

Business Insight
ไทยควรคุยอะไรกับจีน? วางกรอบ “Conflict of Choice” ให้ปักกิ่งเห็นต้นทุนที่แท้จริงของความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
เจาะลึกยุทธศาสตร์การทูตไทยต่อจีนเพื่อบริหารความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน ผ่านการชี้ให้เห็นต้นทุนของ Conflict of Choice ที่กระทบต่อผลประโยชน์จีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หนุนระบบตรวจสอบโดยอาเซียน เพื่อยกระดับไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
รายละเอียด
-
เปลี่ยนกรอบยุทธศาสตร์: ไม่ขอให้จีนเลือกข้าง แต่ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อสร้างต้นทุนและกระทบผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค
-
ขอให้จีนช่วยยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์: ใช้การทูตแบบเงียบๆ (Quiet Diplomacy) กระตุ้นให้ทุกฝ่ายอดกลั้น ป้องกันการขยายตัวของความขัดแย้ง
-
หนุนกลไกตรวจสอบโดยอาเซียน: ให้อาเซียนเป็นเจ้าของระบบตรวจสอบการหยุดยิงและหลักฐานเชิงพื้นที่ โดยจีนหนุนด้านเทคนิคเพื่อลดสงครามข้อมูล
-
ผลประโยชน์ร่วมปราบอาชญากรรม: ใช้การกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์และภัยไซเบอร์ข้ามชาติเป็นจุดร่วมสร้างความร่วมมือความมั่นคงกับจีน
-
ยึดกรอบทวิภาคีเรื่องอธิปไตย: จีนช่วยลดความตึงเครียดได้ แต่ข้อยุติเรื่องดินแดนต้องเจรจาทวิภาคีและใช้กฎหมายสากล ไม่พึ่งพาการชี้ขาดจากมหาอำนาจ
ตั้งแต่การปะทะรุนแรงช่วงกลางปี 2568 มาจนถึงการหยุดยิงรอบที่สองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชายังคงเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “สงบ” กับ “พร้อมปะทุ” แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะเห็นพ้องเดินหน้ามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในการประชุมอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 (The Diplomat, 2026) แต่ไทยก็ยังเดินหน้าก่อสร้างรั้วชายแดนบางส่วนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศยังไม่ได้คลี่คลาย (Free Malaysia Today, 2026)
ในบริบทนี้ คำถามที่ตามมาคือ ไทยควรใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรยุทธศาสตร์ลึกของกัมพูชาและเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์มหาศาลในไทยเอง ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารความขัดแย้งนี้อย่างไร พลเอก เจิดวุธ คราประยูร เสนอกรอบคิดที่ชัดเจน นั่นคือ ไทยไม่ควรไปหาจีนด้วยท่าทีขอให้ “เข้าข้างไทย” เพราะจีนมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ลึกกับกัมพูชา ขณะเดียวกันก็มีผลประโยชน์สูงในไทย และเคยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการเจรจาไตรภาคีจีน–ไทย–กัมพูชาที่มณฑลยูนนานหลังการหยุดยิงปลายปี 2568 มาแล้ว (Al Jazeera, 2025c)
เป้าหมายของไทยไม่ควรเป็นการพิสูจน์ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูของจีน แต่คือการทำให้ปักกิ่งเห็นว่า “การปล่อยให้ Conflict of Choice ดำเนินต่อไป มีต้นทุนต่อผลประโยชน์ของจีนเอง”
บทความนี้ไล่เรียงกรอบการสนทนาที่ไทยควรหยิบยกกับจีน ตั้งแต่การวางกรอบยุทธศาสตร์ใหม่ การจัดการความเสี่ยงในการยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมอย่างอาชญากรรมข้ามชาติและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก่อนสรุปเป็น “7 สารถึงปักกิ่ง” และข้อเสนอเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของไทยในการเจรจา
Strategic Framing: นี่ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทชายแดน
สารสำคัญที่สุดที่ไทยควรส่งถึงปักกิ่งคือ ปัญหาไทย–กัมพูชาไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศที่ “ต่างฝ่ายต่างมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้ง” แต่ไทยกังวลต่อรูปแบบการใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
ไทยควรอธิบายแนวคิด Conflict of Choice ให้จีนเข้าใจว่า ความกังวลของไทยไม่ได้อยู่เฉพาะการปะทะทางทหาร แต่เป็นการผสมผสานเครื่องมือหลายชนิดเข้าด้วยกัน ได้แก่
- Military pressure
- Border incidents
- Information operations
