

Business Insight
พ.ร.บ.อากาศสะอาด: โอกาส ความเสี่ยง และต้นทุนใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องรู้
วนภาคธุรกิจจับตาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หลังวุฒิสภาปรับแก้กว่า 100 มาตราจนต่างจากร่าง สส. สรุปสาระสำคัญจากเวทีเสวนา "รัฐ–ทุน–ฝุ่น" ชี้ผลกระทบด้านต้นทุนสิ่งแวดล้อม กลไกกองทุนอากาศสะอาด และมาตรฐานสากล OECD ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งวางแผนรับมือก่อนกฎหมายบังคับใช้
รายละเอียด
-
วุฒิสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่แก้ไขกว่า 100 มาตรา ซึ่งต่างจากร่าง สส. จนอาจต้องตั้ง กมธ.ร่วมสองสภา
-
ร่าง สว. ถูกตั้งคำถามเรื่องการตัดระบบมัดจำ-คืนเงิน และเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจในกลไกกำกับดูแล
-
ภาควิชาการและประชาสังคมจัดเวทีเสวนา "รัฐ–ทุน–ฝุ่น" เพื่อถกกฎหมายผ่านหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐาน OECD
-
งานเสวนาจัดขึ้นในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อสะท้อนเสียงประชาชนและผลกระทบต่อธุรกิจ
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ประเทศไทยรอคอยมาหลายปีกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังวุฒิสภาลงมติเห็นชอบร่างฉบับแก้ไขด้วยคะแนนเสียง 145 เสียง เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 แต่การแก้ไขที่เกิดขึ้นกว่า 100 มาตรากลับทำให้ร่างฉบับวุฒิสภาแตกต่างจากร่างของสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการระดับจังหวัดจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การตัด "ระบบมัดจำ-คืนเงิน" ที่เคยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเสี่ยงสูงต้องวางเงินมัดจำเพื่อป้องกันการเผาทำลายออกทั้งหมด และการเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจในคณะกรรมการทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ภาคประชาชนกังวลว่าสิทธิในการปกป้องตนเองจากมลพิษอาจถูกลดทอนลง ขณะที่ร่างกฎหมายยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอีกขั้นก่อนมีผลบังคับใช้จริง
ท่ามกลางความเห็นต่างระหว่างสองสภานี้ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และ Fair Finance Thailand จึงจัดเวทีเสวนา "รัฐ–ทุน–ฝุ่น: โครงสร้างอำนาจที่ทำให้ประเทศไทยหายใจไม่ออก" ขึ้น เพื่อตรวจสอบร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านสามกรอบคิดหลัก ได้แก่ หลักสิทธิมนุษยชน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) และมาตรฐานของ OECD ซึ่งไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569) โดยร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ถูกจับตาว่าจะสะท้อนความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลของประเทศต่อสายตานานาชาติ
งานเสวนาครั้งนี้จะรวบรวมมุมมองจากนักวิชาการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน มาร่วมพูดคุยในประเด็นตั้งแต่การยึดกุมรัฐ (State Capture) และอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD บทบาทของหน่วยงานรัฐในการผลักดันกฎหมาย ไปจนถึงคำถามว่าใครควรรับผิดชอบต่อผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ และเสียงของประชาชนอยู่ตรงไหนในโครงสร้างกฎหมายนี้
ทำไมเวทีนี้จึงเกิดขึ้นในจังหวะนี้
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวุฒิสภามาแล้วถึง 16 ครั้ง ก่อนเข้าสู่วาระ 2-3 ของวุฒิสภาในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 แต่เนื่องจากเนื้อหาที่แก้ไขจำนวนมากทำให้ร่างฉบับวุฒิสภาแตกต่างจากร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน ขั้นตอนต่อไปจึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาเพื่อพิจารณาหาข้อยุติ ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการออกกฎหมายล่าช้าออกไปอีก
วุฒิสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดด้วยคะแนน 145 เสียง แต่แก้ไขเนื้อหากว่า 100 มาตรา จนอาจต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาเพื่อหาข้อยุติ ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง
ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคประชาสังคม แวดวงวิชาการ และภาคธุรกิจ จะได้ร่วมกันทบทวนว่าโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบไว้ในร่างกฎหมายฉบับล่าสุดนั้น ตอบโจทย์การคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากมลพิษทางอากาศได้มากน้อยเพียงใด และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ไทยต้องการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่
ประเด็นสำคัญที่จะพูดคุยในงาน
เวทีเสวนาวางประเด็นหลักไว้ 5 ด้าน ได้แก่
- การยึดกุมรัฐ (State Capture) และอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
- บทบาทของหน่วยงานรัฐในการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เดินหน้า
- แนวทางการประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิมนุษยชน
- คำถามว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ภายใต้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
- พื้นที่ของเสียงประชาชนในโครงสร้างกฎหมายฉบับนี้
กำหนดการตลอดวัน
งานจัดขึ้นเต็มวัน แบ่งเป็นช่วงบรรยายนำและวงเสวนาใหญ่ 2 ช่วง ปิดท้ายด้วยการอภิปรายสรุปภาพรวม
ช่วงเช้า
- 08.30–09.00 น. ลงทะเบียน
- 09.00–09.15 น. กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศุภลักษณ์ ทวีจรัสทรัพย์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 09.15–09.30 น. ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเสวนา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พัชร์ นิยมศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์เพื่อประชาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 09.30–10.00 น. ปาฐกถา "การยึดกุมรัฐ (State Capture) และอุปสรรคของประเทศไทยในการเข้าสู่ OECD: ประเมินผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับ สว." โดย นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจการเงิน
- 10.00–10.30 น. ปาฐกถา "การมีกฎหมายอากาศสะอาดที่มีประสิทธิภาพจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจในประเทศไทย" โดยคุณนิยต พิศเวส สภาหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT)
- 10.30–12.30 น. ช่วงที่ 1: การเสวนา "บทบาทเชิงรุกของหน่วยงานรัฐในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ OECD: ประเมินผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด" ร่วมเสวนาโดยผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- 12.30–13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
ช่วงบ่าย
- 13.00–15.00 น. ช่วงที่ 2: การเสวนา "การประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิมนุษยชน: การเปลี่ยนผ่านโดยอาศัยร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด" ร่วมเสวนาโดยผู้แทนจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และ Fair Finance Thailand ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
- 15.00–16.30 น. ช่วงที่ 3 อภิปรายภาพรวมและสะท้อนมุมมองต่อการเสวนาทั้งสองช่วง โดยคณาจารย์และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จัดโดยใคร และร่วมงานได้อย่างไร
งานเสวนาจัดโดย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) และ Fair Finance Thailand
- วันที่: วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569
- เวลา: 08.30–16.30 น.
- สถานที่: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ค่าใช้จ่าย: เข้าร่วมฟรี
- ลงทะเบียน: ผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ หรือลิงก์ https://forms.gle/upcByWqzhiJ4Gb9c7
บทสรุป
ท่ามกลางร่างกฎหมายที่ยังไม่นิ่งและมีจุดยืนต่างกันระหว่างสองสภา เวทีเสวนา "รัฐ–ทุน–ฝุ่น" ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ตรวจสอบว่าโครงสร้างอำนาจที่กำลังถูกออกแบบใหม่ในนาทีสุดท้ายก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้นั้น ให้น้ำหนักกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายใดมากกว่ากัน สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากงานนี้คือทิศทางของคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาที่อาจเกิดขึ้น สัดส่วนตัวแทนภาคเอกชนในกลไกกำกับดูแลระดับจังหวัดและระดับชาติ รวมถึงกลไกอย่างกองทุนอากาศสะอาดที่จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นตามเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เรามาติดตามความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคธุรกิจค่ะ
ร่างกฎหมายนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบฉบับแก้ไขไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม สองพันหกร้อยหกสิบเก้า ด้วยคะแนนถึงหนึ่งร้อยสี่สิบห้าเสียง แต่การแก้ไขเนื้อหาที่เกิดขึ้นกว่าหนึ่งร้อยมาตรา ทำให้ร่างฉบับวุฒิสภามีความแตกต่างจากร่างของสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีนัยสำคัญค่ะ
ประเด็นหลักๆ ที่น่าจับตาคือ การเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด จากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งสะท้อนถึงการรวมอำนาจการตัดสินใจให้ส่วนกลางมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการตัดระบบมัดจำคืนเงิน ที่เคยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเสี่ยงสูงต้องวางเงินมัดจำเพื่อป้องกันการเผาทำลายออกทั้งหมด และที่สำคัญคือ การเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจในคณะกรรมการทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนโยบายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ภาคประชาชนกังวลถึงสิทธิในการปกป้องตนเองจากมลพิษ ขณะเดียวกัน การที่ไทยมีเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ภายในปีสองพันหกร้อยเจ็ดสิบเอ็ด ทำให้กฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลของประเทศต่อสายตานานาชาติค่ะ
จากความแตกต่างระหว่างสองสภา ทำให้มีโอกาสสูงที่อาจจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม เพื่อหาข้อยุติก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น เวลานี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคธุรกิจจะต้องจับตาดูโครงสร้างอำนาจที่กำลังจะถูกออกแบบใหม่ รวมถึงกลไกสำคัญอย่างกองทุนอากาศสะอาด ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการปรับตัวของผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นค่ะ
ประเด็นการปรับแก้เหล่านี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างเข้มข้นในเวทีเสวนา "รัฐ–ทุน–ฝุ่น" โดยนักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมดุลเชิงอำนาจ ที่อาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนเข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายสิ่งแวดล้อมมากเกินไป พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า การลดทอนเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อย่างระบบมัดจำคืนเงิน และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนภูมิภาค อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ตอบโจทย์สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาดอย่างแท้จริงค่ะ โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ยี่สิบห้า สิงหาคม สองพันหกร้อยหกสิบเก้า ตั้งแต่เวลาแปดโมงครึ่ง ถึงสี่โมงครึ่ง ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นี่คือภาพรวมที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้ามในการเตรียมรับมือกับภูมิทัศน์ทางกฎหมายและธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไปนะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


