

Management
ปรับกลยุทธ์การบริหารคนผ่านการประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก
ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัยหรือเงินทุนมหาศาล แต่คือ คน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผู้นำธุรกิจและนักบริหารทรัพยากรบุคคลมักเผชิญอยู่เสมอ
รายละเอียด
-
แยกแยะผลงานและศักยภาพ: ผลงานคือผลลัพธ์ในอดีต แต่ศักยภาพคือความสามารถในการเติบโต ผู้นำต้องแยกให้ออกเพื่อป้องกันการเลื่อนตำแหน่งผิดพลาด
-
ประเมินด้วยตารางเก้าช่อง (9-Box Grid): จัดกลุ่มทีมงานตามผลงานและศักยภาพ เพื่อวางแผนบริหารและคัดเลือกผู้นำในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ
-
สร้างแผนพัฒนาเฉพาะบุคคล: เลิกใช้อบรมแบบสูตรสำเร็จ มุ่งเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงสำหรับคนเก่ง และเติมทักษะปฏิบัติการให้กลุ่มแกนหลัก
-
ลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ: กำหนดเกณฑ์ให้ชัด ประเมินร่วมกันเพื่อลดอคติ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และทบทวนศักยภาพทีมอย่างน้อยปีละครั้ง
ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัยหรือเงินทุนมหาศาล แต่คือ คน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผู้นำธุรกิจและนักบริหารทรัพยากรบุคคลมักเผชิญอยู่เสมอคือ "การบริหารคนแบบสูตรสำเร็จเดียว" ซึ่งมักสร้างความผิดหวังให้กับทั้งผู้บริหารและพนักงาน การประเมินผลพนักงานแบบดั้งเดิมที่เน้นเพียงตัวเลขผลลัพธ์ในอดีต อาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคตที่ต้องการความยืดหยุ่นและการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
การปรับกลยุทธ์มาสู่ การประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้นำเห็นภาพรวมที่แท้จริงของบุคลากร เข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้ที่ทำงานเก่งในบทบาทปัจจุบัน กับผู้ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในอนาคต ซึ่งการประเมินลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยแค่การคัดเลือกคนเก่งเท่านั้น แต่ช่วยให้เราออกแบบแผนพัฒนาที่ตรงจุดและรักษาพนักงานคุณภาพไว้ได้อย่างยั่งยืน
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผลงานและศักยภาพ
ในการเริ่มต้นประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก สิ่งแรกที่ผู้นำต้องแยกแยะให้ออกคือ ความแตกต่างระหว่าง ผลงาน และ ศักยภาพ ซึ่งเป็นสองมิติที่มักถูกสับสนปนเปกันบ่อยครั้ง
ผลงาน คือภาพสะท้อนของผลลัพธ์ในอดีตและปัจจุบัน เช่น ยอดขายที่ทำได้ตามเป้า การส่งมอบงานตรงเวลา หรือคุณภาพงานที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัดผลได้ง่ายและชัดเจน
ศักยภาพ คือขีดความสามารถในการเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวเพื่อรับมือกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้นหรือซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต พนักงานที่มีผลงานดีเลิศในฐานะผู้ปฏิบัติงาน (เช่น นักขายที่ทำยอดได้สูงสุด) อาจไม่ได้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำหรือผู้จัดการทีมเสมอไป ในทางกลับกัน พนักงานบางคนอาจมีศักยภาพสูงมากในการเรียนรู้ระบบงานใหม่ๆ แต่อาจยังไม่สามารถแสดงผลงานที่ดีเลิศได้เนื่องจากยังอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือบทบาทหน้าที่ที่ไม่เหมาะสม
การเข้าใจความต่างนี้ช่วยป้องกันความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ เช่น การเลื่อนตำแหน่งให้กับคนทำงานเก่งแต่ขาดทักษะการบริหารคน จนทำให้องค์กรต้องเสียทั้งผู้ปฏิบัติงานมือดีและได้ผู้จัดการทีมที่ขาดประสิทธิภาพมาแทน
การจัดกลุ่มบุคคลด้วยตารางเก้าช่องเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึก
หนึ่งในเครื่องมือที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการประเมินศักยภาพทีมคือ ตารางเก้าช่องเชิงศักยภาพและผลงาน เครื่องมือนี้ช่วยให้ผู้นำสามารถจัดกลุ่มทีมงานออกเป็นหมวดหมู่ตามผลงาน (แกนตั้ง) และศักยภาพ (แกนนอน) เพื่อสร้างแผนที่นำทางในการบริหารจัดการคนได้อย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งกลุ่มสำคัญๆ ได้ดังนี้:
กลุ่มดาวเด่น (ผลงานสูงและศักยภาพสูง): บุคลากรกลุ่มนี้คืออนาคตขององค์กร พวกเขาทำงานได้ดีเยี่ยมและมีขีดความสามารถที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้นำระดับสูง กลยุทธ์ในการดูแลคือการให้ความท้าทายใหม่ๆ การจัดโปรแกรมพี่เลี้ยง และการวางแผนสืบทอดตำแหน่งสำคัญอย่างชัดเจน
กลุ่มม้างานผู้ซื่อสัตย์ (ผลงานสูงแต่ศักยภาพปานกลางถึงจำกัด): พนักงานกลุ่มนี้ทำผลงานปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยมและมั่นคง แต่อาจไม่ได้ต้องการเติบโตขึ้นเป็นผู้บริหารหรือเปลี่ยนสายงาน กลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การบีบบังคับให้พวกเขาเลื่อนตำแหน่ง แต่เป็นการรักษาแรงจูงใจ ให้รางวัลตอบแทนที่คุ้มค่า และพัฒนาทักษะเฉพาะทางของพวกเขาให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
กลุ่มที่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ (ผลงานต่ำและศักยภาพต่ำ): บุคลากรกลุ่มนี้ผลงานไม่เป็นไปตามเป้าและไม่มีสัญญาณของการพัฒนาตนเอง ผู้นำจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผ่านกระบวนการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากทักษะ ทัศนคติ หรือความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน หากปรับปรุงแล้วยังไม่ดีขึ้น อาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือคัดกรองออกอย่างเป็นระบบ
การออกแบบแผนพัฒนาเฉพาะบุคคลตามขีดความสามารถ
เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าพนักงานแต่ละคนอยู่ในจุดใดของตารางการประเมิน การดำเนินการขั้นตอนต่อไปคือการเลิกใช้หลักสูตรอบรมแบบเดียวกันทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเป็นการสร้าง แผนพัฒนาเฉพาะบุคคล เพื่อความคุ้มค่าและเกิดผลลัพธ์สูงสุด
สำหรับพนักงานกลุ่มศักยภาพสูงที่ทำงานเก่ง ควรเน้นไปที่กลยุทธ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การให้รับผิดชอบโครงการสำคัญข้ามสายงาน เพื่อขยายมุมมองทางธุรกิจ หรือการให้ทดลองบริหารทีมย่อยเพื่อฝึกฝนทักษะการนำคน
สำหรับพนักงานในกลุ่มแกนหลักที่เน้นการทำงานสม่ำเสมอ ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเดิมให้เร็วและดีขึ้น เช่น การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเทคนิคการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ระบบปฏิบัติการขององค์กร
แนวทางปฏิบัติจริงสำหรับผู้นำในการปรับกลยุทธ์การบริหารคน
เพื่อให้การประเมินศักยภาพเชิงลึกเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและไม่เป็นเพียงเอกสารที่ถูกเก็บทิ้งไว้ ผู้นำและฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลควรนำแนวทางปฏิบัติสี่ขั้นตอนต่อไปนี้ไปใช้ทันที:
กำหนดนิยามของศักยภาพให้ชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ: ศักยภาพไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความฉลาด แต่ต้องตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวขององค์กร เช่น หากองค์กรต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล ศักยภาพหลักที่ต้องมองหาคือ ความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และความยืดหยุ่นในการทำงาน
จัดประชุมปรับจูนเกณฑ์การวัดผลเพื่อลดอคติ: หลีกเลี่ยงการประเมินโดยหัวหน้างานเพียงคนเดียว ให้จัดกระบวนการประชุมร่วมกันระหว่างหัวหน้างานสายต่างๆ เพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบมาตรฐานการประเมินของแต่ละทีม เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดกลุ่มพนักงานมีความเป็นธรรมและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร
สร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยในการสื่อสาร: การแจ้งผลการประเมินศักยภาพต้องทำด้วยความระมัดระวังและสร้างสรรค์ ควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือให้พนักงานเติบโตมากกว่าการตราหน้าหรือเปรียบเทียบ ผู้นำควรเปิดโอกาสให้มีการสนทนาแบบสองทางเพื่อรับฟังความต้องการและเป้าหมายในอาชีพของพนักงานด้วย
ประเมินและทบทวนอย่างสม่ำเสมอ: ศักยภาพและผลงานของมนุษย์ไม่ได้คงที่ตลอดไป พนักงานที่เคยอยู่ในกลุ่มผลงานต่ำอาจพัฒนาขึ้นมาเป็นแกนหลักได้หากได้รับโอกาสและการสอนงานที่เหมาะสม องค์กรจึงควรทำการทบทวนตารางประเมินอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้กลยุทธ์การบริหารคนมีความยืดหยุ่นและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
การลงทุนเวลาและทรัพยากรไปกับการประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนจากการสูญเสียบุคลากรคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกขีดความสามารถที่ซ่อนอยู่ของทีมงานทุกคน ส่งผลให้องค์กรมีกำลังพลที่พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง 'คน' สินทรัพย์สำคัญที่สุดขององค์กรค่ะ การบริหารคนที่เน้นเพียงผลงานในอดีตอาจไม่พอแล้วนะคะ องค์กรต้องการความยืดหยุ่น การเรียนรู้สิ่งใหม่ จึงต้องใช้ "การประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก" เพื่อเข้าใจขีดความสามารถแท้จริงของบุคลากรค่ะ สิ่งสำคัญคือการแยก "ผลงาน" (สิ่งที่ทำได้) กับ "ศักยภาพ" (ความสามารถในการเรียนรู้และเติบโตเพื่อรับผิดชอบงานใหญ่ขึ้น) การสับสนสองสิ่งนี้อาจทำให้องค์กรเลื่อนตำแหน่งคนผิดพลาดได้นะคะ เครื่องมือ "ตารางเก้าช่อง" ช่วยจัดกลุ่มพนักงานชัดเจนค่ะ เช่น "กลุ่มดาวเด่น" มีทั้งผลงานและศักยภาพสูง คืออนาคตองค์กร ควรได้รับการท้าทาย วางแผนสืบทอดตำแหน่ง ส่วน "ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ" คือผู้มีทั้งผลงานและศักยภาพต่ำ ผู้นำต้องรีบช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงหรือพิจารณาอย่างเหมาะสมค่ะ เมื่อทราบกลุ่มแล้ว ก็ต้องสร้าง "แผนพัฒนาเฉพาะบุคคล" ที่ตรงจุด โดยดาวเด่นควรเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การรับผิดชอบโครงการสำคัญค่ะ เพื่อให้การประเมินนี้เกิดผลจริง ผู้นำควรดำเนินการสี่ข้อค่ะ หนึ่ง กำหนดนิยามศักยภาพตามเป้าหมายองค์กร สอง จัดประชุมปรับจูนเกณฑ์เพื่อลดอคติ สร้างมาตรฐานเดียวกัน สาม สร้างบรรยากาศสื่อสารปลอดภัย เน้นช่วยเหลือให้พนักงานเติบโต และสี่ ประเมินทบทวนสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งค่ะ การลงทุนประเมินศักยภาพทีมเชิงลึก จะช่วยลดต้นทุนบุคลากร ปลดล็อกขีดความสามารถ ทำให้องค์กรพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


