

Business Insight
ทลายกรอบแหล่งทุนเดิมๆ: ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจด้วยทางเลือกใหม่
ปัญหาคลาสสิกของธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสตาร์ทอัปไทยคือ "วิกฤตการเข้าถึงแหล่งเงินทุน" หรือช่องว่างทางการเงิน เนื่องจากระบบประเมินเครดิตแบบเดิมของสถาบันการเงินมักมุ่งเน้นไปที่เกณฑ์ประวัติงบการเงินย้อนหลัง
รายละเอียด
-
แก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน: SMEs และสตาร์ทอัปไทยมักติดดักประเมินเครดิตแบบเดิมที่เน้นงบการเงินย้อนหลังและหลักทรัพย์ค้ำประกัน
-
ใช้ข้อมูลทางเลือก (Non-financial Data): นำพฤติกรรมธุรกรรมดิจิทัล ประวัติค่าน้ำ-ไฟ และการค้าออนไลน์มาประเมินเครดิต พร้อมกลไก บสย. ช่วยค้ำประกัน
-
เปิดรับการเงินสีเขียว (Green Finance): เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เช่น สินเชื่อปรับปรุงพลังงานสะอาดและ ESG จากธนาคารรัฐเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ
-
ต่อยอดด้วยทุนนวัตกรรมและร่วมลงทุน: พึ่งพาเงินทุนแบบให้เปล่า (Grants) จาก NIA, depa, TED Fund หรือระดมทุนผ่าน Venture Capital เพื่อเติบโตโดยไม่มีภาระหนี้สิน
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าธนาคารพาณิชย์จัดสรรสินเชื่อให้ SME เพียง 20% จากพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 18 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สิน SME ไทยมากถึง 36% ยังคงอยู่นอกระบบสถาบันการเงิน คิดเป็นผู้ประกอบการราว 1.14 ล้านราย ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ [1] ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเงินทุนที่ธุรกิจขนาดย่อมและกลาง รวมถึงสตาร์ทอัปไทยเผชิญมายาวนาน
ต้นตอของปัญหาไม่ใช่เรื่องความสามารถในการทำธุรกิจ แต่อยู่ที่ระบบประเมินเครดิตแบบดั้งเดิมของสถาบันการเงิน ซึ่งยึดโยงกับประวัติงบการเงินย้อนหลัง บัญชีที่จัดทำอย่างเป็นระบบ และหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเกณฑ์หลัก เงื่อนไขเหล่านี้กลายเป็นกำแพงสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากที่ไม่มีสินทรัพย์ถาวรมากพอ หรือไม่มีงบการเงินที่ครบถ้วนตามมาตรฐาน แม้ธุรกิจจะมีศักยภาพในการเติบโตจริงก็ตาม
ทางออกที่กำลังเกิดขึ้นคือการขยายนิยามของ "เครดิตที่น่าเชื่อถือ" ให้กว้างกว่าเดิม ทั้งการนำข้อมูลทางเลือกที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินมาใช้ประเมินความเสี่ยง การเปิดช่องทางสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยต่ำเพื่อธุรกิจที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืน และทุนสนับสนุนนวัตกรรมจากหน่วยงานรัฐและเครือข่ายนักลงทุน บทความนี้จะพาไปสำรวจทั้งสามช่องทาง พร้อมขั้นตอนเตรียมความพร้อมที่ผู้ประกอบการทำได้ทันที
ปลดกับดักงบการเงิน ด้วยข้อมูลทางเลือกและการค้าดิจิทัล
ระบบประเมินเครดิตยุคใหม่ที่เรียกว่า Alternative Data Credit Scoring ให้น้ำหนักกับข้อมูลที่อยู่นอกเหนืองบการเงินแบบเดิม เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำค่าไฟฟ้า ข้อมูลธุรกรรมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทานกับคู่ค้า แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีสินทรัพย์ถาวรมากนัก แต่มีพฤติกรรมการชำระเงินและการค้าที่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ธนาคารพาณิชย์จัดสรรสินเชื่อให้ SME เพียง 20% จากพอร์ตรวม 18 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ SME ราว 36% หรือราว 1.14 ล้านราย ยังอยู่นอกระบบสถาบันการเงิน
ในด้านหลักประกัน รัฐบาลยังสนับสนุนกลไกค้ำประกันสินเชื่อผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งช่วยลดภาระด้านหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันแทนสถาบันการเงินในกรณีที่ผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ [2] กลไกนี้เมื่อผนวกกับการประเมินเครดิตด้วยข้อมูลทางเลือก จะช่วยลดสองอุปสรรคหลักที่ SME ไทยเผชิญพร้อมกันได้
