

Health
รับมือ "แพนิก" กลางที่ทำงาน: ทักษะที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว
เปิด 5 แนวทางรับมือ "โรคแพนิก" เมื่อเกิดอาการตื่นตระหนกเฉียบพลันกลางที่ทำงาน พร้อมเจาะลึกสัญญาณเตือนทางกายและจิตใจที่คนทำงานควรรู้ ช่วยปรับสมดุลความเครียดสะสม และแนะแนวทางให้ HR ร่วมสร้าง Employee Wellbeing เพื่อลดอัตราการลาออกและดูแลสุขภาวะพนักงานอย่างยั่งยืน
รายละเอียด
- โรคแพนิกเกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมีทั้งอาการทางกาย (ใจสั่น หายใจไม่ทัน) และทางจิตใจ (กลัวรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้)
- การเกิดอาการในที่ทำงานสร้างความเครียดเพิ่มจากความอายและความรู้สึกโดดเดี่ยว
- การหามุมสงบและลดสิ่งกระตุ้นรอบตัวคือขั้นแรกที่ช่วยให้ตั้งสติได้เร็วขึ้น
- การยอมรับอาการและหายใจช้าๆ ได้ผลดีกว่าการพยายามฝืนหรือเก็บกด
- การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น คือกุญแจสำคัญของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ความเครียดสะสมจากภาระงาน เดดไลน์ และแรงกดดันในออฟฟิศ ทำให้ "โรคแพนิก" หรืออาการตื่นตระหนกเฉียบพลัน กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่คนวัยทำงานเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าคนวัยทำงานไทยถึง 76% เผชิญภาวะเครียดระดับปานกลางถึงรุนแรง จากบรรยากาศการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยและภาระงานที่หนักเกินไป [1] และหลายครั้งอาการก็ไม่ได้เลือกเวลาหรือสถานที่ บางทีมันเกิดขึ้นกลางที่ประชุม หน้าคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างเดินอยู่ในออฟฟิศนี่แหละ
สำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของพนักงาน (Employee Wellbeing) และสำหรับคนทำงานที่อยากรู้วิธีดูแลตัวเองเมื่อเผชิญสถานการณ์นี้ บทความนี้รวบรวมสัญญาณเตือนของโรคแพนิก พร้อมแนวทางรับมือเมื่อมันเกิดขึ้นในที่ทำงาน
โรคแพนิกคืออะไร ทำไมถึงเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
โรคแพนิกเป็นภาวะที่ความกลัวและความวิตกกังวลพุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน โดยไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุหรืออันตรายทางกายภาพรองรับ อาการสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมักสร้างความรู้สึกเหมือนร่างกายและจิตใจถูกปิดกั้น จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการทำงานให้ทันในแต่ละวัน
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่ากำลังเผชิญอาการแพนิก
อาการทางร่างกาย ที่พบบ่อย ได้แก่
- หายใจไม่ทัน
- ใจสั่น หัวใจเต้นแรงกะทันหัน
- ตัวสั่น
- รู้สึกเสียวซ่าตามร่างกาย
อาการทางจิตใจ ที่พบบ่อย ได้แก่
- ความกลัวและวิตกกังวลอย่างรุนแรง
- ความรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้
- รู้สึกเหมือนหายนะกำลังจะมาถึง
- ความกลัวที่จะกลับไปอยู่ในสถานที่ที่เคยเกิดอาการมาก่อน
เมื่ออาการแพนิกเกิดขึ้นในที่ทำงาน ความเครียดยิ่งทวีคูณ
การรับมือกับโรคแพนิกที่บ้านก็ว่ายากแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นในที่ทำงาน ยังมาพร้อมความรู้สึกอาย โดดเดี่ยว และกังวลสายตาคนรอบข้างเพิ่มเข้ามาอีกชั้น ต่อไปนี้คือแนวทางที่ช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น
5 แนวทางรับมือเมื่ออาการแพนิกเกิดขึ้นในที่ทำงาน
- หามุมสงบ ลดสิ่งกระตุ้นรอบตัว เมื่อรู้สึกไม่สบายใจ สภาพแวดล้อมที่วุ่นวายจะยิ่งเร่งให้อาการตื่นตระหนกรุนแรงขึ้น การถอยไปยังพื้นที่เงียบๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมว่าง มุมเงียบในออฟฟิศ หรือแม้แต่ออกไปสูดอากาศนอกอาคาร จะช่วยให้ตั้งสติได้เร็วขึ้น
- อย่าฝืนเก็บอาการไว้คนเดียว การพยายามเมินเฉยและหวังว่าอาการจะหายไปเองมักทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะสมองยังต้องแบกภาระคอยกดข่มความรู้สึกไปพร้อมกับงานตรงหน้า การยอมรับว่ากำลังเกิดอาการ และให้เวลาตัวเองผ่านมันไปทีละขั้น เป็นทางที่ได้ผลกว่า
- หายใจช้าๆ แทนการต่อสู้กับความรู้สึก สัญชาตญาณของคนเรามักอยากหยุดความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด แต่การฝืนกลับยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้น การหายใจเข้าออกช้าๆ พร้อมบอกตัวเองว่าอาการนี้จะผ่านไปในที่สุด ช่วยให้ระบบประสาทค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ
- ศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า การมีความรู้พื้นฐานเรื่องสัญญาณ อาการ และแนวทางรักษาโรคแพนิก ทำให้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจขึ้น ทั้งกับตัวเองและเพื่อนร่วมงานที่อาจเผชิญปัญหาเดียวกัน