- Lawfare
- Diplomatic pressure
- Economic coercion
- Nationalist mobilisation
- Political signalling
บทวิเคราะห์ล่าสุดของนักวิจัยด้านความมั่นคงระบุว่าความขัดแย้งไทย–กัมพูชามีองค์ประกอบของ hybrid threats และการแข่งขันด้าน narrative อย่างชัดเจน โดยพบทั้งการระดมมวลชนผ่านแฮชแท็กชาตินิยมของฝ่ายไทย และการใช้สื่อสังเคราะห์หรือคลิปที่ตัดต่อจากสงครามอื่นมาแอบอ้างเป็นเหตุการณ์จริงของฝ่ายกัมพูชา แม้จะยังไม่ควรเหมารวมทุกกิจกรรมว่าเป็น cognitive warfare เต็มรูปแบบก็ตาม (Sriyai, 2025)
นี่สำคัญมาก เพราะหากจีนยังมองว่าเป็นเพียง “สองประเทศเพื่อนบ้านทะเลาะกันเรื่องชายแดน” นโยบายจีนก็จะหยุดอยู่ที่ “ขอให้ทั้งสองฝ่ายอดกลั้นและเจรจากัน” แต่ถ้าจีนเข้าใจว่าไทยกำลังกังวลเรื่อง pattern of coercion การสนทนาจะเปลี่ยนระดับทันที
สิ่งที่ควรขอจากจีน: “Restrain Cambodia” ไม่ใช่ “Support Thailand”
นี่เป็นคำขอที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ไทยไม่ควรพูดว่า “China should pressure Cambodia on Thailand's behalf” แต่ควรพูดว่า “China is uniquely positioned to encourage strategic restraint by all parties, particularly where Beijing possesses significant channels of influence.”
เหตุผลคือจีนมี leverage ต่อกัมพูชามากกว่ามหาอำนาจอื่นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผลประโยชน์สำคัญในไทย และไม่ต้องการเห็น mainland Southeast Asia กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งเรื้อรัง ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอิทธิพลระดับภูมิภาคเหล่านี้เองที่เป็นแรงจูงใจให้จีนเข้ามาช่วยประคองกระบวนการหยุดยิงในการเจรจาไตรภาคีที่ยูนนานเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 (South China Morning Post, 2025)
ไทยอาจขอให้จีนใช้ quiet diplomacy มากกว่าการกดดันต่อสาธารณะ เพราะจีนเองน่าจะไม่ต้องการให้เกิดภาพว่า “Beijing orders Phnom Penh”
บริหารความเสี่ยงการยกระดับ: เส้นแดงและสถาปัตยกรรมการตรวจสอบ
บอกจีนให้ชัดว่าอะไรคือ “Red Lines” ของไทย
ไทยควรบอกจีนอย่างเป็นทางการและในช่องทางลับว่าอะไรคือสิ่งที่ไทยสามารถอดกลั้นได้ และอะไรคือสิ่งที่ไทยจะต้องตอบโต้ ตัวอย่างเส้นแดงเหล่านี้ ได้แก่
- การรุกล้ำหรือเปลี่ยนสภาพพื้นที่
- การใช้กำลังต่อทหารหรือพลเรือนไทย
- การวางหรือใช้ทุ่นระเบิด
- การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
- การใช้ drone หรือระบบ ISR เชิงคุกคาม
- การใช้ cyber/information operations
- การสร้างเหตุเพื่อให้ไทยตอบโต้ แล้วนำภาพไปใช้ทางการเมืองระหว่างประเทศ
ประเด็นนี้สำคัญมากในเชิง Escalation Management จีนไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับไทยทุกเรื่อง แต่จีนจำเป็นต้องรู้ว่าจุดใดคือเส้นที่หากกัมพูชาข้ามแล้ว ไทยจะไม่สามารถใช้ strategic restraint ต่อไปได้
ให้ ASEAN เป็นเจ้าของกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่จีน
นี่อาจมีประโยชน์กว่าการให้จีนเป็น mediator เสียอีก เพราะปัญหาหลักของ ceasefire ไม่ใช่เพียงการมีข้อตกลง แต่คือใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และใครเป็นผู้ละเมิดก่อน
ปัจจุบันมีทีมผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงอยู่แล้ว และแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ยังระบุให้ทั้งสองฝ่าย “refrain from disseminating false information” เพื่อช่วยลดความตึงเครียดด้วย (Al Jazeera, 2025a, 2025b)
ไทยจึงอาจหารือกับจีนเรื่องการสนับสนุน ASEAN-led Verification Mechanism แทนที่จะตั้งกลไกที่จีนเป็นผู้ตัดสินเอง โดยอาจครอบคลุม satellite imagery, geospatial evidence, incident logging, ceasefire monitoring, hotline, drone verification, mine incidents และ forensic evidence จีนสามารถสนับสนุนทางเทคนิคหรือทางการทูตได้ แต่อาเซียนต้องเป็นเจ้าของกลไก วิธีนี้จะช่วยลดปัญหา Narrative Warfare เพราะข้อเท็จจริงจะตรวจสอบได้มากขึ้น
ปฏิบัติการข้อมูลและอาชญากรรมข้ามชาติ: พื้นที่ที่จีนมีแรงจูงใจร่วมกับไทย
คุยเรื่อง Information & Cognitive Domain โดยตรง