คว้าโอกาสจากสินเชื่อสีเขียว ดอกเบี้ยต่ำเพื่อธุรกิจรักษ์โลก
การเงินสีเขียว (Green Finance) เป็นอีกช่องทางที่มาแรง โดยสถาบันการเงินของรัฐหลายแห่งเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนในเทคโนโลยีรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน หรือลดการปล่อยมลพิษ ตัวอย่างโครงการที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
- SME D Bank – สินเชื่อ SME Green Productivity: อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย (ขยายเพดานจากเดิม 10 ล้านบาท) ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี พร้อมปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก ครอบคลุมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด วงเงินโครงการรวม 15,000 ล้านบาท [3]
- ธนาคารออมสิน – สินเชื่อบุคคล GSB Go Green: สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว [4]
- ธ.ก.ส. – สินเชื่อและโครงการสนับสนุนธุรกิจสีเขียว: มีวงเงินสนับสนุนธุรกิจสีเขียวต่อเนื่อง มุ่งเน้นโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเกษตรอย่างยั่งยืน [5]
โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าดอกเบี้ยต่ำไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินเชื่อทั่วไปอีกต่อไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจให้ธุรกิจ "เปลี่ยนผ่าน" สู่ความยั่งยืนโดยตรง ผู้ประกอบการที่วางแผนลงทุนด้านพลังงานหรือเครื่องจักรอยู่แล้ว จึงควรพิจารณาช่องทางนี้ก่อนเข้าสินเชื่อดอกเบี้ยปกติ
ปลดล็อกทุนนวัตกรรมและเครือข่ายนักลงทุน สำหรับสตาร์ทอัปและธุรกิจเทคโนโลยี
สำหรับสตาร์ทอัปและธุรกิจสายเทคโนโลยีที่อาจยังไม่มีรายได้สม่ำเสมอพอสำหรับสินเชื่อธนาคาร ทุนสนับสนุนแบบให้เปล่าและเงินร่วมลงทุนคือทางเลือกสำคัญ:
- สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) – ทุนนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation): สนับสนุนสูงสุด 75% ของมูลค่าโครงการ ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อโครงการ ระยะเวลาโครงการไม่เกิน 1 ปี เพื่อพัฒนาและทดสอบต้นแบบเชิงพาณิชย์กับกลุ่มลูกค้าจริง [6]
- depa – Digital Transformation Fund: กองทุนสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล มีหมวดสนับสนุน SME โดยเฉพาะ ผ่านทั้งรูปแบบคูปองดิจิทัลและทุนสนับสนุนโดยตรง [7]
- TED Fund: กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไอเดียไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ [8]
- สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA): เครือข่ายนักลงทุน Venture Capital และ Private Equity ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ผู้ประกอบการสามารถศึกษาแนวทางและติดต่อเพื่อหาพันธมิตรด้านเงินทุนได้ [9]
ความแตกต่างสำคัญของช่องทางกลุ่มนี้คือ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรืองบการเงินย้อนหลัง แต่ต้องแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและแผนธุรกิจที่ชัดเจนแทน
4 ขั้นตอนเตรียมความพร้อมสู่แหล่งทุนใหม่
ก่อนยื่นขอสินเชื่อหรือทุนสนับสนุนในช่องทางใหม่เหล่านี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
- ดิจิทัลไลซ์ธุรกรรมธุรกิจ: บันทึกประวัติการค้าขายผ่านระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง "ข้อมูลทางเลือก" ที่สถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ประเมินเครดิตได้
- จัดทำบัญชีเล่มเดียว: ความโปร่งใสทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและทุนสนับสนุนจากภาครัฐ
- ประเมินโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน: สำรวจว่าธุรกิจมีจุดใดที่ปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมได้ เพื่อเข้าเกณฑ์สินเชื่อสีเขียว
- พัฒนาแผนธุรกิจเชิงนวัตกรรม: จัดทำแผนธุรกิจที่ชัดเจนและวัดผลได้ สำหรับยื่นขอทุนให้เปล่าจากหน่วยงานภาครัฐหรือเสนอต่อนักลงทุน
บทสรุป
ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ ระบบการเงินสำหรับ SME ไทยกำลังเคลื่อนตัวจากการประเมินความเสี่ยงด้วย "สินทรัพย์ที่มีอยู่" ไปสู่การประเมินด้วย "พฤติกรรมและศักยภาพที่พิสูจน์ได้" ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน หรือแผนนวัตกรรมที่มีโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่เคยถูกปฏิเสธจากระบบเดิมสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
สำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ นัยสำคัญคือความพร้อมด้านข้อมูลจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม ธุรกิจที่เริ่มบันทึกข้อมูลธุรกรรมอย่างเป็นระบบและวางแผนด้าน ESG ตั้งแต่วันนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อโอกาสทางการเงินรูปแบบใหม่ขยายตัวมากขึ้น คำถามที่ยังเปิดค้างไว้คือ ระบบสถาบันการเงินกระแสหลักของไทยจะปรับตัวรับข้อมูลทางเลือกเหล่านี้ในวงกว้างได้เร็วเพียงใด และจะเพียงพอต่อการปิดช่องว่างที่ยังเหลือผู้ประกอบการนอกระบบอีกกว่าล้านรายหรือไม่
ระบบการเงินสำหรับ SME ไทยกำลังเคลื่อนตัวจากการประเมินความเสี่ยงด้วย "สินทรัพย์ที่มีอยู่" ไปสู่การประเมินด้วย "พฤติกรรมและศักยภาพที่พิสูจน์ได้" ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน หรือแผนนวัตกรรมที่มีโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับสู่ Businessleader podcast นะคะ วันนี้มาพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์แหล่งเงินทุนของประเทศไทยค่ะ ข้อมูลเผยว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมจัดสรรสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กเพียงร้อยละยี่สิบจากพอร์ตรวมกว่าสิบแปดล้านล้านบาทค่ะ ทำให้มีธุรกิจจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ ปัญหาหลักมาจากระบบประเมินเครดิตที่เน้นงบการเงินย้อนหลังและหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นหลักค่ะ
ตอนนี้เราเริ่มเห็นทางเลือกใหม่ๆ อย่างการประเมินเครดิตด้วยข้อมูลทางเลือกนะคะ ซึ่งใช้ข้อมูลนอกเหนือจากงบการเงินปกติมาพิจารณาค่ะ รวมถึงบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ที่เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ลดภาระหลักประกันให้กับผู้ประกอบการได้ค่ะ
อีกกระแสสำคัญคือ การเงินสีเขียว ที่สถาบันการเงินของรัฐหลายแห่งเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เพื่อจูงใจให้ลงทุนในเทคโนโลยีรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนค่ะ เช่น สินเชื่อเอสเอ็มอี กรีน โปรดักทิวิตี้ ที่ให้ดอกเบี้ยเพียงร้อยละสามต่อปีค่ะ
สำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจนวัตกรรม ก็มีทุนสนับสนุนแบบให้เปล่า รวมถึงเงินร่วมลงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กองทุนดีป้า หรือ depa ซึ่งช่องทางเหล่านี้จะเน้นศักยภาพด้านนวัตกรรมและแผนธุรกิจที่ชัดเจนเป็นหลักค่ะ
ธุรกิจจึงควรเตรียมพร้อมโดยการทำธุรกรรมให้เป็นดิจิทัล จัดทำบัญชีให้โปร่งใส ประเมินโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน และพัฒนาแผนธุรกิจเชิงนวัตกรรมที่ชัดเจนนะคะ เพื่อคว้าโอกาสจากแหล่งทุนใหม่ๆ เหล่านี้ค่ะ
โดยสรุปแล้ว ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนจากการประเมินด้วยสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินจากพฤติกรรมและศักยภาพที่พิสูจน์ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลธุรกรรมดิจิทัล ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน หรือแผนนวัตกรรมที่ชัดเจน นี่หมายความว่าข้อมูลและประวัติความยั่งยืนกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงนะคะ การที่ธุรกิจจะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้เร็วแค่ไหน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงทุนและการเติบโตในอนาคตค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