- อย่าเผชิญคนเดียว พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ การโทรหรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ แม้จะไม่ได้ช่วยให้อาการหายทันที แต่ความรู้สึกว่ามีคนพร้อมรับฟังและอยู่เคียงข้าง ช่วยให้ใจสงบลงได้มาก และหากอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น จิตบำบัดหรือการใช้ยาภายใต้คำแนะนำแพทย์
การฝืนเก็บอาการแพนิกไว้คนเดียวมักทำให้อาการแย่ลง เพราะสมองต้องแบกรับทั้งการกดข่มความรู้สึกและงานตรงหน้าไปพร้อมกัน — การยอมรับและขอความช่วยเหลือจึงได้ผลกว่าการฝืนทน
ทำไมองค์กรควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
สุขภาพจิตพนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการลาออก ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมไทยพบว่าองค์กรที่พนักงานเผชิญความไม่สุขทางใจและภาวะซึมเศร้าต่อเนื่อง มีอัตราการลาออกสูงถึง 5-10% ต่อปี [1] การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อประเด็นสุขภาพจิต พร้อมพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานได้พักฟื้นเมื่อเผชิญความเครียดเฉียบพลัน ไม่เพียงช่วยพนักงานแต่ละคน แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลดีต่อภาพรวมขององค์กรด้วย
องค์กรที่พนักงานเผชิญภาวะไม่สุขทางใจต่อเนื่องมีอัตราการลาออกสูงถึง 5-10% ต่อปี การดูแลสุขภาพจิตพนักงานจึงไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลต่อผลประกอบการโดยตรง
บทสรุป: จากเรื่องส่วนตัวสู่ทักษะที่องค์กรต้องลงทุน
อาการแพนิกที่เกิดขึ้นกลางที่ทำงานไม่ใช่เรื่องที่ผู้ที่เผชิญต้องแบกรับเพียงลำพัง และไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจต่อแรงกดดันสะสม ซึ่งสามารถเกิดกับใครก็ได้ในองค์กร
สำหรับผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ประเด็นนี้ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ดูแลบุคลากร ไม่ใช่แค่นโยบายสวัสดิการที่มีไว้เพื่อภาพลักษณ์ การฝึกอบรมหัวหน้างานให้รู้จักสัญญาณเตือนของโรคแพนิก การจัดพื้นที่สงบให้พนักงานได้พักฟื้นเมื่อเผชิญความเครียดเฉียบพลัน และการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างไม่ถูกตีตรา ล้วนเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนกลับมาในรูปของประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการรักษาพนักงานที่ดีขึ้น คำถามที่องค์กรควรถามตัวเองต่อจากนี้ จึงไม่ใช่ "เราจะรับมืออย่างไรเมื่อพนักงานมีอาการแพนิก" แต่เป็น "เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ลดโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทางแล้วหรือยัง"
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะวันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่องค์กรยุคใหม่ต้องเจอค่ะ นั่นคือเรื่องของภาวะตื่นตระหนกเฉียบพลันหรือโรคแพนิกที่กำลังคุกคามพนักงานในหลายองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆความเครียดจากภาระงานที่หนักอึ้ง เส้นตายที่บีบรัด และแรงกดดันต่างๆ ในที่ทำงาน กำลังทำให้พนักงานของเราต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่หนักหนาสาหัสค่ะจากการสำรวจล่าสุด พบว่าพนักงานคนไทยถึงเจ็ดสิบหกเปอร์เซ็นต์กำลังเผชิญกับภาวะเครียดระดับปานกลางไปจนถึงขั้นรุนแรงเลยนะคะและบ่อยครั้ง อาการแพนิกเหล่านี้ไม่ได้เลือกเวลาหรือสถานที่ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งในที่ประชุม หรือขณะทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ค่ะเรื่องนี้ไม่เพียงกระทบแค่ตัวบุคคลเท่านั้นค่ะ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการลาออกของพนักงานด้วยลองคิดดูนะคะ องค์กรที่มีพนักงานเผชิญกับภาวะไม่สบายใจ หรือมีภาวะซึมเศร้าต่อเนื่อง มักมีอัตราการลาออกสูงถึงห้าถึงสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งนี่เป็นการลงทุนที่สูญเปล่าและส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยตรงค่ะดังนั้น ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ควรหันมามองประเด็นนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดูแลบุคลากรเชิงรุกค่ะ ไม่ใช่แค่เพียงนโยบายสวัสดิการเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเข้าใจประเด็นสุขภาพจิต การฝึกอบรมหัวหน้างานให้รู้จักสังเกตสัญญาณเตือน และการจัดพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานได้พักฟื้นเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ ถือเป็นการลงทุนที่สำคัญและให้ผลตอบแทนกลับมาในระยะยาวค่ะคำถามที่องค์กรควรจะถามตัวเองจึงไม่ใช่แค่ว่า ‘เราจะรับมืออย่างไรเมื่อพนักงานมีอาการแพนิก’ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า ‘เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทางแล้วหรือยัง’ ต่างหากนะคะเพราะการดูแลสุขภาพใจของพนักงาน คือการลงทุนเพื่อความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริงค่ะสำหรับวันนี้ ดิฉันต้องขอลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ


