ประเด็นนี้ถือเป็นเส้นแบ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนยังคงสามารถรักษาสัมพันธไมตรีกับกัมพูชาไว้ได้ แต่จีนเองก็ควรมีผลประโยชน์ร่วมในการป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับกัมพูชากลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้กัมพูชาลอยตัวจากผลของการกระทำของตนเอง (Cambodian strategic impunity)

จีนสามารถรักษา “มิตรภาพกับกัมพูชา” ไว้ได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน–กัมพูชากลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้กัมพูชาลอยตัวจากผลของการกระทำของตนเอง

เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน

นี่คือคานงัดเชิงยุทธศาสตร์ (leverage) ที่ไทยควรหยิบยกมาใช้ให้มากขึ้น โดยอธิบายให้เห็นว่าความไร้เสถียรภาพระหว่างไทย–กัมพูชาส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนในหลายมิติ ได้แก่

  • การเชื่อมโยงตามข้อริเริ่ม สร้างเส้นทางคมนาคมทางบกและทางทะเล (BRI connectivity)
  • โครงการรถไฟเชื่อมต่อ จีน–ลาว–ไทย (China–Laos–Thailand railway)
  • แนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS corridors)
  • ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply chains)
  • การลงทุนในภาคการผลิตของจีนในประเทศไทย
  • ระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV ecosystem)
  • ภาคการท่องเที่ยว
  • การค้าชายแดนและข้ามพรมแดน
  • การเชื่อมโยงโครงข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่

ดังนั้น แก่นของประเด็นจึงไม่ใช่เรื่อง “ไทย ปะทะ กัมพูชา” (Thailand vs Cambodia) แต่คือ “เสถียรภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่” (Stability of Mainland Southeast Asia) ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์หลักเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเช่นเดียวกัน

ปิดทางลงได้ แต่ข้อยุติต้องเป็นเรื่องทวิภาคี

นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดในการวางกรอบความร่วมมือกับจีน โดยจีนสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนในมิติต่าง ๆ ได้ เช่น การลดระดับความรุนแรง (De-escalation), การหยุดยิง (Ceasefire), การจัดตั้งสายด่วนสื่อสาร (Hotline), การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verification), การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence-building), ประเด็นด้านมนุษยธรรม (Humanitarian issues), การเก็บกู้ทุ่นระเบิด (Mine clearance) ตลอดจน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational crime)

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรเปิดช่องให้บุคคลที่สาม รวมถึงจีน เข้ามากำหนด ข้อยุติในสาระสำคัญ (Substantive settlement) ของประเด็นอธิปไตยหรือเขตแดน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกลไกทวิภาคีไทย–กัมพูชา กฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้อยู่เดิมเท่านั้น โดยไม่เปิดให้กลายเป็นการชี้ขาดโดยมหาอำนาจ (Great-power arbitration)

จาก Ceasefire สู่ Conflict Termination

Ceasefire ไม่เท่ากับ Peace สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบาง แม้การหยุดยิงจะดำรงอยู่และผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงเดินหน้ามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในเดือนพฤษภาคม 2569 (The Diplomat, 2026) ขณะเดียวกันไทยยังเดินหน้าสร้างรั้วชายแดนบางส่วนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างยังไม่ได้หายไป (Free Malaysia Today, 2026)

ดังนั้นไทยควรถามจีนว่า “What does a stable end-state look like?” ไม่ใช่เพียง “How do we stop the next shooting?”

7 สารถึงปักกิ่ง (7 Messages to Beijing)

หากต้องเตรียม Talking Points สำหรับการพบระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติกับจีน สารทั้งหมดสามารถย่อเหลือ “7 Messages to Beijing” ได้ดังนี้

  1. ไทยไม่ได้ต้องการเผชิญหน้ากับกัมพูชา

  2. ไทยแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างข้อพิพาทชายแดนตามปกติ กับการจงใจยกระดับความขัดแย้งเพื่อบีบบังคับ

  3. จีนมีอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นและสามารถช่วยกระตุ้นให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น

  4. ไทยไม่ได้ขอให้จีนต้องเลือกข้าง

  5. ไม่ควรมีประเทศใดใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับมหาอำนาจมาสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลอยตัวจากผลของการกระทำตนเอง

  6. ไทยสนับสนุนกลไกการติดตาม ตรวจสอบ และการเจรจาทวิภาคีอย่างสันติที่นำโดยอาเซียน

  7. ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาที่มีเสถียรภาพคือผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน เพราะช่วยปกป้องเสถียรภาพของอาเซียน การเชื่อมโยงตามโครงการ BRI และความเจริญรุ่งเรืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่

แต่มีอีกชั้นหนึ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหาของสารเอง นั่นคือ ท่าทีที่ไทยเดินเข้าไปคุย ในกรอบ Thailand–China Strategic Relations (TCSR) ไม่ควรไปด้วยท่าทีว่า “ช่วยเราจัดการกัมพูชา” แต่ควรไปด้วยกรอบว่า Thailand–China Strategic Dialogue on Mainland Southeast Asian Stability แล้ววางปัญหากัมพูชาไว้ภายในภาพใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย

  • Cambodia conflict: ความขัดแย้งกัมพูชา

  • Myanmar instability: ความไร้เสถียรภาพในเมียนมา

  • Scam centres: ศูนย์สแกมเมอร์ / เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

  • Transnational crime: อาชญากรรมข้ามชาติ

  • Mekong security: ความมั่นคงในลุ่มน้ำโขง

  • Cyber/cognitive threats: ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการสร้างการรับรู้ของประขาชน

  • Border security: ความมั่นคงตามแนวชายแดน

  • Economic corridors: ระเบียงเศรษฐกิจ

  • Critical infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมาก

รวมกันเป็น Mainland Southeast Asia Resilience

วิธีนี้จะยกระดับตำแหน่งของไทยจาก “คู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ” ไปเป็น “Strategic Partner ที่กำลังหารือกับจีนเรื่อง Regional Stability” ซึ่งเป็น positioning ที่เหมาะสมกับไทยมากกว่า

การเข้าหาจีนด้วยกรอบ Thailand–China Strategic Dialogue on Mainland Southeast Asian Stability แทนท่าที “ช่วยเราจัดการกัมพูชา” คือการยกระดับไทยจากคู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ ไปเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านเสถียรภาพภูมิภาค

บทสรุป: ทดสอบความสามารถทางการทูตของไทยในการยกระดับบทสนทนา

กรอบทั้ง 12 ประเด็นและ 7 สารถึงปักกิ่งที่เสนอมานี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจีนจะเข้าข้างไทย หรือแม้แต่จะเห็นด้วยกับไทยในทุกประเด็น หัวใจของข้อเสนอนี้คือ การเปลี่ยนกรอบการสนทนาจาก “ใครถูกใครผิด” ไปสู่ “อะไรคือต้นทุนร่วมที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับหากปล่อยให้ Conflict of Choice ดำเนินต่อไป” ซึ่งเป็นภาษาที่ตรงกับวิธีคิดเชิงผลประโยชน์ของปักกิ่งมากกว่าการขอความช่วยเหลือแบบทวิภาคีตรงไปตรงมา

สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่ติดตามความเสี่ยงในภูมิภาคนี้ มี 3 สัญญาณสำคัญที่ควรจับตา ต่อจากนี้ ได้แก่:

  1. ท่าทีของจีนต่อการกวาดล้าง scam centres ในกัมพูชา ว่าจะจริงจังแค่ไหน

  2. ความคืบหน้าของกลไกตรวจสอบที่อาเซียนเป็นเจ้าของ ว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะยับยั้งการละเมิดหรือไม่

  3. ท่าทีของจีนต่อบทบาทระยะยาวของ Ream Naval Base ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าจีนมองความสัมพันธ์กับกัมพูชาในลักษณะพันธมิตรใกล้ชิดมากขึ้นหรือคงระดับความสัมพันธ์แบบปัจจุบันไว้

คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าไทยจะโน้มน้าวให้จีน “เข้าข้าง” ได้หรือไม่ แต่คือไทยจะสามารถ ยกระดับตัวเองจากคู่ขัดแย้งในสายตาปักกิ่ง ไปเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ปักกิ่งอยากรักษาเสถียรภาพร่วมด้วยได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าไทยจะรักษาวินัยทางการทูตตามกรอบนี้ได้นานแค่ไหน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่อาจดึงบทสนทนากลับไปสู่ภาษาของการเผชิญหน้าอีกครั้ง

บทถอดเสียง

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ Business Leader Podcast วันนี้ชวนเกาะติดเกมการทูตและยุทธศาสตร์สำคัญ ว่าไทยควรเปิดโต๊ะคุยอะไรกับจีน ท่ามกลางรอยร้าวและความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับกัมพูชา ผ่านกรอบคิดเชิงลึกโดย พลเอก เจิดวุธ คราประยูร ค่ะ

ถึงแม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะเคยตกลงร่วมกันที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ไทยก็ยังคงเดินหน้าก่อสร้างรั้วชายแดนอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลายลงนะคะ ในบริบทนี้ จึงเกิดคำถามสำคัญว่าไทยจะใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา และมีผลประโยชน์มหาศาลในไทย ให้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร

ประเด็นหลักที่เราควรนำเสนอต่อจีน ไม่ใช่การร้องขอให้จีนเลือกข้างหรือเข้าข้างไทยค่ะ แต่คือการทำให้ปักกิ่งเห็นถึงต้นทุนที่แท้จริงหากความขัดแย้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งต้นทุนนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนเองด้วยเช่นกันค่ะ เราควรอธิบายให้จีนเข้าใจว่า ปัญหาไทยกับกัมพูชาไม่ใช่แค่ข้อพิพาทชายแดนทั่วไป แต่เป็นรูปแบบของการใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยผสมผสานเครื่องมือหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งการกดดันทางทหาร การก่อเหตุชายแดน ปฏิบัติการข้อมูล ไปจนถึงการกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจ

ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรขอจากจีนไม่ใช่การสนับสนุนไทยโดยตรงนะคะ แต่เป็นการขอให้จีนใช้บทบาทที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชา เพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่จีนมีช่องทางอิทธิพลที่สำคัญค่ะ จีนมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคองกระบวนการหยุดยิงในการเจรจาไตรภาคีมาแล้ว เพราะจีนเองก็ไม่ต้องการเห็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่เรื้อรัง ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนค่ะ

นอกจากนี้ ไทยควรระบุเส้นแดงอย่างชัดเจน ทั้งอย่างเป็นทางการและในช่องทางลับ ว่าอะไรคือจุดที่ไทยสามารถอดกลั้นได้ และอะไรคือสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องตอบโต้ เพื่อให้จีนทราบถึงขีดจำกัดในการยับยั้งชั่งใจของไทยค่ะ ส่วนกลไกการตรวจสอบ เราอาจหารือกับจีนเรื่องการสนับสนุนกลไกการตรวจสอบที่นำโดยอาเซียน แทนที่จะให้จีนเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทำสงครามข้อมูล เพราะข้อเท็จจริงจะตรวจสอบได้มากขึ้นค่ะ

ในส่วนของปฏิบัติการข้อมูลและอาชญากรรมข้ามชาติ นี่คือพื้นที่ที่จีนมีแรงจูงใจร่วมกับไทยโดยตรงนะคะ ไทยควรหารือกับจีนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการป้องกันข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวปลอมที่อาจบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีและความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน ซึ่งจีนมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและข่าวกรองที่สูงมากในด้านนี้ค่ะ

และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ควรหยิบยกมาคุยกับจีนคือเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะจีนเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ และมีความต้องการที่จะปราบปรามอย่างจริงจังค่ะ ไทยควรเสนอโครงการความร่วมมือไทย-จีน เพื่อจัดการกับภัยคุกคามข้ามชาติเหล่านี้ โดยแยกประเด็นนี้ออกจากข้อพิพาทชายแดน เพราะไม่ว่าจีนจะมองข้อพิพาทชายแดนอย่างไร ไทยและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันที่จะไม่ปล่อยให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นแหล่งหลบภัยของอาชญากรรมข้ามชาติค่ะ

แม้ประเด็นเรื่องอาวุธจีนในกัมพูชาและบทบาทของฐานทัพเรือเรียมจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไทยก็ควรหารืออย่างสุภาพแต่ชัดเจน เพื่อขอความโปร่งใสเชิงยุทธศาสตร์จากจีน โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดสูงขึ้น ความคลุมเครือเกี่ยวกับการมีอยู่ทางทหารของจีนจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการคำนวณของไทยค่ะ

สุดท้ายนี้ การเข้าหาจีนด้วยกรอบการสนทนาที่กว้างขึ้น นั่นคือ "การหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับจีนว่าด้วยเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่" จะเป็นการยกระดับตำแหน่งของไทยจากแค่คู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่กำลังหารือกับจีนเรื่องเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับไทยมากกว่าค่ะ

เป้าหมายสูงสุดของการสนทนาเหล่านี้ ไม่ใช่การโน้มน้าวให้จีนเข้าข้างไทยนะคะ แต่คือการเปลี่ยนกรอบการสนทนาจาก "ใครถูกใครผิด" ไปสู่ "อะไรคือต้นทุนร่วมที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับ หากปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ดำเนินต่อไป" ซึ่งเป็นภาษาที่ตรงกับวิธีคิดเชิงผลประโยชน์ของปักกิ่งมากกว่าการขอความช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาค่ะ

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

ตอนอื่นจากรายการนี้

4 ตอน
รูปปก Tesla นำ AI จีน Doubao ของ ByteDance เข้าห้องโดยสาร สัญญาณที่บอกว่าสงคราม AI ในรถยนต์กำลังเปลี่ยนขั้ว

Episode

Tesla นำ AI จีน Doubao ของ ByteDance เข้าห้องโดยสาร สัญญาณที่บอกว่าสงคราม AI ในรถยนต์กำลังเปลี่ยนขั้ว

2:18
รูปปก News Bargaining Incentive: กฎหมายออสเตรเลียที่กำลังเปลี่ยนกติการะหว่างบิ๊กเทคกับสื่อ และทำไมไทยควรจับตา

Episode

News Bargaining Incentive: กฎหมายออสเตรเลียที่กำลังเปลี่ยนกติการะหว่างบิ๊กเทคกับสื่อ และทำไมไทยควรจับตา

2:26
รูปปก ทลายกรอบแหล่งทุนเดิมๆ: ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจด้วยทางเลือกใหม่

Episode

ทลายกรอบแหล่งทุนเดิมๆ: ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจด้วยทางเลือกใหม่

2:00
รูปปก ไขรหัสอนุมัติ: เคล็ดลับสร้างความน่าเชื่อถือที่ผู้ให้ทุนมองหา

Episode

ไขรหัสอนุมัติ: เคล็ดลับสร้างความน่าเชื่อถือที่ผู้ให้ทุนมองหา

2:41