ไทยควรยกประเด็นนี้ขึ้นคุยกับจีนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายว่า “ช่วยจีนปิดข่าวกัมพูชา” แต่เป็นเรื่อง “preventing systematic disinformation from destabilising bilateral relations and ASEAN cohesion.”
หัวข้อที่ควรหารือครอบคลุมตั้งแต่ disinformation, deepfakes, coordinated influence campaigns, bot networks, false attribution ไปจนถึง AI-generated propaganda โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลเท็จสามารถสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องตอบโต้ทางทหาร จีนเองมีทั้ง technological capability และ intelligence capability สูงมากในด้านนี้ ไทยจึงควรใช้ช่องทาง Thailand–China Strategic Security Dialogue หารือเรื่อง Hybrid/Cognitive Threat โดยไม่จำกัดเฉพาะกรณีกัมพูชา
Cyber Scam Networks: entry point ที่ดีที่สุด
จีนมีผลประโยชน์โดยตรงในการปราบปราม scam centres และอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากการที่ปักกิ่งเรียกร้องให้กัมพูชากวาดล้างศูนย์สแกมอย่างต่อเนื่องในปี 2569 (Khaosod English, 2026) และมองว่าประเด็นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีจีน–กัมพูชา (China-Global South Project, 2026)
ไทยควรเสนอ Thailand–China Joint Transnational Threat Initiative ที่ครอบคลุม
- Scam centres
- Human trafficking
- Money laundering
- Cybercrime
- Crypto laundering
- Illegal online gambling
- Organised crime
- Illegal telecom infrastructure
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกเรื่องนี้ออกจากข้อพิพาทชายแดน เพราะไทยสามารถพูดกับจีนได้ว่า ไม่ว่าปักกิ่งจะมองข้อพิพาทชายแดนอย่างไร ไทยและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันในการไม่ปล่อยให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็น sanctuary ของ transnational crime นี่เป็นพื้นที่ที่จีนอาจพร้อมร่วมมือกับไทยมากกว่าประเด็น sovereignty
ประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องคุยตรงๆ: อาวุธจีนและ Ream Naval Base
ถามเรื่องอาวุธจีนในกัมพูชาอย่างสุภาพแต่ชัดเจน
เรื่องนี้ละเอียดอ่อน แต่ควรคุย ไม่ใช่การขอให้จีนหยุดขายอาวุธให้กัมพูชา เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่ควรหารือเรื่อง end-use ความเสี่ยงในการยกระดับความขัดแย้ง และการถ่ายโอนขีดความสามารถขั้นสูง โดยเฉพาะ UAV, ISR, EW (electronic warfare), long-range fires, air defence และระบบ command-and-control
สารของไทยควรเป็น “Thailand respects China's defence relations with Cambodia, but capabilities supplied for legitimate national defence should not inadvertently contribute to escalation between two close partners of China.” ภาษานี้ดีกว่าการกล่าวหาตรงๆ ว่าอาวุธจีนถูกใช้โจมตีไทย
Ream Naval Base: ประเด็นที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง
ไทยควรถามจีนอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่ confrontational ว่าจีนมองบทบาทระยะยาวของท่าเรือเรียม (Ream) อย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง access, logistics, ISR และ possible dual-use functions ซึ่งเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคจับตามาอย่างต่อเนื่อง (Lowy Institute, 2024)
ไม่ใช่เพราะ Ream เป็นภัยต่อไทยโดยอัตโนมัติ แต่เพราะเมื่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีความตึงเครียดสูงขึ้น strategic ambiguity เกี่ยวกับการมีอยู่ทางทหารของจีนจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการคำนวณของไทย ไทยจึงควรขอ Strategic Transparency มากกว่าขอให้จีนถอนตัว
อย่าให้กัมพูชาบีบให้จีนต้อง “เลือกข้าง” และใช้คานงัดทางเศรษฐกิจ
ป้องกันไม่ให้กัมพูชาแปลงมิตรภาพเป็นความคุ้มกันทางยุทธศาสตร์
ไทยควรพูดกับจีนอย่างชัดเจนว่า “Thailand does not seek to force China to choose between Thailand and Cambodia.” แต่ในทางกลับกัน ไทยก็คาดหวังว่า “Cambodia should not be allowed to leverage its strategic relationship with China to alter the bilateral balance with Thailand.”
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก เพราะจีนสามารถรักษามิตรภาพกับกัมพูชาไว้ได้ แต่จีนควรมีผลประโยชน์ร่วมที่จะป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน–กัมพูชากลายเป็นภูมิคุ้มกันให้กัมพูชาลอยตัวจากผลของการกระทำของตนเอง (Cambodian strategic impunity)
จีนสามารถรักษา “มิตรภาพกับกัมพูชา” ไว้ได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน–กัมพูชากลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้กัมพูชาลอยตัวจากผลของการกระทำของตนเอง
เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน
นี่คือ leverage ที่ไทยควรใช้มากขึ้น โดยอธิบายว่าความไม่มั่นคงระหว่างไทย–กัมพูชากระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนโดยตรง ทั้ง
- BRI connectivity
- China–Laos–Thailand railway
- GMS corridors
- ห่วงโซ่อุปทาน (supply chains)
- การลงทุนภาคการผลิตของจีนในไทย
- EV ecosystem
- การท่องเที่ยว
- การค้าข้ามพรมแดน
- การเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่
ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่ “Thailand vs Cambodia” แต่คือ stability of Mainland Southeast Asia ซึ่งเป็นผลประโยชน์หลักของจีนเช่นกัน
Off-ramp ได้ แต่ Settlement ต้องเป็นเรื่องทวิภาคี
นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดในการวางกรอบความร่วมมือกับจีน จีนสามารถช่วยเรื่อง de-escalation, ceasefire, hotline, verification, confidence-building, humanitarian issues, mine clearance และ transnational crime ได้ แต่ไทยไม่ควรเปิดช่องให้บุคคลที่สาม รวมถึงจีน เข้ามากำหนด substantive settlement ของประเด็นอธิปไตยหรือดินแดน เรื่องเหล่านี้ควรอยู่ในกรอบกลไกทวิภาคีไทย–กัมพูชา กฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ great-power arbitration
จาก Ceasefire สู่ Conflict Termination
Ceasefire ไม่เท่ากับ Peace สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบาง แม้การหยุดยิงจะดำรงอยู่และผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงเดินหน้ามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในเดือนพฤษภาคม 2569 (The Diplomat, 2026) ขณะเดียวกันไทยยังเดินหน้าสร้างรั้วชายแดนบางส่วนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างยังไม่ได้หายไป (Free Malaysia Today, 2026)
ดังนั้นไทยควรถามจีนว่า “What does a stable end-state look like?” ไม่ใช่เพียง “How do we stop the next shooting?”
7 สารถึงปักกิ่ง และกรอบใหญ่กว่าเดิม
หากต้องเตรียม Talking Points สำหรับการพบระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติกับจีน สารทั้งหมดสามารถย่อเหลือ “7 Messages to Beijing” ได้ดังนี้
- Thailand does not seek confrontation with Cambodia.
- Thailand distinguishes legitimate border disputes from deliberate coercive escalation.
- China has unique influence and can encourage strategic restraint.
- Thailand does not ask China to choose sides.
- No country should exploit great-power relationships to gain strategic impunity.
- Thailand supports ASEAN-led monitoring, verification and peaceful bilateral mechanisms.
- A stable Thailand–Cambodia relationship is a Chinese strategic interest because it protects ASEAN stability, BRI connectivity and mainland Southeast Asian prosperity.
แต่มีอีกชั้นหนึ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหาของสารเอง นั่นคือ ท่าทีที่ไทยเดินเข้าไปคุย ในกรอบ Thailand–China Strategic Relations (TCSR) ไม่ควรไปด้วยท่าทีว่า “ช่วยเราจัดการกัมพูชา” แต่ควรไปด้วยกรอบว่า Thailand–China Strategic Dialogue on Mainland Southeast Asian Stability แล้ววางปัญหากัมพูชาไว้ภายในภาพใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย
- Cambodia conflict
- Myanmar instability
- Scam centres
- Transnational crime
- Mekong security
- Cyber/cognitive threats
- Border security
- Economic corridors
- Critical infrastructure
รวมกันเป็น Mainland Southeast Asia Resilience
วิธีนี้จะยกระดับตำแหน่งของไทยจาก “คู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ” ไปเป็น “Strategic Partner ที่กำลังหารือกับจีนเรื่อง Regional Stability” ซึ่งเป็น positioning ที่เหมาะสมกับไทยมากกว่า
การเข้าหาจีนด้วยกรอบ Thailand–China Strategic Dialogue on Mainland Southeast Asian Stability แทนท่าที “ช่วยเราจัดการกัมพูชา” คือการยกระดับไทยจากคู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ ไปเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านเสถียรภาพภูมิภาค
บทสรุป: ทดสอบความสามารถทางการทูตของไทยในการยกระดับบทสนทนา
กรอบทั้ง 12 ประเด็นและ 7 สารถึงปักกิ่งที่เสนอมานี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจีนจะเข้าข้างไทย หรือแม้แต่จะเห็นด้วยกับไทยในทุกประเด็น หัวใจของข้อเสนอนี้คือการเปลี่ยนกรอบการสนทนาจาก “ใครถูกใครผิด” ไปสู่ “อะไรคือต้นทุนร่วมที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับหากปล่อยให้ Conflict of Choice ดำเนินต่อไป” ซึ่งเป็นภาษาที่ตรงกับวิธีคิดเชิงผลประโยชน์ของปักกิ่งมากกว่าการขอความช่วยเหลือแบบทวิภาคีตรงไปตรงมา
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่ติดตามความเสี่ยงในภูมิภาคนี้ มีสัญญาณสามอย่างที่ควรจับตาต่อจากนี้ ได้แก่ ท่าทีของจีนต่อการกวาดล้าง scam centres ในกัมพูชาว่าจะจริงจังแค่ไหน ความคืบหน้าของกลไกตรวจสอบที่อาเซียนเป็นเจ้าของว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะยับยั้งการละเมิดหรือไม่ และท่าทีของจีนต่อบทบาทระยะยาวของ Ream Naval Base ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าจีนมองความสัมพันธ์กับกัมพูชาในลักษณะพันธมิตรใกล้ชิดมากขึ้นหรือคงระดับความสัมพันธ์แบบปัจจุบันไว้
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าไทยจะโน้มน้าวให้จีน “เข้าข้าง” ได้หรือไม่ แต่คือไทยจะสามารถยกระดับตัวเองจากคู่ขัดแย้งในสายตาปักกิ่ง ไปเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ปักกิ่งอยากรักษาเสถียรภาพร่วมด้วยได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าไทยจะรักษาวินัยทางการทูตตามกรอบนี้ได้นานแค่ไหน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่อาจดึงบทสนทนากลับไปสู่ภาษาของการเผชิญหน้าอีกครั้ง
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ Business Leader Podcast วันนี้ชวนเกาะติดเกมการทูตและยุทธศาสตร์สำคัญ ว่าไทยควรเปิดโต๊ะคุยอะไรกับจีน ท่ามกลางรอยร้าวและความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับกัมพูชา ผ่านกรอบคิดเชิงลึกโดย พลเอก เจิดวุธ คราประยูร ค่ะ
ถึงแม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะเคยตกลงร่วมกันที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ไทยก็ยังคงเดินหน้าก่อสร้างรั้วชายแดนอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลายลงนะคะ ในบริบทนี้ จึงเกิดคำถามสำคัญว่าไทยจะใช้ความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา และมีผลประโยชน์มหาศาลในไทย ให้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร
ประเด็นหลักที่เราควรนำเสนอต่อจีน ไม่ใช่การร้องขอให้จีนเลือกข้างหรือเข้าข้างไทยค่ะ แต่คือการทำให้ปักกิ่งเห็นถึงต้นทุนที่แท้จริงหากความขัดแย้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งต้นทุนนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนเองด้วยเช่นกันค่ะ เราควรอธิบายให้จีนเข้าใจว่า ปัญหาไทยกับกัมพูชาไม่ใช่แค่ข้อพิพาทชายแดนทั่วไป แต่เป็นรูปแบบของการใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองและยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยผสมผสานเครื่องมือหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งการกดดันทางทหาร การก่อเหตุชายแดน ปฏิบัติการข้อมูล ไปจนถึงการกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจ
ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรขอจากจีนไม่ใช่การสนับสนุนไทยโดยตรงนะคะ แต่เป็นการขอให้จีนใช้บทบาทที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชา เพื่อส่งเสริมให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่จีนมีช่องทางอิทธิพลที่สำคัญค่ะ จีนมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคองกระบวนการหยุดยิงในการเจรจาไตรภาคีมาแล้ว เพราะจีนเองก็ไม่ต้องการเห็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่เรื้อรัง ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนค่ะ
นอกจากนี้ ไทยควรระบุเส้นแดงอย่างชัดเจน ทั้งอย่างเป็นทางการและในช่องทางลับ ว่าอะไรคือจุดที่ไทยสามารถอดกลั้นได้ และอะไรคือสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องตอบโต้ เพื่อให้จีนทราบถึงขีดจำกัดในการยับยั้งชั่งใจของไทยค่ะ ส่วนกลไกการตรวจสอบ เราอาจหารือกับจีนเรื่องการสนับสนุนกลไกการตรวจสอบที่นำโดยอาเซียน แทนที่จะให้จีนเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทำสงครามข้อมูล เพราะข้อเท็จจริงจะตรวจสอบได้มากขึ้นค่ะ
ในส่วนของปฏิบัติการข้อมูลและอาชญากรรมข้ามชาติ นี่คือพื้นที่ที่จีนมีแรงจูงใจร่วมกับไทยโดยตรงนะคะ ไทยควรหารือกับจีนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการป้องกันข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวปลอมที่อาจบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีและความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน ซึ่งจีนมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและข่าวกรองที่สูงมากในด้านนี้ค่ะ
และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ควรหยิบยกมาคุยกับจีนคือเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะจีนเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ และมีความต้องการที่จะปราบปรามอย่างจริงจังค่ะ ไทยควรเสนอโครงการความร่วมมือไทย-จีน เพื่อจัดการกับภัยคุกคามข้ามชาติเหล่านี้ โดยแยกประเด็นนี้ออกจากข้อพิพาทชายแดน เพราะไม่ว่าจีนจะมองข้อพิพาทชายแดนอย่างไร ไทยและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันที่จะไม่ปล่อยให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นแหล่งหลบภัยของอาชญากรรมข้ามชาติค่ะ
แม้ประเด็นเรื่องอาวุธจีนในกัมพูชาและบทบาทของฐานทัพเรือเรียมจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไทยก็ควรหารืออย่างสุภาพแต่ชัดเจน เพื่อขอความโปร่งใสเชิงยุทธศาสตร์จากจีน โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดสูงขึ้น ความคลุมเครือเกี่ยวกับการมีอยู่ทางทหารของจีนจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการคำนวณของไทยค่ะ
สุดท้ายนี้ การเข้าหาจีนด้วยกรอบการสนทนาที่กว้างขึ้น นั่นคือ "การหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับจีนว่าด้วยเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่" จะเป็นการยกระดับตำแหน่งของไทยจากแค่คู่ขัดแย้งที่กำลังขอความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่กำลังหารือกับจีนเรื่องเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับไทยมากกว่าค่ะ
เป้าหมายสูงสุดของการสนทนาเหล่านี้ ไม่ใช่การโน้มน้าวให้จีนเข้าข้างไทยนะคะ แต่คือการเปลี่ยนกรอบการสนทนาจาก "ใครถูกใครผิด" ไปสู่ "อะไรคือต้นทุนร่วมที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับ หากปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ดำเนินต่อไป" ซึ่งเป็นภาษาที่ตรงกับวิธีคิดเชิงผลประโยชน์ของปักกิ่งมากกว่าการขอความช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมาค่ะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


